Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สภาสหภาพแรงงานนิวซีแลนด์เรียกร้องให้รัฐสภาเร่งออกกฎหมาย "สิทธิตัดการเชื่อมต่อนอกเวลางาน" เพื่อคุ้มครองแรงงานจากการถูกติดต่อเรื่องงานหลังเลิกงาน ท่ามกลางเส้นแบ่งชีวิตงาน–ชีวิตส่วนตัวที่เลือนรางในยุคดิจิทัล ขณะที่รัฐบาลยังไม่เห็นพ้องในขณะนี้

  • สภาสหภาพแรงงานนิวซีแลนด์ (NZCTU) เรียกร้องกฎหมาย Right to Disconnect เพื่อคุ้มครองแรงงานจากการถูกติดต่อเรื่องงานนอกเวลาทำงาน ท่ามกลางปัญหาเส้นแบ่งชีวิตงาน–ชีวิตส่วนตัวที่เลือนรางในยุคดิจิทัล
  • สหภาพแรงงานชี้กฎหมายปัจจุบันยังไม่เพียงพอ ต่อการรับมือรูปแบบการทำงานสมัยใหม่ และแรงงานจำนวนมากรู้สึกกดดันไม่กล้าปฏิเสธการติดต่อหลังเลิกงาน
  • รัฐบาลนิวซีแลนด์ยังไม่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายแรงงานด้านอื่น ขณะที่ NZCTU ยืนยันเดินหน้าผลักดันต่อไป

ประเทศนิวซีแลนด์ กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของแรงงาน โดย สภาสหภาพแรงงานนิวซีแลนด์ (New Zealand Council of Trade Unions - NZCTU) ได้ออกนโยบายใหม่เพื่อเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งผลักดันการตรากฎหมาย "สิทธิตัดการเชื่อมต่อนอกเวลางาน" (Right to Disconnect) เพื่อคุ้มครองคนงานจากการถูกติดต่อเรื่องงานนอกเวลาปฏิบัติงานโดยไม่เหมาะสม

สภาสหภาพแรงงานนิวซีแลนด์ (New Zealand Council of Trade Unions – NZCTU) ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาพิจารณาตรากฎหมาย "สิทธิตัดการเชื่อมต่อนอกเวลางาน" (Right to Disconnect หรือ Right to Switch-Off) เพื่อคุ้มครองแรงงานจากการถูกติดต่อเรื่องงานนอกเวลาปฏิบัติงานโดยไม่เหมาะสม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เส้นแบ่งชีวิตงาน–ชีวิตส่วนตัวที่เลือนรางในยุคดิจิทัล

NZCTU ระบุว่า การทำงานจากระยะไกล การใช้สมาร์ตโฟน อีเมล และแอปพลิเคชันสื่อสารภายในองค์กร ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องอยู่ในสภาวะ "พร้อมตอบสนองต่อการทำงานตลอดเวลา" แม้จะอยู่นอกเวลาทำงานที่ได้รับค่าจ้างแล้วก็ตาม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต ความเครียดสะสม และคุณภาพชีวิตโดยรวมของคนทำงาน

ซานดรา เกรย์ (Sandra Grey) ประธาน NZCTU ชี้ว่า เทคโนโลยีได้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเลือนรางลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยแรงงานจำนวนมากรู้สึกกดดันว่าต้องตอบข้อความ รับสาย หรือเข้าร่วมประชุม แม้จะอยู่ในช่วงวันหยุดหรือเวลาพักผ่อนส่วนตัว เกรย์กล่าวว่า "หลายคนรู้สึกว่าต้องรักษาตัวเป็น 'พร้อมปฏิบัติงาน' 24/7 แม้ว่านั่นไม่ใช่ข้อกำหนดของงาน"

เธอกล่าวว่า คนทำงานไม่ควรต้องเข้าร่วมประชุมในวันหยุด พกพาแล็ปท็อปไปในเวลาพักผ่อน หรือรับโทรศัพท์จากนายจ้างในช่วงดึก หากพวกเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่มีหน้าที่ต้องประจำการตลอดเวลา พร้อมย้ำว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็น "เรื่องปกติ" ของการทำงานยุคใหม่

นอกจากนี้ เกรย์ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความยาวนานของชั่วโมงการทำงานในนิวซีแลนด์ โดยข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดเผยว่าพนักงานนิวซีแลนด์ทำงาน 1,751 ชั่วโมงต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 1,740 ชั่วโมง เกรย์กล่าวว่า "เราทำงานในชั่วโมงที่ยาวที่สุดในกลุ่ม OECD ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟ ความวิตกกังวล และความเครียดสะสมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง"

สหภาพแรงงาน NZCTU เห็นว่า กฎหมายแรงงานของนิวซีแลนด์ในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานได้อย่างเพียงพอ แม้ประเทศจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานในหลายด้าน แต่ยังไม่มีบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของแรงงานในการปฏิเสธการติดต่อเรื่องงานนอกเวลาทำงานโดยตรง กฎหมายปัจจุบันที่เกี่ยวข้องเพียงหนึ่งเดียวคือ Minimum Wage Act ซึ่งจำกัดเวลาการทำงานไว้ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เว้นแต่มีข้อตกลงอื่น แต่กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถหยุดการติดต่อแรงงานนอกเวลาได้

NZCTU ชี้ว่า ช่องว่างทางกฎหมายดังกล่าวเปิดโอกาสให้นายจ้างบางรายใช้อำนาจเหนือแรงงาน โดยเฉพาะในบริบทที่แรงงานจำนวนมากเผชิญความไม่มั่นคงด้านการจ้างงาน และรู้สึกกลัวผลกระทบหากปฏิเสธคำขอจากนายจ้างหลังเลิกงาน เกรย์ระบุว่า "หลายคนมีความกลัวค่อนข้างมากเนื่องจากสถานการณ์ความไม่มั่นคงในการจ้างงานในปัจจุบัน" ซึ่งทำให้สำคัญที่เราจะต้องไม่พึ่งพาความจริงใจ แต่ต้องมีกฎหมายที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงาน NZCTU ย้ำว่า แนวคิด "สิทธิตัดการเชื่อมต่อนอกเวลางาน" ไม่ได้หมายถึงการห้ามนายจ้างติดต่อแรงงานหลังเลิกงานอย่างเด็ดขาด แต่เป็นการกำหนดขอบเขตที่สมเหตุสมผล และให้อำนาจแก่แรงงานในการตัดสินใจว่าจะตอบรับการติดต่อดังกล่าวหรือไม่ โดยพิจารณาจากเหตุผล ความจำเป็น และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง เกรย์อธิบายว่า "นี่ไม่ใช่การห้ามนายจ้างติดต่อพนักงานนอกเวลาทำงานอย่างแท้จริง แต่คือการให้อำนาจแก่พนักงานให้ตัดสินใจว่าจะตอบสนองต่อการติดต่อนอกเวลาหรือไม่ โดยพิจารณาจากเหตุผล"

ตัวอย่างจากออสเตรเลีย กับท่าทีที่ยังลังเลของรัฐบาลนิวซีแลนด์

ตัวอย่างจากต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตามอง หลังจากประเทศดังกล่าวประกาศใช้กฎหมาย Right to Disconnect เมื่อสิงหาคม 2024 ซึ่งให้สิทธิแก่แรงงานในการ "ปฏิเสธอย่างสมเหตุสมผล" ต่อการติดต่อเรื่องงานนอกเวลาทำงาน กฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกำหนดขอบเขตการทำงานให้ชัดเจนขึ้น ในขณะที่ยังคงเปิดช่องให้นายจ้างสามารถติดต่อแรงงานได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือฉุกเฉิน

ผลลัพธ์เบื้องต้นจากออสเตรเลียแสดงผลที่น่าประทับใจ สภาสหภาพแรงงานออสเตรเลีย (Australian Council of Trade Unions - ACTU) รายงานว่า กฎหมาย Right to Disconnect ลดการทำงานเพิ่มเติมที่ไม่ได้รับค่าจ้างลงถึง 33% ซึ่งหมายความว่าพนักงานสามารถกู้คืนเวลาได้ประมาณ 100 นาทีต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ข้อมูลยังแสดงว่า เกือบ 60% ของนายจ้างออสเตรเลียรายงานว่ากฎหมายใหม่นี้ปรับปรุงการมีส่วนร่วมและผลผลิตของพนักงาน สภาสหภาพแรงงานออสเตรเลียกล่าวว่า "ความกลัวเรื่องผลข้างเคียงที่ไม่ได้ตั้งใจจากกฎหมายไม่ได้เกิดขึ้นจริง"

สำหรับท่าทีของรัฐบาลนิวซีแลนด์ บรูค แวน เวลเดน (Brooke van Velden) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความสัมพันธ์ในสถานที่ทำงานและความปลอดภัย (Workplace Relations and Safety) ระบุว่า รัฐบาลยังไม่มีแผนที่จะผลักดันกฎหมายสิทธิตัดการเชื่อมต่อนอกเวลางานในขณะนี้

เธออธิบายว่า ความสำคัญในช่วงนี้อยู่ที่การดำเนินการปฏิรูปกฎหมายแรงงานในประเด็นอื่นที่เห็นว่ามีความเร่งด่วนมากกว่า อาทิ การปรับปรุงกฎหมายด้านสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงาน การจัดทำกฎหมายฉบับใหม่เพื่อทดแทนพระราชบัญญัติวันหยุด (Holidays Act) รวมถึงการสร้างความชัดเจนในข้อตกลงการจ้างงานสำหรับแรงงานบางกลุ่ม แวน เวลเดนกล่าวว่า "ความสนใจของฉันอยู่ที่การส่งมอบการปฏิรูปสถานที่ทำงานที่สำคัญที่สุด ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปสุขภาพและความปลอดภัย การแทนที่ Holidays Act ด้วยกฎหมายลาที่ง่ายขึ้น และการให้ความชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงการจ้างงานสำหรับกลุ่มคนงานบางกลุ่ม"

แวน เวลเดนยังระบุว่า นิวซีแลนด์มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เข้มแข็งอยู่แล้ว และมีกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทที่เปิดโอกาสให้แรงงานสามารถร้องเรียนหรือเรียกร้องสิทธิได้ หากไม่ได้รับค่าจ้างอย่างถูกต้องหรือเผชิญปัญหาในสถานที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม นโยบายสมควรระบุความกังวลเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงาน ซึ่ง NZCTU ระบุว่า "กฎหมายด้านสุขภาพและความปลอดภัยกำหนดหน้าที่ให้สถานที่ทำงานทำทุกอย่างที่สมควรเพื่อขจัดความเสี่ยงจากการได้รับบาดเจ็บ (ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงจากการเป็นอันตรายต่อจิตใจและร่างกาย) แต่สิ่งนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างดีในนิวซีแลนด์"

นอกจากท่าทีระมัดระวังของรัฐบาล มีการคัดค้านจากตัวแทนของผู้ประกอบการด้วย สมาคมนายจ้างและผู้ผลิต (Employers and Manufacturers Association) วิจารณ์ว่า กฎหมายแบบออสเตรเลียจะต้องมี "ข้อยกเว้นมากมายจนกระทั่งมันอาจจะไม่มีความหมาย" และย้ำว่า "กฎหมายสิ่งเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้"

แม้ความเห็นจากฝ่ายวิชาการจะแตกต่างออกไป แต่ศาสตราจารย์ไซมอน สโคฟีลด์ (Simon Schofield) จากมหาวิทยาลัยออกแลนด์ มองว่าการมีกฎหมายเพื่อสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด โดยเขาให้คำนิยาม "สิทธิในการตัดการเชื่อมต่อ" ว่าเป็น "สิทธิเชิงปฏิเสธที่จะไม่ตอบรับ" ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ง่าย ๆ ที่ช่วยให้พนักงานรับรู้และเข้าใจสิทธิของตนเองได้อย่างชัดเจน

ในทางกลับกัน หลี่ซิน เจียง (Lixin Jiang) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออกแลนด์และนักจิตวิทยาอุตสาหกรรมองค์กร เชื่อว่ากฎหมายอาจไม่ใช่คำตอบเดียว โดยเจียงตั้งข้อสังเกตว่าผลลัพธ์ของกฎหมายสิทธิในการตัดการเชื่อมต่อ ในต่างประเทศยังไม่มีความชัดเจน และความต้องการเพิ่มผลผลิตจะยังคงเป็นแรงกดดันให้มีการติดต่อพนักงานหลังเลิกงานอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เธอเสนอว่าหากผู้นำและผู้บริหารให้การสนับสนุนสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว พนักงานจะสามารถตัดการเชื่อมต่อจากงานได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพในที่สุด

มุมมองจากฝ่ายการเมือง

แม้รัฐบาลจะยังไม่เห็นชอบกับข้อเสนอของสหภาพแรงงานในตอนนี้ แต่พรรคกรีน (Green Party) ได้แสดงท่าทีสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยเตอะนาอู ตุยโอโน  (Teanau Tuiono) โฆษกของพรรคระบุว่า นโยบายนี้สอดคล้องกับแนวทางของพรรคที่ต้องการช่วยแรงงานรับมือกับปัญหาเส้นแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวที่เริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ

ตุยโอโน ชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในสภาวะที่มีกฎหมายหลายฉบับส่งผลกระทบต่อสิทธิและความปลอดภัยของคนงาน นอกจากนี้เขายังมองว่ากฎหมายฉบับออสเตรเลียนั้นมีต้นแบบที่ดี ซึ่งนิวซีแลนด์ควรนำมาศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศตนเอง

ทางด้านพรรคแรงงาน (Labour Party) ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการจัดทำนโยบายในเรื่องนี้ โดย แจน ติเนตติ (Jan Tinetti) โฆษกด้านความสัมพันธ์ในที่ทำงานและความปลอดภัยให้ความเห็นว่า ภาวะหมดไฟและการทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นสำหรับชาวนิวซีแลนด์จำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีทำให้เส้นแบ่งระหว่างที่ทำงานกับบ้านเลือนรางลง ติเนตติ กล่าวเสริมว่า ในขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันลดค่าจ้างแรงงานหญิงและพยายามริดรอนสิทธิคนงาน พรรคแรงงานยังคงมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงทั้งเรื่องค่าตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามสหภาพแรงงาน NZCTU ยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันประเด็นสิทธิตัดการเชื่อมต่อนอกเวลางานอย่างต่อเนื่อง โดยเรียกร้องให้พรรคการเมืองต่าง ๆ พิจารณาบรรจุเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแรงงาน เพื่อรับมือกับความท้าทายของการทำงานในยุคดิจิทัล และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานในระยะยาว

เกรย์กล่าวว่า "พวกเรายังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี แต่เราตั้งใจจะไปพบกับแวน เวลเดน เพื่อตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลถึงไม่สร้างความมั่นใจในการยกระดับเศรษฐกิจและสิทธิของคนงานให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่".
 

ที่มาข้อมูล:
Unions call for workers' right to ignore their boss after hours (Alice Peacock, Newsroom, 15 January 2026) 
Unions push for 'Right to Switch-Off' law (Council of Trade Unions, 15 January 2026)
New Zealand urged to introduce Right to Disconnect (Dexter Tilo, HRD New Zealand, 16 January 2026) 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง