Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประชาไทชวนฟังเสียงประชาชนที่เดินทางไปร่วมเวทีปราศรัยโค้งสุดท้ายของพรรคการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง 2569 เมื่อวานนี้ (6 ก.พ. 2569) ทั้ง "พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์" ความคิด ความเห็น และความหวังต่อการเลือกตั้ง 2569 ของพวกเขาเป็นเช่นไร

'พรรคประชาชน' คุยกับโหวตเตอร์ส้ม ‘อดีตเสื้อแดง-วัยทำงาน-วินมอเตอร์ไซค์’

ที่ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง มีการปราศรัยของพรรคประชาชน ผู้คนจับจองที่นั่งอย่างคึกคักตั้งแต่บ่าย 

อาภรณ์รัตน์ หรือ พี่อ๋อย คนเสื้อแดงจาก จ.ปทุมธานี เดินทางมาร่วมฟังปราศรัยแบบฉายเดี่ยวอย่างเคย แม้ปีนี้เธออายุย่าง 70 ปีแล้ว เธอยังคงเดินอย่างกระฉับกระเฉง

อาภารัตน์เป็นหนึ่งในป้าเสื้อแดงที่เคยให้สัมภาษณ์กับประชาไทเมื่อปี 2566 ในสกู๊ปที่ใช้ชื่อว่า “เมื่อรักและศรัทธาเสื่อมลง: เปิดใจป้าแดงเทิร์นส้ม” 

โฆษณา - Advertising

อาภรณ์รัตน์

อาภารัตน์ บอกว่า ไม่โอเคกับการที่พรรคส้มโหวตอนุทิน และตนเองในฐานะสมาชิกพรรคก็ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม เธอเคารพมติของพรรค และชื่นชมที่อย่างน้อยก็มีการรับฟังความเห็นของโหวตเตอร์

เมื่อถามว่าชื่นชอบนโยบายใดเป็นพิเศษ เธอบอกว่าชอบนโยบายเงินผู้สูงอายุ 1,000 บาท ที่แม้ว่าจะเป็นจำนวนที่ลดลงจากที่พรรคเคยหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งรอบก่อน แต่เธอชอบในความตรงไปตรงมา พรรคพูดมาชัดว่าไม่มีงบ เงินผู้สูงอายุจึงได้เท่านี้ ไม่เหมือนกับพรรคอื่นๆ ที่อาจพูดในสิ่งที่เกินจริง แต่ในทางปฏิบัติจะทำไม่ได้

ขณะที่หญิงวัยทำงาน 2 คนมาด้วยกัน คนหนึ่งสวมเสื้อสีดำลายแผนที่ประเทศไทยที่สื่อถึงผลเลือกตั้งปี 2566 อีกคนสวมชุดทำงานที่ไม่เป็นทางการนัก

โฆษณา - Advertising

สา (เสื้อดำ) กับ จีจี้ (ชุดทำงาน)

สา กับ จีจี้ ทั้งคู่เป็นอดีตนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ อายุประมาณ 30 ปี พวกเธอบอกกับเราว่า พวกเธอเป็นแฟนคลับพรรคส้มมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ แรกเริ่มจากการรู้จัก ‘พี่โรม’ (รังสิมันต์ โรม) ในฐานะรุ่นพี่ที่เรียน มธ. เหมือนกัน

เมื่อถามว่า ชื่นชอบนโยบายไหนเป็นพิเศษ สาและจีจี้ซึ่งเป็นคนต่างจังหวัดทั้งคู่บอกว่า ชอบนโยบายเรื่องการกระจายอำนาจและพัฒนาท้องถิ่น โดยสาระบุว่าชอบเรื่องข้อเสนอเลือกตั้งผู้ว่าทุกจังหวัด ส่วนจีจี้ถูกใจเรื่องรถเมล์ไฟฟ้า

สา เล่าว่าตอนที่พรรคส้มโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ นั้น แรกๆ เธอรู้สึกไม่โอเคมาก อยากให้พรรคส้มโหวตให้แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยมากกว่า แต่เมื่อได้ฟังทัศนะจาก อ.ธงชัย ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ จึงเกิดความเข้าใจพรรคส้มมากขึ้น ว่าที่ทำไปคือการเปิดทางไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ 

โฆษณา - Advertising

ทั้งสาและจีจี้พูดตรงกันว่า แม้บรรยากาศในโซเชียลมีเดีย รอบนี้ดูคึกคักไม่เท่ารอบก่อน แต่พวกเธอมองว่าโหวตเตอร์ส้มก็คงมีอยู่มากเช่นเดิม อย่างโหวตเตอร์ส้มที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็เติบโตขึ้น เข้าสู่วัยทำงาน อาจเหนื่อยจากภาระในชีวิตที่เพิ่มขึ้น จึงไม่อยากแสดงตัวในโซเชียลมากนัก แต่คนกลุ่มนี้ยังคงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง และจะเป็น ‘พลังเงียบ’ เข้าคูหาไปเลือกส้มและ ’กาเห็นชอบ‘ แบบเงียบๆ 

ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นคนขับวินมอเตอร์ไซด์คนหนึ่งขับรถมาจอดถ่ายวิดีโอที่หน้าศูนย์กีฬา พร้อมกับพากษ์เสียงไปด้วยว่าคนเยอะมาก

ชายผู้นี้ชื่อสงคราม อายุ 50 ปี พื้นเพเป็นชาวจังหวัดสระแก้ว บอกกับเราว่าถูกจริตกับพรรคสีส้มมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ เขาไม่ได้บอกว่าชอบนโยบายใดเป็นพิเศษ แต่รู้สึกโดนใจจากที่เห็นว่าพรรคนี้มีความกล้าพูด กล้าทำ ตรงไปตรงมามากกว่าพรรคอื่นๆ โดยในช่วงเย็นวันนี้ เขากำลังจะเดินทางภูมิลำเนาเพื่อไปเลือกตั้ง

โจ

โฆษณา - Advertising

โจ ชายชาวนนทบุรี อายุ 38 ปี เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่เคยชื่นชอบพรรคการเมืองใด เลือกตั้งทุกครั้ง เขาไปเพื่อกา ‘โหวตโน’ (ไม่ประสงค์เลือกผู้สมัครใด) จนกระทั่งการเกิดขึ้นของพรรคก้าวไกล

ย้อนไปสมัยพรรคส้มยุคแรก (อนาคตใหม่) เขาก็ยังไม่ได้รู้สึกเชื่อมโยงกับการเมืองมากเท่าไร ประกอบกับจังหวะชีวิตที่มัววุ่นกับการทำงาน แต่พอมาเป็นยุคของพรรคก้าวไกล-ปรากฏการณ์ ‘พิธา’ ฟีเวอร์ ความรู้สึกของเขาก็เปลี่ยนไป สิ่งที่เขาชื่นชอบมาก คือเรื่อง ‘ปราบทุนเทา’ การเปิดโปงเรื่องทุจริตต่างๆ และข้อเสนอปฏิรูปตำรวจ

เขาเล่าถึงจุดยืนทางการเมืองของสมาชิกในครอบครัวด้วย คุณพ่อของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นคนเสื้อแดง ชื่นชอบนโยบายของพรรคเพื่อไทย ส่วนคุณแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มผู้นำท้องถิ่น คนกลุ่มนี้ช่วยเหลือแม่ของเขามาเสมอในเรื่องใดๆก็ตาม ทำให้แม่ของเขาน่าจะเลือกไปทางพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่เพราะชอบตัวพรรค แต่เป็นเพราะสายสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มผู้นำท้องถิ่น

ตัวเขามักติดตามข่าวสารผ่านทางหน้าฟีดเฟซบุ๊กและติ๊กต่อก แต่ไม่ได้ลงลึกมากนัก ส่วนคนที่ชอบเป็นพิเศษ คือ ไอซ์ รักชนก เหตุผลที่ชอบเพราะเป็นคนชัดเจน ตรงไปตรงมา พูดจาเข้าใจง่าย

โฆษณา - Advertising

เมื่อถามว่า มั่นใจแค่ไหนว่ารอบนี้หากชนะเลือกตั้ง พรรคส้มจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เขาว่ารอบ 66 ที่พิธาชนะเลือกตั้งแต่ไม่เป็นนายกฯ เขาก็เสียใจมาก ส่วนในรอบนี้ เขาเชื่อมั่นในพรรค ปชน.เหมือนอย่างเคย แต่จะตั้งรัฐบาลได้ไหมนั้น เขายังมองว่ามีโอกาสแบบ 50:50 

เมื่อถามว่า เรื่องที่พรรคส้มโหวตอนุทิน เขาคิดอย่างไร เขาบอกว่าไม่โอเคมากจนแทบจะเลิกติดตามข่าว แต่พอเวลาผ่านไปก็เข้าใจพรรคว่าทำไปเพื่อแลกกับการเปิดประตูแก้รัฐธรรมนูญ สำหรับเขา การโหวตอนุทินนั้นดีกว่าโหวตให้แคนดิเดตจากเพื่อไทย เพราะเพื่อไทยก็เคย ‘ตระบัดสัตย์’ มาหลายอย่าง ทั้งเรื่องรัฐบาลข้ามขั้ว หรืออย่างนโยบายดิจิทัลวอลเลต บอกว่าจะแจกทุกกลุ่มแต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่พูด

'พรรคเพื่อไทย' คุยกับโหวตเตอร์แดง คนรุ่นใหม่หลายอาชีพ

ที่สนามเทพหัสดิน สนามกีฬาแห่งชาติ พรรคเพื่อไทยจัดปราศรัยใหญ่เริ่มเวทีปราศรัยเมื่อ 17.30 น. โดยมีประชาชนผู้สนับสนุนพรรคทยอยเดินทางมาร่วมฟังการปราศรัยจำนวนมาก ในงานนอกจากร้านค้าขายอาหารและสินค้าสัญลักษณ์สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเช่น เสื้อยืดลายต่างๆ แล้ว ยังมีเต๊นท์ของ iLaw มาเปิดชักชวนคนไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. นี้ด้วย

“เราโตมากับ legacy ของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ จนถึงรัฐบาลพลังประชาชน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็น legacy ที่จับต้องได้แล้วตอนนี้ก็ยังมีประโยชน์อยู่ ถ้าเทียบกับทุกพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่นโยบายจับต้องได้ ถึงบางอย่างจะดูทะเยอทะยาน แต่เขาก็มีกรอบเวลาทุกอย่างชัดเจน ต่างกับพรรคอื่นๆ ตรงนี้และฐานคิดนโยบายเริ่มจากคนเท่ากัน เขาเริ่มจากว่าทุกคนเริ่มจากศูนย์”

บา

บา อายุ 26 ปี นักวิจัยในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บอกว่านโยบายในอดีตของพรรคที่ชอบที่สุดก็คือ 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะเป็นนโยบายที่ถึงจะไม่ได้ใช้มาก แต่ว่าในยามฉุกเฉินเวลาเราไม่ได้เอาบัตรประกันอะไรไป เราก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน แล้วเพื่อนหลายคนก็ได้ใช้การรักษาของ 30 บาทเหมือนกัน ส่วนนโยบายปัจจุบันที่ทำให้อยากเลือกพรรคเพื่อไทยมากที่สุดเลยคือรถไฟฟ้า 20 บาท เพราะว่าเป็นระบบขนส่งที่ใช้เดินทางมาทำงานประจำที่จะช่วยประหยัดรายจ่ายได้เยอะมาก

เมื่อถามว่าสิ่งที่ทำให้มั่นใจและสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอยู่แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ารัฐบาลเพื่อไทยไม่มีเสถียรภาพนัก บามองว่าแม้รัฐบาลเพื่อไทยจะอยู่ไม่นานและทุกครั้งที่เข้ามาก็ไม่ค่อยมีเสถียรภาพแต่พรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคที่เขาแสดงให้เห็นว่าเขาพยายามทำนโยบายทุกอย่างที่หาเสียงไว้กับประชาชนมากที่สุด ต่อให้มันไม่ครบบ้างเช่นดิจิทัลวอลเล็ต ก็ยังเห็นความพยายาม ต่อให้เขาไม่รู้อนาคตว่าจะโดนล้มเมื่อไหร่ แต่บาชอบความพยายามตรงนี้ที่จับต้องได้

“ความรักชาติไม่ได้มีแค่การปกป้องดินแดนโดยใช้กำลังอย่างเดียว แต่ความรักชาติมันคือการทำทุกอย่างเพื่อคนในประเทศให้อยู่ดีมีสุข แล้วก็รักษาเสถียรภาพตรงนี้ ต่อให้พรรคเพื่อไทยแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามเจรจาจนโดนว่ามันเหมือนไม่รักชาติ แต่สุดท้ายมันคือการไม่สูญเสีย การที่เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ พี่น้องที่อยู่ชายแดนเขาเปิดด่านค้าขายได้อย่างสงบใช้ชีวิตต่อไปได้ เราว่าตรงนี้มันคือสิ่งสำคัญมากที่สุดสำหรับคนในชาติ เพราะชาติมันคือการที่ประชาชนคนไทยทุกคนรวมตัวกันเป็นชาติ” บาตอบเมื่อถูกถามเกี่ยวกับปัญหาที่พรรคมักถูกโจมตีจากการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา”

บาสารภาพเองว่าก็ไม่ได้เป็นคนเสื้อแดงมาแต่แรก จนกระทั่งได้ซึมซับจากการดูข่าว ได้เห็นนโยบายของพรรค แล้วก็ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการกดขี่ 

ส่วนประชามติ บาบอกว่าจะกาเห็นชอบ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร แล้วก็มีกฎกติกาหลายอย่างที่ไม่เป็นธรรมและมีมาเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคอื่นๆ ด้วยความพยายามระบุเรื่องนายกฯ ต้องมีศีลธรรมจริยธรรมที่มีความคลุมเครือ เป็นการผูกอำนาจไว้กับคนไม่กี่กลุ่มซึ่งจะจำกัดการเดินหน้าของประเทศไว้กรอบแบบนี้จึงต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่

หยก ชิชา โกลบอล จักร กลุ่มเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปีที่ 1 จากมหาสารคามที่ตอนนี้พวกนี้เข้าสู่วัยทำงานกันหมดแล้วติดตามการเมืองกันตั้งแต่เป็นเด็กมัธยมและแลกเปลี่ยนกันตลอดเพราะรัฐประหาร 2557 เป็นเหตุ แต่เพิ่งกำลังจะได้เลือกตั้งครั้งที่สองในชีวิตวันที่ 8 ก.พ.นี้ ชักชวนกันมาฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทยเล่าถึงเหตุผลที่เลือกจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันเพราะต่างก็ชอบนโยบายของพรรค 

หยก อายุ 24 ปี เจ้าหน้าที่รังสีวิทยาโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เล่าว่าตั้งแต่เลือกตั้งเมื่อครั้งปี 2566 ซึ่งเป็นครั้งแรกของเธอ ตอนนั้นก็ศึกษาว่าจะเลือกพรรคไหนดีเพราะว่าอยู่กับระบบรัฐประหารมานานมากตั้งแต่ ม.1 ทำให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นชินแล้วก็ตื่นเต้น ตอนนั้นก็มองแค่ว่าจะได้ประชาธิปไตยคืนมา ในมุมมองของเธอตอนนั้นมีพรรคฝ่ายซ้ายอยู่ 2 พรรคให้เลือกคือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล และเธอก็เลือกพรรคเพื่อไทย

“เรารู้สึกว่านโยบายของพรรคก้าวไกลก็ดี แต่เรื่องที่ทำให้โหวตพรรคเพื่อไทยเป็นครั้งแรกในชีวิตก็คือนโยบายจบปริญญาปีแรกเงินเดือนเริ่มต้น 25,000 บาท เพราะว่าเราตั้งแต่เราเกิดมาก็ได้ยินเงินเดือนป.ตรี 15,000 บาท แล้วก็อยู่แบบนั้นมาเป็นสิบๆ ปี จนเราเรียนจบเราก็ยังอยู่กับเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท รู้สึกว่าเราอยากได้นโยบายนี้แหละ”

นอกจากนั้นหยกยังชอบนโยบาาย ODOS ที่หายไปตอนรัฐประหารทำให้ไม่ทันได้ใช้เองตอนเรียนมัธยม แต่พอพรรคเพื่อไทยเอากลับมาอีกครั้งก็รู้สึกว่าอยากได้เพราะมีน้องสาวที่ยังเรียนมัธยมอยู่และเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่ควรมีอยู่ต่อไปเพื่อให้น้องๆ ที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์มากพอส่งเรียนต่างประเทศได้มีโอกาส  

จักร พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มองว่าสิ่งที่ชอบคือสมัยเขาเด็กๆ พรรคมีนโยบายปราบยาเสพติดโดยเฉพาะในภาคอีสานที่สามารถทำได้จริง แล้วตอนปี 66 ที่มีสองพรรคให้เลือกคือ ส้มกับแดง แต่มองนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลักแล้วของพรรคเพื่อไทยตอบโจทย์กว่า รอบนี้ก็จะเลือกเหมือนเดิมเพราะนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลัก อีกทั้งยังมีแคนดิเดตนายกฯ อย่างยศชนันที่เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ซึ่งในฐานะเด็กวิศวะก็รู้สึกชอบที่เรื่องวิทยาศาสตร์ถูกให้ความสำคัญที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์มักถูกมองข้าม 

ชิชา นักศึกษาพยาบาล เห็นว่าพรรคนี้เป็นพรรคการเมืองที่คลุกคลีกับรากหญ้าดี แล้วก็ได้มีโอกาสมาเรียนสายสุขภาพทำให้ได้คุยกับคนไข้บนวอร์ดที่บอกว่าถ้าไม่มีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคก็ตายไปนานแล้ว เลยรู้สึกชอบนโยบายนี้ แล้วตั้งแต่สมัยไทยรักไทยก็ได้ยินจากที่พ่อแม่เล่าให้ฟังว่าพรรคทำได้จริงมองเห็นสายตาของประชาชนชายขอบ  

เมื่อถามว่านโยบาย 30 บาทนี้เองก็ถูกวิจารณ์มากว่าสร้างภาระให้กับทั้งทางโรงพยาบาลและบุคลากร เรื่องนี้เธอมองอย่างไร ชิชาบอกว่าตอนนี้เธอยังเรียนไม่จบ ยังไม่ได้ทำงานจริง ทำให้ยังไม่เห็นมุมมองจากฝั่งผู้ให้บริการ แต่มองจากมุมคนธรรมดาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีความเห็นอกเห็นใจกัน 

เรื่องนี้หยกซึ่งมีประสบการณ์ทำงานแล้วก็มองว่า นโยบายนี้ดี แต่ต้องตีประเด็นไปที่จุดรวมเดียวกันคือผู้บริหารแล้วก็งบที่ควรจะมาลงในส่วนของระบบสาธารณสุขของประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะอนาคตประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยที่จะทำให้ต้องใช้ทรัพยากรของระบบสาธารณสุขมากขึ้น และทำให้ต้องมีบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มมากกว่านี้ เกิดภาวะสมองไหลไม่เข้าระบบ บางสาขาก็มีน้อยมากเช่น คนที่จบจากรังสีการแพทย์มีน้อยมาก มีสถานศึกษาที่สอนรังสีการแพทย์แค่ 13 แห่งและมีคนที่เรียนจบจากสาขานี้แต่ละแห่งไม่ถึง 100 คนต่อปี ทั้งที่มีคนไทยป่วยเป็นมะเร็งเยอะมาก นอกจากนั้นยังมีปัญหาว่าราชการก็ไม่ได้เปิดตำแหน่งให้ทำให้บุคลากรยังขาดต่อไป

“ต้องแก้ที่นโยบายแล้วก็ระบบถึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ถ้าคนโฟกัสไปที่คนที่จะต้องแก้ไขนโยบาย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ กับประชาชนคนเล็กๆ มาตีกันเอง” หยกกล่าว 

โกลบอล เพื่อนนอกสายวิทย์คนเดียวของกลุ่ม บอกว่าฟังปราศรัยทั้งของพรรคประชาชนแล้วก็พรรคเพื่อไทย แต่ที่เขาฟังแล้วชอบนโยบายของพรรคเพื่อไทยเพราะมีนโยบายใหม่ๆ ออกมาตลอด จากสายงานภาพยนตร์ที่เขาทำอยู่ก็ทำให้ชอบ THACCA ของพรรคเพื่อไทยที่มีการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และกล้าดันออกมาทั้งที่ตัวพรรคเองก็ยังไม่พร้อม แต่ก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนพัฒนามาเรื่อยๆ จนครอบคลุมศิลปะแขนงต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ เฟสติวัล ศิลปะ กีฬา 

นอกจากนั้นพรรคเพื่อไทยเองก็เป็นพรรคการเมืองที่วิจารณ์ได้แล้วก็มีการปรับนโยบายไปตามกาลเวลาด้วยเช่น เรื่อง โรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก (Micro Cinema) แล้วก็ยังมีการให้ทุนกับแต่ละจังหวัดเพื่อให้เปิดโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กได้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ 

“การที่พรรคการเมืองสู้กันด้วยนโยบายคนที่จะได้ผลประโยชน์มากที่สุดก็คือประชาชน” โกลบอลกล่าว

เมื่อถามว่าเริ่มมาสนใจการเมืองกันตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะพวกเขาก็ดูเหมือนจะรับรู้ความเป็นไปการเมืองไทยกันอย่างดี 

หยกบอกว่าเธอเริ่มสนใจตั้งแต่ ม.1 เพราะการรัฐประหารของ คสช.เมื่อปี 2557 ที่ตอนนั้นเธอก็เริ่มเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ว่าคนกลุ่มนี้ออกออกมารัฐประหารแล้วก็ได้รับรู้ผ่านทางโทรทัศน์ที่มักจะตัดเข้ารายการคืนความสุขสู่ประชาชนที่ยาวมาก

 “เราก็รู้สึกว่าความสุขอยู่ไหน เราไม่มีความสุขเลยช่วงเวลานั้น มันเป็นความสุขจอมปลอมที่เขากรอกหูเราแล้วก็เลยทำให้การติดตามข่าวสารการเมืองในทวิตเตอร์(X ในปัจจุบัน) สนุกมาก เห็นการถกเถียงของผู้ใหญ่ในอินเตอร์เนตที่มีหลากหลายความคิดเราก็เริ่มคิดตาม จะเรียกว่าเราปลูกฝังความคิดตัวเองผ่านโลกอินเตอร์เนตก็ได้ พอเราโตขึ้นมีวุฒิภาวะมากขึ้นมีการคิดวิเคราะห์มากกว่าตอนเด็กก็ทำให้เรารู้สึกว่ามันถึงเวลาของเราแล้วที่จะทำอะไรสักอย่าง” หยกเล่า

นอกจากนั้นหยกยังบอกว่าช่วงปี 2563 ก็เป็นช่วงที่การเมืองเข้มข้นมาก แล้วก็เลยรู้สึกว่าเรื่องการเมืองควรเป็นเรื่องปกติที่เราคุยแชร์กับเพื่อนได้ 

จักรเสริมว่าการคุยเรื่องการเมืองกลายเป็นปกติมาตั้งแต่ตอนรัฐประหาร 2557 แล้ว

“ตอนนั้นเราอยู่หอในเราต้องไปซื้อของเซเว่นฯ แล้วมันปิดสี่ทุ่ม ที่เราจำได้เพราะว่ามีวลีที่เก่าหน่อยคือ เจอกันหลังเซเว่นปิด แล้วมันก็มีปิดจริงๆ เราก็เลยจำได้ว่าปีนั่นเกิดเหตุการณ์เด็ดๆ อะไรบ้าง” หยกเล่า

ส่วนเรื่องประชามติวันที่ 8 ก.พ.นี้ ทั้ง 4 คนบอกว่าจะกาเห็นชอบ 

หยกให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ถูกเขียนขึ้นโดยทหารในช่วงรัฐประหาร แม้ว่าตอนนั้นพวกเธอจะอยู่มัธยมปลายยังไม่มีสิทธิออกเสียง แต่ก็รู้สึกถูกปิดกั้นไม่ให้รับข่าวสาร 

“วลีหนึ่งที่ได้ยินก็คือ “รับๆ ไปก่อนค่อยแก้” สิ่งที่เกิดขึ้นคือผ่านมาเกือบ 10 ปียังไม่ได้แก้เลยแก้ได้ก็แค่ไม่กี่มาตรา”

โกลบอล เสริมว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นรากฐานของปัญหาหลายอย่างในไทย เช่น นายกฯ อยู่ได้ไม่ครบวาระ สว.ที่มีสิทธิออกเสียงเยอะ องค์กรอิสระที่ตรวจสอบไม่ได้ ตอนนี้เรารู้สึกว่าโชคดีแล้วที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งต่อๆ กันแต่ก็เป็นประชาธิปไตยที่ไม่เต็มใบเพราะรัฐธรรมนูญนี้ขัดขวางเรา ซึ่งประชาชนควรออกมาช่วยกันกาเห็นชอบเพื่อให้ประชาธิปไตยเป็นของประชาชนจริงๆ

'พรรคภูมิใจไทย' คุยโหวตเตอร์น้ำเงิน ‘เทใจมืออาชีพ-ชายแดน’

พัชรา จิรวิชญศักดิ์ อายุ 37 ปี อาชีพทำธุรกิจส่วนตัว มองว่าความน่าสนใจของพรรคอยู่ที่ตัวบุคคล โดยเฉพาะผู้บริหารและผู้สมัครที่มีผลงานชัดเจนและมีนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง 

ขณะที่ ดร.ณัฐพงษ์ รอบคอบ อายุ 40 ปี อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ให้ความเห็นในฐานะผู้เผยแพร่นโยบายทางการเมือง ระบุว่าไม่ได้เลือกพรรคในฐานะผู้สนับสนุนโดยตรง แต่มองว่าพรรคมีความได้เปรียบจากการเคยเป็นรัฐบาล ทำให้ประชาชนเห็นผลงานเป็นรูปธรรม 

ส่วน นัด (นามสมมุติ) อายุ 63 ปี อาชีพค้าขาย แสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานที่ “พูดจริงทำจริง”

ดร.ณัฐพงษ์ รอบคอบ

พัชรา จิรวิชญศักดิ์ คนซ้าย

ในมุมมองเรื่องความแตกต่างของพรรคภูมิใจไทยเมื่อเทียบกับพรรคอื่น ทั้งสามคนมองไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคมีจุดเด่นด้านผลงานที่ประชาชนสามารถเห็นผลได้จริง ไม่ว่าจะเป็นจากตัวบุคคล การบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา หรือแนวทางการคัดเลือกทีมงานที่มีความสามารถและประสบการณ์ ซึ่งช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับพรรค

สำหรับนโยบายที่ได้รับความสนใจมากที่สุด พัชรา และ ดร.ณัฐพงษ์ เห็นตรงกันว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการในลักษณะ “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายที่ประชาชนเคยได้รับประโยชน์จริง และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก ขณะที่นัดให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการจัดการปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน

ในประเด็นการดึงบุคคลภายนอกหรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมงาน ทั้งสามคนมองว่าเป็นจุดแข็งของพรรค เนื่องจากช่วยเพิ่มความเป็นมืออาชีพ เสริมศักยภาพการทำงานของรัฐบาล และทำให้ประเทศไทยไม่เสียเปรียบในเวทีระหว่างประเทศ

เมื่อถามถึงความคาดหวังในการแก้ปัญของรัฐบาลชุดต่อไป พัชรา กล่าวว่า อยากให้เน้นเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ ดร.ณัฐพงษ์ เสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบ พร้อมทั้งปรับบทบาทภาครัฐให้เป็นผู้สนับสนุนการทำธุรกิจ ส่วน นัด (นามสมมุติ) ต้องการให้รัฐบาลจัดการปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงประชาชน

สำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความเห็นของทั้งสามแตกต่างกัน โดย พัชรา ขอไม่แสดงความคิดเห็น ขณะที่ ดร.ณัฐพงศ์ เห็นว่าควรแก้ไขแต่มีข้อจำกัดเชิงตรงที่อำนาจของวุฒิสภาอาจเข้ามาแทรกแซงได้ ขณะที่ นัด (นามสมมุติ) แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย โดยมองว่าควรให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตมากกว่า

 

'พรรคประชาธิปัตย์' คุยโหวตเตอร์ฟ้า แฟนดั้งเดิม-คนรุ่นใหม่สังเกตการณ์

วรพล หาญพิรุณพร ชาวคลองเตย กรุงเทพฯ อายุ 61 ปี ฉายเดี่ยวมาฟังพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยใหญ่ เนื่องจากชื่นชอบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นพิเศษ

.“ผมติดตามพรรคประชาธิปัตย์มานานแล้ว สมัยคุณชวน (หลีกภัย) ผมชอบนายกฯ ชวนมากเลยเป็นคนซื่อสัตย์ และก็ผมศรัทธาท่านมาก ติดตามตลอด เลยเป็นแฟนของประชาธิปัตย์มาตลอด” วรพล กล่าวถึงความประทับใจตัวเขาที่มีต่อ ปชป. และหวังว่า คนรุ่นใหม่ควรจะเอาตามแบบอย่างดีๆ จากท่านนายกฯ ชวนด้วย”

แล้วอะไรที่ทำให้ประทับใจคุณอภิสิทธิ์ วรพลเผยว่า เขาชื่นชอบคุณอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ เพราะเป็นคนทำงานเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ มานำเสนอ โดยเฉพาะโฆษณาหาเสียงของ ปชป.ช่วงวาเลนไทน์ ที่อภิสิทธิ์ไปตามง้อแฟนคลับโดยค่อยๆ เปิดป้ายข้อความ นอกจากนี้ก็ยังมีนโยบายใหม่ และ สส.หน้าใหม่เข้ามาเยอะเลย 

วรพล มาพร้อมกับท่าหมายเลข 27 ของพรรคประชาธิปัตย์

“เที่ยวนี้น่าสนใจมากและต้องเชียร์มากๆ  เพราะมีอะไรที่แปลกใหม่ให้ประชาชนได้เห็นการเปลี่ยนแปลง คือไม่ใช่ประชาธิปัตย์เดิมที่สมัยก่อนเราเห็นกันเวลาหาเสียงต้องไปตามบ้าน เดี๋ยวนี้ออกโซเชียลฯ ออกอะไร ทันโลกทันเหตุการณ์” เขากล่าวด้วยความตื่นเต้น”

วรพลติดตามพรรคประชาธิปัตย์ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก และ Tik Tok ทำให้เห็นว่าการประชาสัมพันธ์เรื่องทางการเมืองของ ปชป. เปลี่ยนไปยังไง และนอกจากนี้ เขายังเดินทางไปฟังดีเบตของช่อง 3 ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนด้วย 

ส่วนนโยบายที่ชอบมากที่สุด คือเรื่องนโยบายทำค่าเดินทางรถไฟฟ้า 30 บาทตลอดสาย เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท และลดค่าไฟ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต 

สำหรับประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คุณอภิสิทธิ์เคยประกาศไว้ว่า “เห็นชอบ” ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แตะหมวด 1 และ 2 วรพล มองว่า เห็นด้วยกับจุดยืนนี้มากๆ เพราะเราไม่ควรแก้ไขที่หมิ่นเบื้องสูง และประเทศเราต้องมีชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

“เชื่อว่า ถ้าอภิสิทธิ์ได้เข้าไปเป็นรัฐบาลจะสามารถทำตามที่พูดได้ทุกข้อครับ” วรพล กล่าว

จงสงวน เลิศธนสาร ชาวกรุงเทพ จากเขตยานนาวา อายุ 66 ปีมากับภรรยา เขาเป็นคุณพ่อของผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ เขตเมืองกรุง อีก 2 คน คือ ‘จั๊ม’ เจษฎา เลิศธนสาร และ ‘โจ’ เจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร 

“ระบบการคัดเลือกของเขาเข้มข้นมาก ลูกผมสองคนเป็น 2 ใน 33 (ผู้สมัคร สส. เขตกรุงเทพฯ) … ผมภูมิใจเขาที่เขามาอยู่ที่ตรงนี้ได้ และเราเห็นระบบการคัดเลือก มันชัดเจนมากว่า 1. จะต้องส่งโปรไฟล์ 2. จะต้องสัมภาษณ์ 3. มีไพรมารีโหวต และ 4. ต้องจับกล่องสุ่มที่คุณจะต้องขึ้นไปแสดงวิสัยทัศน์พูดอะไร และคัดเลือก 150 คนออกมาเหลือ 33 คนอันนี้เข้มข้นสุดๆ แล้ว” จงสงวน กล่าวถึงขั้นตอนคัดเลือกผู้สมัคร สส.ที่ภรรยาเขามองว่า “หยั่งกะประกวดนางงาม”

จงสงวน คุณพ่อของ 2 ผู้สมัคร สส. คนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์

จงสงวน ตอนที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นห่วงมาก เพราะว่าเป็นการทำงานที่หนัก ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง แทบไม่ได้เจอลูกเลย 

สถานการณ์การชิงชัยในสนามเลือกตั้ง สส.เขตกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์เรียกว่าไม่ง่ายนัก เพราะโพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังตามพรรคอื่นๆ อยู่ทุกเขต จงสงวน กล่าวว่า ถ้ามองในความเป็นจริง ปชป. เอาสัก 10 ที่นั่งก่อนก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว 

“จากที่ทุกคนบอกว่าเราต่ำสิบ เราสูญพันธุ์ ตอนนี้มันไม่สูญพันธ์ุเห็นๆ แล้ว ภาคใต้เราเห็นแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น กทม.มันต้องเกิดเหมือนภาคใต้ … ถ้าไม่มีความหวังเราคงไม่ได้มาและส่วนสำคัญก็คือ มันไม่ได้หวังในเรื่องของอำนาจ เราเห็นอยู่แล้ว ปชป. เป็นฝ่ายค้านที่เข้มเข็ง และผมเชื่อว่าเป็นฝ่ายค้านที่เก่งที่สุดในไทย ฉะนั้น แม้จะไม่ได้ เป็นฝ่ายค้าน รัฐบาลเองผมว่าขาสั่น” จงสงวน กล่าว 

จงสงวน ติดตามพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือย้อนไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว หรือช่วงปี 2520 เป็นต้นมา ส่วนอะไรที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ แตกต่างจากพรรคอื่นๆ คือเป็นสถาบันการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นพรรคที่ใครมาสั่งให้หันซ้ายหันขวาไม่ได้ พรรค ปชป.มีมติพรรคฯ ชัดเจน นี่คือเรื่องประชาธิปไตย

ส่วนตัวเขาคิดว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก เพราะมีทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ ครบเครื่องที่สุด เชื่อว่าการกลับมาเที่ยวนี้ อย่างน้อยทิศทางการเมืองที่เราจะปราบคอร์รัปชันได้จริง ปราบสแกมเมอร์เกิดขึ้นได้จริง หรืออย่างน้อยทำให้มันเบาบางลงได้ และเขายังเป็นคนแรกที่ประกาศว่าไม่ร่วมกับพรรคการเมือง ‘สีเทา’ หรือพรรคกล้าธรรม (เวทีดีเบตช่องไทยรัฐ)

จงสงวน มองว่า อย่างน้อยหากพรรค ปชป. ได้เข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ปชป.ก็จะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลด้วย 

นอกจากนี้เขาเห็นด้วยกับจุดยืนของอภิสิทธิ์ที่เคยประกาศจุดยืนว่า เห็นชอบ กับการทำประชามติให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 

“เห็นด้วย 100% เพราะมันมีหลายข้อที่มันควรแก้ไข มีหลายคนก็มองว่าแก้เพื่อนักการเมืองกันเองหนิ ซึ่งผมไม่มายด์นะ ตอนเลือก สว. ผมไปลงเลือกมา ผมเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะผมอยู่ข้างใน ผมไปแจ้ง กกต. แต่มันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ฉะนั้น มันควรจะแก้ มันไม่ได้แก้เพื่อตัวเอง แต่มันแก้อีกหลายเรื่อง ถ้ากระบวนการ สว.มาไม่ถูกต้อง องค์กรอิสระทั้งหมดมันจะถูกต้องได้ยังไง ถ้าองค์กรอิสระไม่ถูกต้อง มันจะเกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร ถ้าความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น ประชาชนจะศรัทธาประชาธิปไตยได้อย่างไร” จงสงวน กล่าว 

เห ซัน และนาย คนรุ่นใหม่ แก๊ง 3 เพื่อน แต่ไม่ใช่แก๊ง 3 ป. วันนี้พวกเขาจับมือกันมาฟังปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยที่ยังมีชีวิต 

“เห” คนกรุงเทพฯ อายุ 23 ย่าง 24 ปี บอกว่า อยากมาฟังพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยเพราะโดยส่วนตัว สนใจงานเชิงนโยบายอยู่แล้ว และอยากมาฟังเกี่ยวกับ ปชป.มีนโยบายอย่างไร และการแก้ไขปัญหาอะไรบ้าง 

“ซัน” อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มองว่า พรรคประชาธิปัตย์ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาหลายอย่าง และตอนนี้เขาสามารถกลับฟื้นมาได้ เลยสนใจว่าเขามีวิธียังไงให้คนกลับมาสนใจ และมีนโยบายอะไรมานำเสนอบ้าง สำหรับคนทุกรุ่นทุกสมัย พรรคอื่นๆ เรารู้อยู่แล้ว แต่พรรค ปชป. ต้องมาจับตาดูว่าเขามีนโยบายอะไรที่น่าสนใจบ้าง

“นาย” ชาวเมืองกรุง อายุ 23 ปี ตอนนี้ใกล้จะเรียนจบแล้ว เตรียมเดินเข้าสู่โลกวัยทำงาน เธอเล่าให้เราฟังว่า วันนี้เธอมาฟังเพราะเราเป็นคนรุ่นใหม่ เราค่อนข้างที่จะเปิดรับ รับฟังความเห็นต่าง ความเห็นที่หลากหลาย และมันเป็นความอยากรู้อยากลองของเราเอง ทำให้เรามารับฟังในวันนี้ อย่างที่เราศึกษาและรู้ว่าพรรคอื่นๆ เขามีนโยบายยังไง และเรามีพรรคในดวงใจแล้ว เรารู้ข้อมูลทุกอย่างแล้ว แต่ยังไม่เคยฟังของพรรค ปชป. ทีนี้ตอนคุณอภิสิทธิ์กลับมา และก็ฐานเสียงของภาคใต้เขากลับมาอีกรอบ เราเลยอยากรู้ว่าอะไรเป็นตัวจุดที่ทำให้แบบเขากลับมาได้อีกครั้ง เขามีวิธีการอย่างไร 

“เราอยากมาฟังพรรคที่ไม่ได้เลือกด้วย เพราะเราอยากรู้ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจจริงๆ เป็นเหมือนแนวความคิดหนึ่งของเด็กรุ่นนี้” 

“การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดสำคัญของชีวิตเราเหมือนกัน เราต้องเรียนจบ และเป็นเข้าสู่วัยทำงาน ชีวิตของเราก็ฝากไว้กับการเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนกัน” นาย กล่าว 

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยเลือกพรรค ปชป. ‘เห’ มองว่า ต้องถามกลับว่า ปชป. เข้าถึงคนรุ่นใหม่แล้วหรือยัง เลยมองว่าอย่างเช่นวันนี้ เรามีโอกาสเรามีเวลา เราเลยอยากเอาตัวเราเข้ามารู้จักพรรค ปชป. และ ปชป.มีอะไรที่จะโน้มน้าวใจเราได้บ้างไหม หรือก็คือต้องดูที่ตัวนโยบายของ ปชป.ว่าจะมา “คลิ๊ก” กับคนรุ่นใหม่อย่างไร 

ซัน เสริมว่า เขามองว่าภาพจำ ปชป. ของคนรุ่นใหม่คือ ไม่ได้เติบโตในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คนรุ่นใหม่ไม่ได้เติบโตในเวลานั้น พอมาอีกทีเป็นยุคของประยุกต์ และ ปชป. เคยบอกว่าไม่เอาประยุทธ์ แน่ๆ แต่ ปชป.ตอนนั้นไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ตอนนั้นอภิสิทธิ์เคยเลือกลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบคำพูด ซึ่งอาจทำให้คนมองว่า ปชป.เข้าข้างฝั่งคณะทหาร ทำให้คนรุ่นใหม่ติดภาพจำของ ปชป. 

การกลับมาของอภิสิทธิ์ มีส่วนทำให้แก๊งซัน เห และนาย สนใจพรรคประชาธิปัตย์ด้วยไหม ซัน มองว่า มีส่วน ถ้าเป็นเฉลิมชัย ศรีอ่อน คงจะไม่สนใจเลย แต่ว่าสำหรับอภิสิทธิ์เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากกว่า มีคอนเทนต์หรือว่ามีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่อาจจะทำให้โดนใจ เจน Z คนบางกลุ่มได้เหมือนกัน 

นาย มองว่า การกลับมาสนใจพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นเพราะอภิสิทธิ์ แต่เป็นเพราะคนรอบตัวมากกว่าว่าทำไมพวกเขาถึงสนใจอภิสิทธิ์ ส่วน เห มองเหมือนกันว่า แน่นอนเธอได้ยินชื่ออภิสิทธิ์ มานาน และคนรอบตัวก็ทำให้รู้จักมากขึ้น มันมีมากกว่าแค่การรู้จักส่วนตัว หรือ personality เราอยากรู้จักเขาในเชิงการทำงาน หรือทัศนคติ 

สำหรับทั้งสามเกลอ ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเลือกตั้งครั้งแรก แต่เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ส่วนครั้งแรกเลือกพรรคอะไร ขออุบ ‘เป็นความลับที่อยู่ในใจ เป็นความลับที่อยู่ข้างใน’

ส่วนนโยบายที่ชอบของพรรคประชาธิปัตย์ เห บอกว่า เรื่องปัญหาทุน ‘เทา’ และถ้าเราไปดู Data ตอนที่อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ GDP ก็ค่อนข้างดี แต่หลังจากนั้นประเทศไทย GDP ค่อยๆ ลดลงมา  เราก็อยากดูว่า GDP จะเพิ่มเป็น 5% ในปี 2573 ตามที่อภิสิทธิ์ ว่าไว้หรือเปล่า

“การเลือกตั้งครั้งนี้มีเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ และก็จุดมุ่งหมายการเลือกตั้งครั้งนี้ส่วนใหญ่ที่เขาพูดกันก็จะมีเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ หรือเรื่องการปราบสแกมเมอร์สีเทา ก็คาดหวังว่าของพวกนี้มันจะหมดไป สามารถทำให้ประเทศเราโปร่งใส และสามารถดึงเงินนอกระบบ เข้ามาในระบบได้” ซัน กล่าวทิ้งท้าย

“การเมืองครั้งนี้อาจไม่ได้รู้สึกกระตุ้นเหมือนครั้งที่แล้ว ด้วยเงื่อนไขของระยะเวลา และก็อะไรหลายๆ อย่าง แต่ครั้งนี้รู้สึกว่าคนสนใจมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นกระแส เท่าก่อนหน้านี้ 

“คนให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก เรารู้สึกว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้มันจะออกมาเป็นพรรคไหน ก็อยากให้ทุกพรรค ทุกนักการเมืองไม่ลืมในสิ่งที่ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และก็ที่สำคัญก็คือการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน และการส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ อยากให้วันที่ 8 ก.พ. นี้ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ได้จริง ไม่ว่าทุกคนเลือกพรรคไหนก็อยากให้กาเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญที่เราจะไม่ต้องกลับไปสู่วังวนเดิมๆ” นาย กล่าว

ย้อนไปในปี 2554 การเลือกตั้งระหว่าง ปชป. และเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียงส่วนใหญ่จากคนกรุงเทพฯ และชนะไปได้ถึง 27 เขต ขณะที่พรรคเพื่อไทย ชนะไป 20 เขต ปี 2562 มีตัวแปรสำคัญคือพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่ เกิดขึ้น ทำให้การเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยอภิสิทธิ์ เไม่สามารถคว้าได้เลยสักที่นั่ง ขณะที่พรรคการเมืองที่ได้ที่นั่ง สส.ในเขตกรุงเทพฯ เยอะที่สุดในคราวนั้นคือพรรค พปชร. 12 ที่นั่ง รองลงมา เป็นพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ได้ไปพรรคละ 9 ที่นั่ง ปี 2566 พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของจุรินทร์ ก็ไม่สามารถคว้าที่นั่ง สส.ได้เลยสักที่นั่ง พรรคที่ได้ สส.ในกรุงเทพฯ มากที่สุดคือ พรรคก้าวไกล ได้ 32  ที่นั่ง รองลงมาเป็นพรรคเพื่อไทย ได้ สส. 1 ที่นั่งในเขตลาดกระบัง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising