เหล่าผู้นำยุโรปและมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เห็นพ้องกันว่า ระเบียบโลกหลังปี 1945 นั้น "ไม่มีอีกต่อไปแล้ว" เรื่องนี้มีการพูดถึงในที่ประชุมด้านความมั่นคงที่มิวนิค เยอรมนี เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่า สหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้นำระเบียบโลกในแบบเดิมอีกต่อไป แต่ยุโรปจะต้อง "ก้าวไปเป็นมหาอำนาจเชิงภูมิรัฐศาสตร์" เพื่อที่จะต่อกรกับการรุกรานโดยรัสเซีย
ในที่ประชุมด้านความมั่นคงที่มิวนิค ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีการพูดถึงจุดสิ้นสุดยุคสมัยที่สหรัฐฯ จะนับเป็น "ผู้นำระเบียบโลก" หลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองคือหลังปี 1945 นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเด็น ที่ทั้งผู้แทนจากสหรัฐฯ และพันธมิตรนาโตมีความเห็นตรงกันในที่ประชุม
นายกรัฐมนตรีเยอมรนี ฟริดริช เมิร์ซ กล่าวถึงเรื่องนี้ในสุนทรพจน์เปิดประชุม พร้อมทั้งย้ำเตือนเหล่าผู้นำสหรัฐฯ ว่า ประเทศของพวกเขาได้ใช้อำนาจอย่างถึงขีดสุดแล้วในการปฏิบัติการคนเดียวโดยไม่พึ่งพาฝ่ายใด เมิร์ซมองว่าในตอนนี้ตำแหน่งผู้นำโลกของสหรัฐฯ กำลังหลุดลอยไป
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงเมื่อปี 1945 ด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะนำโดยเยอรมนีและญี่ปุ่น หลังจากนั้นก็มีการพยายามจัดระเบียบโลกใหม่โดยอาศัยสถาบันนานาชาติ เช่น การก่อตั้งสหประชาชาติ ในขณะที่สหรัฐฯ ได้เป็นผู้นำด้านความมั่นคงในจัดตั้งพันธมิตรร่วมกันกับยุโรปเป็น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต
แต่อย่างที่เมิร์ซได้เตือนไว้คือ ตำแหน่งแห่งที่ความเป็นผู้นำโลกในแบบ "ระเบียบโลกเก่า" ของสหรัฐฯ นั้น กำลังสูญหายไปในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลต่อเรื่องเสรีภาพในยุโรป ในยุคสมัยที่มหาอำนาจพากันละเลยกฎเกณฑ์นานาชาติ เช่น การที่รัสเซียรุกรานยูเครน และการที่รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ใช้นโยบายเชิงต่อต้านความร่วมมือกันระดับนานาชาติ อย่างเช่น นโยบายกำแพงภาษี ไม่ให้ความร่วมมือแก้ปัญหาโลกร้อน และการทำสงครามวัฒนธรรม โดยที่เมิร์ซได้วิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องนี้
เมิร์ซ ยังได้เปิดเผยว่าเขาได้มีการหารือกับฝรั่งเศสในเรื่องแผนการของยุโรปในการป้องปรามอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนประธานาธิบดีของฝรั่งเศส คือ เอมมานูเอล มาครง ก็กล่าวว่า ยุโรปจะต้อง "ก้าวไปเป็นมหาอำนาจเชิงภูมิรัฐศาสตร์" เพื่อที่จะต่อกรกับการรุกรานโดยรัสเซีย
ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายสหรัฐฯ ก็ดูจะเห็นด้วยในเรื่องที่ว่า "ระเบียบโลกเก่า ไม่มีอีกต่อไปแล้ว" ผู้ที่กล่าวถึงเรื่องนี้คือ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เขากล่าวก่อนขึ้นเครื่องไปประชุมที่มิวนิคว่า "พูดตรงๆ เลยคือ โลกเก่านั้นจบไปแล้ว" และบอกว่า "พวกเราอาศัยอยู่ในยุคสมัยใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์"
รูบิโอ บอกอีกว่าควรจะต้องมีการทบทวนบทบาทและตำแหน่งแห่งที่ของสหรัฐฯ กับความสัมพันธ์กับยุโรปในตอนนี้ โดยจะต้องพูดกันตรงไปตรงมาว่าจะไปต่อกันอย่างไร
เมิร์ซ ได้ให้คำตอบที่ตรงไปตรงมาในที่ประชุมว่า "มีความแตกแยกเกิดขึ้นระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ" และบอกอีกว่า "อำนาจของสหรัฐฯ ถูกท้าทายและเป็นไปได้ว่าสูญเสียอำนาจนี้ไปแล้ว"
มีตัวอย่างกรณีของสงครามวัฒนธรรม จากการที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ ดี แวนซ์ เคยด่าทอยุโรปกล่าวหาเรื่องปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สูญเสียการควบคุมผู้อพยพ และไม่ยอมทำงานร่วมกับฝ่ายขวาจัด แต่เมิร์ซก็กล่าวโต้ตอบกลับว่า "การทำสงครามวัฒนธรรมของ MAGA (ลัทธิสนับสนุนทรัมป์ที่มาจากคำย่อว่า "ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง") ในสหรัฐฯ นั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของที่นี่(เยอรมนี) สิ้นสุดลงทันทีที่มีการใช้เพื่อโจมตีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และโจมตีกฎหมายพื้นฐานของพวกเรา"
"พวกเราไม่เชื่อในเรื่องการตั้งกำแพงภาษีและลัทธิกีดกันทางการค้า แต่เชื่อในการค้าเสรี" เมิร์ซกล่าว ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ได้รับการตอบรับเป็นเสียงปรบมือดังก้อง
เมิร์ซกล่าวต่อไปว่า "พวกเรายังคงยึดมั่นใจข้อตกลงด้านภูมิอากาศ และองค์การอนามัยโลก เพราะพวกเราเชื่อมั่นว่าปัญหาของโลกนั้นจะแก้ไขได้ต้องร่วมกันทำเท่านั้น" มีเสียงปรบมือดังขึ้นกว่าเดิมให้กับคำพูดของเมิร์ซ
ก่อนหน้านี้ในปี 2025 รัฐบาลทรัมป์ได้ทำการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าส่งออกกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงพันธมิตรดั้งเดิมอย่างกลุ่มประเทศยุโรปและสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก และความตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีส ซึ่งเป็นความตกลงเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน
ผู้นำฝรั่งเศสเผย ยุโรปต้องก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจใหม่
สุนทรพจน์ของเมิร์ซยังได้เตือนให้เห็นถึงผลร้ายของการที่สหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเองออกจากความร่วมมือนานาชาติ โดยกล่าวว่า "ในยุคสมัยของการต่อสู้ช่วงชิงของมหาอำนาจเช่นนี้ สหรัฐฯ จะไม่เข้มแข็งพอที่จะฝ่าฟันไปคนเดียว"
เมิร์ซมองว่า การเป็นส่วนหนึ่งของนาโตนั้นไม่ใช่แค่ความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับยุโรปเท่านั้น แต่ยังเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับสหรัฐฯ ด้วย
นอกจากนี้ เมิร์ซยังได้เตือนเรื่องเกี่ยวกับสัญญาสันติภาพยูเครนที่รูบิโอให้การสนับสนุน โดยมองว่าเป็นสัญญาที่ยอมจำนนให้กับข้อเรียกร้องของรัสเซียมากเกินไป และสำหรับยุโรปแล้วมันไม่ใช่คำตอบที่ดีสำหรับความขัดแย้ง ทำให้ยุโรปต้องปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองมากขึ้นเพื่อเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ในอนาคตของยุโรป
มาครง ดูจะเห็นด้วยกับสภาพการณ์ที่เมิร์ซกล่าวถึง โดยมองว่าในตอนนี้ยุโรปอาจจะต้องหันมาพึ่งตัวเองมากขึ้น และต้องเร่งทำให้ตัวเองกลายเป็นมหาอำนาจเชิงภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงในด้านการป้องกันประเทศ ด้านเทคโนโลยี และลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจใหญ่ เพื่อที่ยุโรปจะมีความเป็นอิสระมากขึ้น
รูบิโอ ขอให้ยุโรปเข้าร่วม "ระเบียบโลกใหม่" โดยทรัมป์
ถึงแม้สหรัฐฯ จะเห็นด้วยว่า "ระเบียบโลกเก่า" กำลังหมดลงไปแล้ว แต่มุมมองต่อระเบียบโลกใหม่ของเขาก็ดูจะต่างออกไปจากข้อเสนอของมาครงที่มองว่ายุโรปจะต้องสร้างขุมพลังของตัวเองให้เป็นมหาอำนาจรายใหม่และเป็นอิสระ แต่รูบิโอกลับเชื้อชวนให้ยุโรปเข้าร่วม "ระเบียบโลกใหม่" ของรัฐบาลทรัมป์แทน
มีข้อสังเกตว่าในที่ประชุมที่มิวนิค รูบิโอ มีท่าทีประนีประนอมกับยุโรปและขอโทษแทนรัฐบาลทรัมป์ในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการพยายามผนวกรวมกรีนแลนด์และการวิจารณ์ยุโรป โดยเน้นย้ำว่าต้องการ "คืนชีวิตชีวาให้ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรอันเก่าแก่กับยุโรป" อย่างไรก็ตามรูบิโอก็ยังคงพูดปกป้องนโยบายของทรัมป์หลายเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยยุโรป พร้อมๆ กับการพูดย้ำจุดยืนแบบลัทธิ MAGA
รูบิโอเรียกร้องให้ยุโรปหันมาช่วยเหลือรัฐบาลทรัมป์ในการจัดตั้งระเบียบโลกใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเน้นเรื่องอธิปไตยเขตแดน การยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ และเรื่องความเข้มแข็งทางการทหาร
แต่ถึงแม้ว่ายูเครนกำลังมีชะตากรรมแขวนอยู่บนเส้นด้ายในการประชุมครั้งนี้ แต่รูบิโอก็ไม่ได้พูดอะไรถึงเรื่องที่รัสเซียทำการรุกรานเต็มรูปแบบต่อยูเครนเลย เว้นแต่การวิพากษ์วิจารณ์สหประชาชาติเท่านั้น
เรียบเรียงจาก
Rubio and European leaders agree on one thing: The old world order ‘no longer exists’, CNN, 14-02-2026
Rubio calls on Europe to join Trump’s new world order, Politico, 14-02-2026
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/New_world_order_(politics)
