เครือข่ายรัฐสวัสดิการ We Fair พร้อมเครือข่ายภาคประชาชน เด็ก แรงงาน สตรี คนพิการ และ LGBTQ ออกแถลงการณ์ กดดันรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ 'อนุทิน' เดินหน้ารัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ยุติระบบ “พิสูจน์ความจน” ชี้ความเหลื่อมล้ำไทยรุนแรง ทรัพย์สินกว่า 70% กระจุกอยู่ในมือคนเพียง 10% เสนอนโยบายเงินอุดหนุนเด็ก 3,000 บาท เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ค่าแรงตามเงินเฟ้อ ไปจนถึงบำนาญและที่อยู่อาศัยถ้วนหน้า ย้ำ “สวัสดิการไม่ใช่ความเมตตา แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
15 มีนาคม 2569ที่ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม We Fair หรือวีแฟร์ ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เครือข่ายสลัมสี่ภาค แรงงาน เด็ก สตรี คนพิการ และเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ แถลงข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล เรียกร้องให้บรรจุ “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเดินหน้าปฏิรูประบบสวัสดิการไทยอย่างจริงจัง โดยผู้ร่วมแถลงประกอบด้วย สุนี ไชยรส เครือข่ายเด็กเท่ากัน, นุชนาถ แท่นทอง เครือข่ายสลัมสี่ภาค, รตี แต้สมบัติ เครือข่าย LGBTQ, บัณฑิต แป้นวิเศษ เครือข่ายประกันสังคม, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ We Fair และ จำนงค์ หนูพันธ์ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)
ชี้ความเหลื่อมล้ำไทยรุนแรง คน 10% ถือทรัพย์สินกว่า 70%
เครือข่ายระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเหลื่อมล้ำรุนแรงติดอันดับต้นของโลก โดยทรัพย์สินกว่า 70% กระจุกตัวอยู่ในมือคนเพียง 10% ของประเทศ ขณะที่ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนห่างกันมากกว่า 20 เท่า โครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อทุนขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความเปราะบางและความยากจนที่เพิ่มขึ้น โดยมีประชาชนตกสู่ความยากจนเพิ่มกว่า 1 ล้านคน
สถานการณ์ยังสะท้อนผ่านปัญหาสังคมหลายด้าน เช่น เด็กหลุดจากระบบการศึกษามากกว่า 1 ล้านคน ระบบเงินอุดหนุนเด็กแบบคัดกรอง ทำให้เด็กยากจน ตกหล่นถึง 34% คนพิการยังได้รับเบี้ยอุดหนุนเพียง 800 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
วิจารณ์รัฐสวัสดิการแบบสงเคราะห์ “ทำคนตกหล่น”
เครือข่าย มองว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นโยบายสวัสดิการของรัฐยังคงยึดกับแนวคิด “การพิสูจน์ความจน” หรือระบบคัดกรอง ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากถูกตัดออกจากสิทธิ ขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการอัดฉีดเงินหรือมาตรการลักษณะคล้าย “คนละครึ่ง” ถูกวิจารณ์ว่าไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และทำให้คนจำนวนมากตกหล่นจากระบบสวัสดิการ
ถ้อยแถลงฯ ดังกล่าว ยังชี้ว่า รัฐบาลที่ผ่านมาเคยปัดตก ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติ ที่ประชาชนกว่า 40,000 คนร่วมลงชื่อเสนอ เพื่อเปลี่ยนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เป็นบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า จี้รัฐบาลใหม่ “ต้องทำจริง” ตามคำประกาศพูดแล้วทำตามคำประกาศ พูดแล้วทำ ภายหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำให้ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
เครือข่ายภาคประชาชน ย้ำด้วยว่า ถึงเวลาที่รัฐต้องก้าวข้ามการมองสวัสดิการเป็นเรื่อง “ความเมตตา” แต่ต้องทำให้เป็น สิทธิถ้วนหน้าของประชาชนทุกคน ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน พร้อมเสนอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างรายได้รัฐ ผ่าน ภาษีอัตราก้าวหน้า,ภาษีทรัพย์สิน,ภาษีความมั่งคั่ง ควบคู่กับการปฏิรูปงบประมาณ เพื่อสร้างระบบรัฐสวัสดิการที่มั่นคงและยั่งยืน
เปิดข้อเสนอ “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า”
เครือข่ายภาคประชาชน ได้เสนอนโยบาย “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” ประกอบด้วย
- เด็กและเยาวชน เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า 3,000 บาทต่อเดือน
- ศูนย์เลี้ยงเด็กคุณภาพทั่วประเทศ
- ค่าแรงขั้นต่ำมาตรฐาน ปรับตามเงินเฟ้อ ชั่วโมงทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ระบบประกันสังคมครอบคลุมทุกคน
- สิทธิสตรี ลาคลอด 180 วัน เงินอุดหนุนสตรีมีครรภ์ 3,000 บาทต่อเดือน
- คนพิการ เบี้ยคนพิการ 3,000 บาทต่อเดือน กายอุปกรณ์ฟรี
- ความหลากหลายทางเพศ สิทธิการข้ามเพศเข้าถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ
- การศึกษา เรียนฟรีถึงปริญญาตรี
- ยกเลิกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
- สุขภาพ รวมกองทุนสุขภาพทุกระบบให้เป็นมาตรฐานเดียว
- ที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยบ้านไม่เกิน 2%
- รัฐสร้างที่อยู่อาศัยราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้
เดินหน้ากดดันรัฐ จับตางบประมาณปี 2570
เครือข่าย We Fair ระบุว่า จะเดินหน้าผลักดันข้อเสนอรัฐสวัสดิการผ่านหลายช่องทาง ได้แก่ ยื่นข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรีบรรจุเป็นนโยบาลรัฐบาล จัดเวทีสาธารณะวิพากษ์นโยบาย ตรวจสอบงบประมาณปี 2570 ผลักดันร่างกฎหมายสวัสดิการที่ค้างอยู่ในสภา เข้าหารือกับรัฐมนตรีหลายกระทรวง รวมถึงฝ่ายค้าน พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “รัฐสวัสดิการ ไม่ใช่เรื่องของความเมตตาจากผู้มีอำนาจ แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องได้รับอย่างเท่าเทียม”
