Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลอาญา ยกฟ้องคดี 112 ‘แอมป์’ ณวรรษ ปราศรัย "ส่องไฟใฟ้ทางประชาธิปไตย" เมื่อ 14 ส.ค. 2566 เนื่องจากพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ปัจจุบัน เจ้าตัวยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาแล้ว 467 วัน 

 

20 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานวันนี้ (20 มี.ค.) เวลา 09.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาคดีของ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา "หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีเข้าร่วมปราศรัยในกิจกรรม "ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย" ที่บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566

คดีนี้มีอานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา โดยกล่าวหาว่า คำปราศรัยของณวรรษมีถ้อยคำบางช่วงที่กล่าวถึงการใช้กำลังสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2553 โดยผู้กล่าวหาอ้างว่ามีการพาดพิงและจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปในทางที่เสื่อมเสียพระเกียรติ

ศาลพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า ถ้อยคำใดจะเป็นการดูหมิ่นต้องอาศัยความเข้าใจของวิญญูชนเป็นเกณฑ์ มิใช่พิจารณาจากมุมมองของบุคคลกลุ่มใดโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์จะเห็นได้ว่า การเข้าใจถ้อยคำปราศรัยย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจตลอดจนความรู้สึกนึกคิด รวมถึงการตีความของแต่ละบุคคล ที่อาจมีนานาทัศนะต่างกัน อันแสดงให้เห็นว่าข้อความที่จำเลยกล่าวมิใช่การยืนยันข้อเท็จจริงหรือเป็นการดูหมิ่น อันระบุพาดพิงถึงรัชกาลที่ 10

สำหรับกิจกรรมชุมนุม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 จัดขึ้นโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งขณะนั้นพรรคก้าวไกลซึ่งมีผลคะแนนการเลือหตั้งเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากเกิดความพยายามจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

การชุมนุมดังกล่าวนัดหมายทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และเดินขบวน เพื่อส่องความสว่างให้แก่ประชาธิปไตยในสังคมไทย โดยนัดรวมตัวกันบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และเคลื่อนขบวนไปบริเวณแยกราชประสงค์ และรำลึกถึงวีรชนผู้สูญเสียจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 โดยวันดังกล่าว 'แอมป์' ณวรรษ ร่วมปราศรัยบนรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงด้วย

ต่อมา อานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิกกลุ่ม ศปปส. ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.ปทุมวัน เพื่อให้ดำเนินคดีกับณวรรษตามมาตรา 112 ก่อนที่ณวรรษจะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2567 และให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

กระทั่งวันที่ 8 ก.ค. 2568 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 มีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งในขณะนั้นณวรรษถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดี ม.112 อีกคดีหนึ่งเนื่องจากถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 ปี 7 เดือน

หลังอัยการฟ้องคดี ณวรรษให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา คดีนี้จึงมีการสืบพยานโจทก์และจำเลย ที่ห้องพิจารณาคดี 502 ในระหว่างวันที่ 24-26 ก.พ. 2569 โดยการนำสืบของโจทก์จะมุ่งเน้นไปที่การยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กล่าวปราศรัยพาดพิง จาบจ้วง ล่วงเกินพระมหากษัตริย์ ส่วนฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า การปราศรัยในวันเกิดเหตุเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์กราดยิงคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 มิได้มีเจตนาพาดพิงถึงรัชกาลที่ 10 แต่อย่างใด

จำเลยมิได้กล่าวยืนยันข้อเท็จจริงหรือดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 การตีความคำปราศรัยของพยานโจทก์เป็นนานาทัศนะ มิใช่เกณฑ์ของวิญญูชน

วันนี้ (20 มี.ค. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 502 เวลา 08.55 น. “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ถูกเบิกตัวขึ้นมายังห้องพิจารณา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ติดตามมาด้วย 1 คน จากการสังเกตตารางนัดหมายคดีที่บริเวณหน้าห้องพบว่านอกเหนือจากนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ยังมีนัดฟังคำพิพากษาในคดีอื่นอีก 1 คดี

เมื่อถึงเวลานัดหมาย ประชาชนทั่วไปหลายคนทยอยเข้ามานั่งภายในห้องพิจารณาเพื่อรอฟังคำพิพากษา ต่อมาเวลา 09.07 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ และเริ่มต้นอ่านคำพิพากษาในคดีอื่นก่อน กระทั่งเวลาประมาณ 09.25 น. จึงได้เริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ โดยมีใจความสำคัญระบุว่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่า ในการพิจารณาว่าการที่จำเลยกล่าวถ้อยคำปราศรัยตามฟ้องจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่นั้น ต้องได้ความว่าการหมิ่นประมาทจะต้องเป็นการใส่ความผู้อื่น โดยยืนยันข้อเท็จจริงที่ใส่ความต่อบุคคลที่สาม และการใส่ความดังกล่าวน่าจะทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

ส่วนการดูหมิ่นคือ การดูถูก เหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย ทั้งการหมิ่นประมาทหรือการดูหมิ่นต้องได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความหรือผู้ถูกดูหมิ่นเป็นการยืนยันแน่นอนหรือหากไม่ระบุถึงผู้ถูกใส่ความหรือผู้ที่ถูกดูหมิ่นโดยตรง การใส่ความหรือดูหมิ่นต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

ในการพิจารณาว่าถ้อยคำหรือข้อความใดจะเป็นการใส่ความผู้อื่นจนทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ต้องพิจารณาจากการรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกและความเข้าใจในถ้อยคำหรือข้อความนั้นๆ ของวิญญูชนทั่วไปเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่พิจารณาจากมุมมองหรือความรู้สึกของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถ้อยคำปราศรัยของจำเลย ประกอบถ้อยคำแวดล้อม และคำเบิกความของพยานโจทก์จะเห็นได้ว่า การเข้าใจถ้อยคำปราศรัยย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจตลอดจนความรู้สึกนึกคิด รวมถึงการตีความของแต่ละบุคคลที่อาจมีนานาทัศนะต่างกัน อันแสดงให้เห็นว่าข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นไม่ได้เป็นการกล่าวยืนยันข้อเท็จจริงหรือเป็นการดูหมิ่นอันระบุพาดพิงถึงรัชกาลที่ 10 ตามฟ้องโจทก์แต่อย่างใด

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทุกปากแล้ว ก็ไม่มีพยานโจทก์ปากใดที่เบิกความยืนยันว่าถ้อยคำที่จำเลยกล่าวปราศรัยดังกล่าวเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์อย่างไร ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอื่นมาประกอบสนับสนุนให้เห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้าย และเมื่อพิจารณาถ้อยคำที่จำเลยกล่าวปราศรัยโดยตลอดก็ไม่ปรากฏให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น

พยานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลย พิพากษายกฟ้อง

อย่างไรก็ตาม แม้ในคดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้จะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ณวรรษยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากยังถูกคุมขังอยู่อีก 3 คดี ได้แก่ 

  1. คดี ม.112 กรณีปราศรัยใน #ม็อบ13กุมภา64 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 ปี 7 เดือน (คดีสิ้นสุดแล้ว)
  2. คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เหตุชุมนุม #ม็อบ17ตุลา63 ศาลแขวงปทุมวันพิพากษาจำคุก 1 เดือน (คดีสิ้นสุดแล้ว)
  3. คดี ม.112 กรณีอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2564 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 2 ปี (อยู่ระหว่างอุทธรณ์)

ณวรรษ ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2567 จนถึงวันนี้ (20 มี.ค.) เขาถูกคุมขังมาแล้ว 467 วัน หรือ 1 ปี 3 เดือนเศษ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง