Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

19 ก.พ. 2569  ศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกระแสข่าวที่อ้างถึงความเห็นของ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 อาจมีปัญหาเรื่องความลับของการลงคะแนน เนื่องจากมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่า ควรพิจารณาตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่ความกังวลเชิงเทคนิค

ศุภชัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “โดยตรงและลับ” โดยคำว่า “ลับ” หมายถึง ต้องไม่มีระบบที่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับตัวเลือกที่ลงคะแนนได้ มิได้หมายความว่าบัตรต้องไม่มีรหัสหรือเครื่องหมายใด ๆ

ศุภชัย กล่าวอีกว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งจัดทำภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และบริหารจัดการในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้เชื่อมโยงกับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีระบบติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร

ศุภชัย ยังอธิบายว่า การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง “เป็นโมฆะ” ต้องมีการละเมิดหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง และต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานว่าระบบ “อาจ” ไม่ลับ

ศุภชัย ยังยกตัวอย่างว่า แม้คนรอบตัวจะคาดเดาว่าบุคคลหนึ่งน่าจะเลือกพรรคใด แต่การกาบัตรเกิดขึ้นในคูหาโดยลำพัง เมื่อพับบัตรและหย่อนลงหีบแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร หรือเลือกผู้สมัครรายใด ความลับจึงยังคงอยู่ตามหลักกฎหมาย จึงสรุปได้ว่า ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ หรือมีการใช้ระบบดังกล่าวติดตามคะแนนเสียง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 ยังคงเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับตามรัฐธรรมนูญ และไม่อาจถือเป็นโมฆะได้เพียงจากข้อสงสัยเชิงเทคนิค

‘วิษณุ’ มองเลือกตั้ง “ไม่ลับ” ปมมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 

สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่าวานนี้ (18 ก.พ.) วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายได้บรรยายในหัวข้อ ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยช่วงถาม–ตอบภายหลังการบรรยาย มีผู้เข้าร่วมอบรมได้ถามประเด็นการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งครั้งล่าสุด 

วิษณุอธิบายว่าการตีความข้อกฎหมายกรณีในเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง

  • แนวทางแรกคือ ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง “ไม่ลับ” ซึ่งอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงอย่างไร
  • แนวทางที่สองคือ ผลการลงคะแนนยังลับอยู่ เพราะว่าดูจากตอนที่กากบาทลงคะแนนในคูหา ว่าในขณะนั้นไม่ได้มีผู้ใดล่วงรู้

อย่างไรก็ตาม วิษณุกล่าวความคิดเห็นส่วนตัวว่าในมุมมองของเขา การลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่ลับ” เพราะว่ามีโอกาสตรวจสอบย้อนกลับไปได้ 

“แต่ถ้าถามผมเป็นส่วนตัว ผมอาจจะผิด ผมเห็นด้วยกับความเห็นที่ 1 ว่าไม่ได้ลับหรอก เพราะมันสามารถ identify ย้อนหลังกลับไปได้ว่าใครถูกใครผิด เลือกใคร ใครเป็นคนได้คะแนนเท่าไหร่ ถ้าจะทำ วิธีพิสูจน์ได้ง่ายๆ ก็คือว่า คุณไปเอา…ตัดที่มันมีบาร์โค้ดมา แล้วเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับอีก 2 ใบ เทียบได้ไหม…ได้ มันมีโอกาสรู้ใช่ไหมล่ะ เมื่อมีโอกาสรู้ก็แปลว่าไม่ลับแล้วล่ะ”

วิษณุ ระบุว่าถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว

“ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะพิสูจน์ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมาหนึ่งใบ…ที่มีบาร์โค้ด สมมติว่าบาร์โค้ดเป็บอย่างนี้ เอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว อ้าว ได้ต้นขั้วนี้ เอาต้นขั้วไปเทียบกับรายชื่อ อ้าว ชื่อออกมาแล้วว่านาย ก. นี่ไง ก็แสดงว่าไม่ลับแล้ว เมื่อมีโอกาสรู้ก็แปลว่าไม่ลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่บอกว่าการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทำโดยตรงและลับมันไม่ได้หมายความว่าตอนไหน แต่มันหมายความว่าทุกตอน ไม่ได้ว่าตอนไหนก็ต้องลับตลอดเวลา คือลับไปกับโลกนี้เลย ถึงจะเรียกว่าลับ”

ทั้งนี้ วิษณุย้ำด้วยว่ามุมมองของเขาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวและอาจผิดพลาดได้

เมื่อถูกถามว่ามีโอกาสนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ตามการรายงานของสื่อผู้จัดการออนไลน์ วิษณุระบุว่า ไม่อาจคาดเดาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่าการลงคะแนน “ไม่ลับ” ทางออกทางกฎหมายอาจเหลือเพียงการจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เนื่องจากรูปแบบบัตรเลือกตั้งใช้เหมือนกันทั่วประเทศ พร้อมยกบทเรียนปี 2549 ซึ่งแม้การจัดคูหาไม่เหมาะสมจะเกิดเพียงบางพื้นที่ แต่ก็มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และมีความรับผิดทางกฎหมายตามมา

อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ประเด็นบาร์โค้ดอาจเป็นเพียงชนวนหนึ่งของความชุลมุนทางการเมืองในระยะสั้น ขณะที่รัฐบาลชุดต่อไปยังต้องเผชิญความท้าทายในระยะยาว ทั้งความขัดแย้งภายในรัฐบาลเอง และแรงกดดันจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติ ซึ่งจะดึงผู้มีส่วนได้เสียจากหลากหลายขั้วความคิดเข้าสู่เวทีเดียวกัน อันอาจเพิ่มความซับซ้อนทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังต้องรอการพิจารณาและคำวินิจฉัยจากองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายต่อไป ท่ามกลางสายตาของสาธารณชนที่จับตาความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง