รำลึก 9 ปี “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมเยาวชนชาวลาหู่ อายุ 17 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต ที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หลังการตายของชัยภูมิครอบครัวได้พยายามเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกชายมาตลอด
ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2560 ชัยภูมิถูกเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณด่านบ้านรินหลวง (ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขา) ยิงเสียชีวิต ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทหารได้เรียกตรวจค้นรถ Honda Jazz สีดำ ป้ายทะเบียน ขก 3774 เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ทหารที่ก่อเหตุกล่าวอ้างว่าพบห่อยาเสพติดจำนวน 2,800 เม็ด ซุกซ่อนในรถที่ชัยภูมิโดยสารมา และชัยภูมิได้ขัดขืนการจับกุม หยิบมีดจากหลังรถพยายามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ และวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า เจ้าหน้าที่ทหารระบุว่าชัยภูมิกำลังควักระเบิดจะขว้างใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ได้ทำการวิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิโดยการยิงไป 1 นัด บริเวณลำตัว
ชัยภูมิ ป่าแส จนเสียชีวิตคาที่ทันที

ชัยภูมิ ป่าแส
การเสียชีวิตของชัยภูมิก่อให้เกิดการตั้งคำถามต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณด่านบ้านรินหลวงอย่างมากจากหลายฝ่าย ครอบครัวของชัยภูมิและเครือข่ายนักกิจกรรมต่างไม่เชื่อว่าชัยภูมิจะขนยาเสพติดตามที่เจ้าหน้าที่กล่าวอ้าง จึงได้พยายามเรียกร้องความยุติธรรมให้กับการตายของชัยภูมิ ป่าแส
ชัยภูมิเติบโตมากับการทำกิจกรรมทางสังคม ออกค่ายต่างๆ แต่งเพลง เล่นดนตรี และทำหนังสั้น เขาเคยได้รับรางวัลหนังสั้นดีเด่นช้างเผือกพิเศษ จาก 16th Thai Short Film and Video Festival เรื่อง “เข็มขัดกับหวี” อีกทั้งชัยภูมิยังเคยทำสารคดีหลายเรื่องส่งออกอากาศผ่านทางสถานนีโทรทัศน์ TPBS
ชัยภูมิเคยเป็นตัวแทนเครือข่ายเยาวชนต้นกล้า จ.เชียงราย ในฐานะตัวแทนของ 19 ชนเผ่า เข้าร่วมโครงการ “เด็กและเยาวชนส่งเสียงเพื่อสื่อสารสังคม” จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมเพื่อเด็กและเยาวชน สถาบันเด็กและเยาวชน (สสย.) ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ชัยภูมิได้พูดไว้ตอนหนึ่งในเวทีแสดงความคิดเห็นว่า
“เรื่องสถานะส่วนบุคคล ต้องยอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ชายแดนส่วนใหญ่ไม่ได้รับสถานะส่วนบุคคล ผมเองขณะนี้ก็ยังไม่มีสถานะบุคคล ทั้งที่เกิดในประเทศไทย เมื่อไม่มีสัญชาติทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การเดินทางออกนอกพื้นที่ก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตทางอำเภอ เวลาจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลก็ไม่ได้สิทธิเหมือนคนไทย ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายสูง ส่วนแรงจูงใจในการเรียนสูงๆ ก็ไม่มี เนื่องจากจบมาสูงแค่ไหนก็ไม่สามารถเข้าทำงานในหน่วยงานของราชการได้ จึงอยากให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย” ชัยภูมิกล่าว

เส้นทางการทวงความยุติธรรมตลอด 9 ปี
-หลังการเสียชีวิตของชัยภูมิ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงเหตุวิสามัญฆาตกรรม "ชัยภูมิ ป่าแส" ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นไปในลักษณะที่สุดวิสัย เนื่องจากผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมต่อสู้ขัดขืน และพยายามที่จะทำร้ายโดยประสงค์ต่อชีวิตเจ้าหน้าที่ จึงจำเป็นต้องป้องกันตัว โดยชัยภูมิซึ่งเป็นผู้ที่นั่งมาด้วยทางด้านหน้าข้างคนขับ ได้มีการขัดขืนโดยได้วิ่งหนีออกจากรถไป เพื่อหวังจะหลบหนีการจับกุม ทางเจ้าหน้าที่ทหารจึงได้วิ่งไล่ติดตามไปและเมื่อใกล้ถึงตัวชัยภูมิ กลับเกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจคือ ชัยภูมิกลับหยิบระเบิดมือที่พกไว้ออกมา พยายามที่จะขว้างปาใส่เพื่อหวังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ “ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนประจำกายยิงออกไป เพื่อจะหยุดการกระทำและเพื่อเป็นการป้องกันตัวจำนวน 1 นัด จึงเป็นเหตุให้ชัยภูมิ ป่าแส เสียชีวิต”
- -วันที่ 21 มี.ค. 2560 สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ซึ่งให้คำปรึกษาในคดีชัยภูมิ ระบุว่า แพทย์บอกผลการชันสูตรพลิกศพกับญาติชัยภูมิว่า กระสุนเข้าที่ต้นแขนซ้ายและทะลุเข้าไป มีลูกปืนบางส่วนแตกในลำตัวซึ่งแพทย์ได้ผ่าออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถกำหนดระยะยิงได้ เนื่องจากเป็นการยิงจากปืนความเร็วสูงและแพทย์ไม่มีความรู้ด้านนี้ ข้อมูลส่วนนี้จะได้จากแพทย์ที่ลงพื้นที่ชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ ส่วนบันทึกผลการชันสูตรศพอย่างเป็นทางการยังต้องใช้เวลารวบรวมอีกประมาณ 1 เดือน
ศพของชัยภูมิถูกส่งไปที่ รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ ทีมชันสูตร ได้แก่ อัยการ แพทย์ พนักงานสอบสวน

- ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งได้กล่าวว่า ชัยภูมิไม่มีระเบิด ไม่มีอาวุธติดตัวสักอย่าง เพราะตอนนั้นชัยภูมิวิ่งหนีอย่างเดียว ไม่มีการขว้างปาระเบิดแต่อย่างใด
“ผู้ตายไม่มีอะไรในมือซักอย่าง น้องกลัวมาก ไม่ได้หันกลับมาอีกเลย วิ่งหน้าอย่างเดียว”
“น้องไม่ต่อสู้กับทหาร น้องก็นอนอยู่ ทหารเขาก็ตี เอาเท้าถีบตรงที่ท้อง พอน้องชัยภูมิโดนถีบตรงหน้าอกกระเด็นไป พอลุกขึ้นมาแล้วก็วิ่งหนี ตอนน้องหนีทหารยิงปืนสามนัด น้องก็ล้ม” ชายผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าว
หลังจากนาทีสังหารชัยภูมิ หญิงผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า เห็นทหารเปิดกระโปรงรถ ยัดยาบ้าลงไป รวมถึงนำมีดไปถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน “พอน้องชัยภูมิตายปุ๊บ ทหารก็เอากระเป๋าของน้องไปที่ห้องทหาร อีกซักพักก็เอากระเป๋าใบนั้นกลับมาไว้ที่รถ คนที่นี่เห็นทหารยัดยาบ้าใส่ แล้วมีมีดอันนึงที่ทหารถือไว้ แล้วก็ไปหลังรถแล้วก็ถ่ายรูป”
มีการเรียกร้องให้เปิดภาพจากกล้องวงจรปิดที่ด่านตรวจ หลังจากการลงพื้นที่เก็บพยานหลักฐานทีมทนายความพบว่าบริเวณด่านตรวจที่เกิดเหตุมีการติดตั้งกล้องอยู่ 1-2 ตัว จึงได้พยายามเรียกร้องให้ทหารเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อดูว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่ทหารให้ข้อมูลหรือไม่ 1 เดือนหลังจากที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ทหารได้ส่งข้อมูลจากกล้องวงจรปิดให้แล้วทั้งฮาร์ดดิสก์ ต้องรอส่งต่อกองพิสูจน์หลักฐานตรวจก่อน ถ้าทหารนำแผ่นซีดีมาให้สามารถเปิดดูได้ทันที แต่ส่งมาทั้งฮาร์ดดิสก์เสี่ยงเปิดแล้วไม่มีภาพ-ขัดข้อง
4 ก.ย. 2560 ศาลจังหวัดเชียงใหม่เริ่มไต่สวนคดีการตายของ ชัยภูมิ ป่าแส
ปลายเดือนธันวาคม 2560 ทางทีมทนายความของชัยภูมิแจ้งว่ายังไม่เห็นภาพจากกล้องวงปิดในชั้นศาล และภาพกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุยังไม่ปรากฏในบัญชีพยานฝ่ายอัยการ จนกระทั่งครบรอบ 1 ปี การเสียชีวิตของชัยภูมิทางทนายความก็ยังแถลงว่าไม่เคยเห็นภาพวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ต่อมาในวาระครบรอบ 2 ปี การเสียชีวิตของชัยภูมิ ภาพกล้องวงจรปิดไม่ปรากฏในชั้นศาล กองทัพระบุถูกบันทึกทับไปแล้ว ทำให้ภาพจากกล้องวงจรปิดวันเกิดเหตุซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของคดีหายไป
22 พ.ค. 2562 ครอบครัวชัยภูมิได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษก เรียกร้องค่าเสียหายจากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารที่ก่อเหตุวิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ
26 ต.ค. 2563 ศาลแพ่งยกฟ้องคดีเจ้าหน้าที่ทหารวิสามัญฆาตกรรม "ชัยภูมิ ป่าแส" ชี้กองทัพบกไม่ต้องชดใช้ ศาลพิพากษาว่าการที่ทหารใช้อาวุธปืนสงครามยิงชัยภูมิเป็นไปเพื่อป้องกันตัวและไม่ได้กระทำเกินกว่าเหตุ โดยศาลเห็นว่าชัยภูมิมีระเบิดแบบว้าเสตทและจะขว้างใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นครอบครัวชัยภูมิและทนายที่ต่อสู้มาตลอด
26 ม.ค. 2565 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีวิสามัญ "ชัยภูมิ ป่าแส" กองทัพบกไม่ต้องจ่ายเงินเยียวยาแก่ครอบครัว
16 พ.ย. 2566 ศาลฎีกาสั่งกองทัพบกชดใช้ค่าเสียหายให้ครอบครัว "ชัยภูมิ ป่าแส" เป็นเงิน 2,072,400 บาท โดยเป็น ค่าปลงศพ 120,000 บาท ค่าอุปการะแม่ 1,952,400 บาท และค่าทนายความ 50,000 บาท แต่ค่าเยียวยาทางจิตใจ ที่ครอบครัวได้เรียกร้องไปนั้น ศาลเห็นว่า ชัยภูมิต้องเป็นผู้เรียกร้องเอง
- 4 มี.ค. 2567 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเผย หลังจากพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อมีคำสั่ง อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีฆาตกรรมซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนยิง นายชัยภูมิ ป่าแส เมื่อปี 2560 ทั้งนี้อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2564 ก่อนที่สถานีตำรวจภูธรนาหวายส่งหนังสือแจ้งผลคดีมายังนางปอย ป่าแส แม่ของชัยภูมิ เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2567 เป็นเวลาเกือบ 3 ปีให้หลัง

ทนายความอัปเดตความคืบหน้าคดี
ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้สัมภาษณ์กับประชาไทในวาระครบรอบ 9 ปี การเสียชีวิตของชัยภูมิว่า หลังจากที่ในปี 2566 ศาลฎีกามีคำสั่งให้กองทัพจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครอบครัวชัยภูมิ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ก่อเหตุได้กระทำละเมิดต่อชัยภูมิจนเสียชีวิต สืบเนื่องจากคำพิพากษานี้ของศาลทางทีมทนายความที่ติดตามให้ความช่วยเหลือทางคดีจึงได้กำลังหาแนวทางเพื่อฟ้องเป็นคดีอาญาต่อไป เพื่อนำตัวคนที่กระทำละเมิดมารับโทษทางอาญาด้วย แต่เมื่อทางทีมทนายความได้ไปตามคดีอาญากับตำรวจที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2567 จึงได้พบว่าอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องตัวเจ้าหน้าที่ทหารที่ก่อเหตุไว้ ระบุว่าเป็นการปฎิบัติตามหน้าที่และปกป้องกันโดยชอบแล้ว ทางทีมทนายความได้ทำการคัดสำนวนคดีทั้งจากชั้นตำรวจและอัยการมาดูว่าพอจะมีหลักฐานทางคดีอะไรที่ทางทนายความจะใช้ดำเนินการทางคดีอาญาต่อไปได้ แต่เนื่องจากตัวเจ้าหน้าที่ที่ยิงชัยภูมิเป็นทหาร อาจติดล็อกให้ต้องไปยื่นฟ้องที่ศาลทหาร โดยที่ทางทนายความจะเป็นคนยื่นฟ้องเองไม่ได้ เนื่องจากคดีของชัยภูมิไม่ใช่คดีตามพ.ร.บ.ป้องกันซ้อมทรมานฯ แต่เป็นคดีอาญาทั่วไปที่ทหารเป็นผู้กระทำผิด ดังนั้น หากต้องขึ้นศาลทหารก็ต้องให้อัยการทหารเป็นคนสั่งฟ้อง
เนื่องจากมีความเป็นไปได้น้อยมากว่าทางอัยการทหารจะส่งฟ้องคดีต่อศาลทหารให้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำสั่งของอัยการสูงสุดที่เคยมีคำสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารที่ก่อเหตุไว้ ขณะนี้ทางทีมทนายความของชัยภูมิจึงกำลังอยู่ระหว่างประเมินข้อกฎหมายกันอยู่
