วันนี้ (20 มี.ค.2569) ผมออกจากบ้านมาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “คุณแอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ด้วยความเฉื่อยชาที่มีต่อคำตัดสินของหลายคดีที่ผ่านมา หากคดีนี้คุณแอมป์ถูกตัดสินลงโทษ เขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นโลกภายนอก หรือได้เข้าร่วมกิจกรรม Pride Month ไปอีกนานเลย คดีวันนี้เป็นเหตุมาจากคำปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 อันเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกเหตุการณ์ปราบปรามนักสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างคนเสื้อแดงปี 2553 รัฐไทยใช้ความรุนแรงกับประชาชน อย่างการใช้กระสุนจริงเข่นฆ่าประชาชนกลางกรุง คุมขังผู้ชุมนุม คุกคามประชาชน แม้จะล่วงเลยมาแล้ว 13 ปี (นับจากคำปราศรัยคุณแอมป์) แต่ประชาชนยังไม่ได้รับความยุติธรรม ยังคงมีคดีความติดตัว หรือทหารที่ยิงประชาชนในวันนั้นก็ยังไม่ถูกลงโทษ
ระหว่างทางไปศาลก็พานนึกถึง “หนึ่งวันของชาวกรุง (เทพ) ” ที่ต้องเผชิญกับการจราจรที่ติดขัด กลิ่นควันไอเสียที่พวยพุ่งขึ้นมา หรือความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ “อยุติธรรม” ตามริมขอบทางเท้า มันทั้งขมขื่นแต่ต้องฝืนทน เพราะเราอยู่ในเมืองที่มองว่า “สังคมที่เป็นอยู่คือความปกติ ไม่มีตั้งคำถามใด ๆ กับชีวิตที่เป็นอยู่” แต่ไม่ใช่กับคนเสื้อแดง 2553 และการชุมนุมราษฎร 2563 ที่ฝันหาสังคมที่ดีกว่า ซึ่งรัฐมองเป็นภัยความมั่นคง จึงกดปราบให้สยบยอมจำนน นี้คือสภาวการณ์มืดบอดที่ผู้มีอำนาจในไทยพยายามปิดหูปิดตาประชาชน ไม่ให้แสดงออกถึงความเดือดร้อน และใช้ชีวิตจนวันสุดท้าย ส่วนพวกเขาก็เสวยสุขบนคฤหาสน์สุดหรูด้วยภาษีประชาชน
“พระเจ้า รถติดชิบหาย นั่งแกร็บก็ได้วะ” เราบ่นในใจพร้อมยกมือถือกดเรียกแกร็บไปศาลด้วยความเร่งรีบ เพราะตอนนี้เวลา 8.46 น. เข้าให้แล้ว กลัวจะไม่ทันได้เจอคุณแอมป์
“ลงตรงนี้ครับ” เราบอกลุงคนขับรถเมล์
“ตรงนี้เลยหรอน้อง แน่ใจนะ” ลุงถามเพื่อให้เรายืนยันความคิดของตัวเองอีกครั้ง ก่อนกดเปิดประตูให้
เราลงจากรถ พร้อมเจอแกร็บวินที่รออยู่ตรงหัวมุมถนนท่ามกลางถนนที่อัดแน่นไปด้วยรถพอดิบพอดี
“ศาลอาญากรุงเทพใต้ครับ” เราเช็กว่าใช่พลขับที่เราเรียกมั้ย
“มาเลยพี่ โชคดีนะเนี้ยไฟเขียวพอดีเลย” คนขับพูดพร้อมเราที่ซ้อนท้ายก่อนบึ่งมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปยังหมุดหมายที่ปักไว้
ระหว่างติดไฟแดง “เนี้ยพี่โยธาผังเมือง กทม. เก่ง ๆ เยอะนะครับ แต่ทำไมไม่สามารถแก้รถติดได้ เนี้ยกว่าเขาจะสอบติด ต้องเรียน ต้องสอบ ยากแทบตาย ผมยังไม่มีปัญญา แต่ทำไมคนเก่งเหล่านั้นเข้าไปทำงานแล้ว ทำเรื่องอย่างรถติดถึงไม่แก้กันนะ” พี่แกร็บชวนเราคุยระหว่างรอ
ในใจเราก็ได้แต่ดีใจเล็ก ๆ “อย่างน้อยก็มีคนตั้งคำถามละวะ”
“ในที่สุดก็ถึง ทันเวลาพอดี” เราพึมพำในใจก่อนบอกขอบคุณพี่แกร็บที่มาส่งเรา
ณ หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ ปรากฏบันไดหลายขั้นที่ทอดตัวยาวสูงเสียดฟ้า ราวกับจะแบ่งแยกฟ้าดินได้ อย่างกับเป็นนัยว่า “ก็เรานั้นมันคนละชั้น” (ไม่ใช่เพลงรักแต่อย่างใด) เราปีนขึ้นไปยังประตูทางเข้า แล้วผ่านจุดตรวจค้น เราส่งกระเป๋าและบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่สแกน ก่อนตรงไปยังโต๊ะประชาสัมพันธ์เพื่อถามเจ้าหน้าที่ต่อ
“คุณแอมป์ ณวรรษ ฟังคำพิพากษา ไม่ทราบว่าห้องไหนหรอครับ” เราถาม
“บัลลังก์ 502 ค่ะ” เจ้าหน้าที่ตอบด้วยใบหน้าที่แจ่มใส
เราที่หันไปทางลิฟต์เพื่อจะเดินทางต่อ ก็พบกับทนายความคุณแอมป์โดยบังเอิญ เราจึงตรงเข้าไปหา
“502 ครับ” เราเอ่ยพูดอัตโนมัติ เหมือนเป็นสัญชาตญาณที่คาดเดาได้
“อ้าวสวัสดีครับคุณ ขอบคุณครับ ไปกัน วันนี้ก็หวังว่าจะมีข่าวดีนะครับ” ทนายตอบทันควัน
“ก็หวังว่านะครับ ไม่อยากเดาอะไรแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้” เราตอบกลับไป ด้วยใจที่ไม่คาดหวังอะไรแล้วกับคดีที่มีธงอย่างนี้ (ก็มานั่งทบทวนตัวเองเสมอว่า มันไม่สมควรคิดเช่นนั้น แต่มันก็เป็นไปเสียแล้ว)
แล้วเรากับทนายก็ขึ้นลิฟต์ “ชั้น 5 ครับ” เมื่อถึงชั้นนั้นก็ออกมาเลี้ยวขวาเพื่อเดินตรงไปทางยาว จะพบห้องพิจารณาคดีเรียงรายตลอดทั้งแนวชั้น ข้างหน้าทุกห้องมีตารางติดไว้ เพื่อดูกำหนดการแต่ละห้อง แต่เอาเข้าจริงเราไม่จำเป็นต้องมองเลย เพราะสุดท้ายเราก็จะรู้อยู่ดี เพราะหน้าห้องคดีการเมืองจะมีมวลชนมาให้กำลังใจเหล่านักสู้รออยู่ก่อนแล้ว
เราเดินตรงเข้าไปกล่าว “สวัสดี” สายตาเราชำเลืองไปเห็นนอกจากมวลชนก็มีคุณใบปอที่นั่งอยู่ข้างหน้าด้วยเช่นกัน
อยู่ ๆ ประตูห้องก็เปิดออก ทนายอีกท่านเปิดมาทักทายไถ่ถามถึงธุระที่มาในวันนี้ ทนายคุณแอมป์กับเราเข้าใจว่า “มาผิดชั้นแน่เลย” แต่แท้จริง วันนี้มีนัดคดีห้องติดกันเฉย ๆ “503” เป็นการสืบพยานคดีของ คุณตะวัน คุณแบม และคุณใบปอ เมื่อทราบเช่นนี้เราจึงเดินไปดูห้องข้าง ๆ จึงเห็นชื่อคุณแอมป์ติดอยู่ในตาราง แล้วเมื่อมองเข้าไปในกระจกก็เห็นเขานั่งในห้องนั้นด้วยความโดดเดี่ยว (ถึงจริง ๆ จะมีเจ้าหน้าที่นั่งข้าง ๆ ก็เถอะ)
เราจึงบอกทนาย ก่อนเปิดประตูเข้าไป ในห้องนั้นมีผู้พิพากษากำลังคุยกับพนักงานสอบสวนอยู่ คงจะเป็นอีกคดีหนึ่ง ก่อนศาลกล่าวถามทนายจำเลยที่ 1 ว่า “ขอให้รออัยการมาก่อน แล้วจะอ่านคำพิพากษา” ทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับคุณแอมป์
“เป็นอย่างไรบ้างครับช่วงนี้ข้างใน ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะครับ” เราเปิดบทสนทนา
“ขอบคุณ ๆ ข้างในหรอ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอะไรนะ ก็เงียบ ๆ เหมือนเดิม” คุณแอมป์ตอบตามสไตล์ชิล ๆ ของแก
“มีหน่อยเถอะครับ เล่าอะไรก็ได้ 🥹” เราถามกวน ๆ กลับไป
“อ้อ ถ้าจะให้เล่าหรอ ตอนนี้ในแดนคือดีขึ้น ให้สิทธิ LGBTQ+ เยอะขึ้นมาก อย่างให้แต่งหน้า ไว้ผมตามเพศสภาพ คือมันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากคุณ” คุณแอมป์กล่าว
“แล้วมีอะไรอีกมั้ยครับ” เราถามต่อด้วยความสงสัย
“แต่มันก็ไม่ได้เป็นสิทธิพื้นฐานอะ เราจะได้สิทธิ์ที่ว่า เราต้องลงชื่อกับโครงการ TO BE NUMBER ONE ก่อน ถึงจะสามารถไว้ผมได้ เมื่อเดือนก่อนผู้คุมบางคนยังไม่เข้าใจ มีจับกล้อนผมบ้าง แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” คุณแอมป์เสริม
พร้อมกล่าวต่ออีกว่า “อย่างการแต่งหน้าทาปากก็ทำได้แล้ว แต่ก่อนไม่ถูกกฎเรือนจำ แต่ตอนนี้พวกลิปสติก รองพื้น เครื่องสำอางต่าง ๆ เอามาขายในร้านค้าอย่างถูกกฎแล้ว ซึ่งดีมาก เริ่ดเลย”
“เออ ๆ คุณ ตอนนี้มีจัดกิจกรรมด้วยนะดีมาก พวกประกวดแต่งเพลง ร้องเพลง มีประกวดนางสงกรานต์ มีกิจกรรมเกิดขึ้นเยอะเลย หลังมี TO BE NUMBER ONE แต่น่าเสียดายที่สิทธิ์พวกนี้มีได้เพราะมีโครงการ ไม่ใช่สิทธิพื้นฐาน” คุณแอมป์พูดด้วยสีหน้าที่อยากอวดสิทธิที่เขาได้รับ แต่ก็ปนไปด้วยสิ่งที่ขาดหาย น่าเศร้าที่เขาต้องถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิ์การประกัน อย่างที่ควรจะเป็น
ก่อนคุณแอมป์จะทิ้งท้ายเรื่องความกังวลเล็ก ๆ ว่า “เห็นล่าสุดมีคนโดนย้ายแดนมา เห็นเขาว่ามีปัญหาคุกคาม LGBTQ+ แดนอื่น เลยโดนย้ายมาแดนนี้ แอบกังวล”
“ไม่ต้องแอบหรอก 555+” เราตอบแกมตลก ก่อนมองลงไปที่ขาคุณแอมป์ที่ใส่กุญแจลิงเส้นเล็ก กำลังแกว่งเล่นไปมา กางเกงวอร์มยาวก็สะบัดเปิดออก เรื่องราวที่ถูกซ่อนเอาไว้ก็ถูกเปิดออก
“ขาเป็นอะไรครับ” เราถาม หลังจากเห็นแผลแดงเป็นทางยาว
“อ่อ คันเฉย ๆ ไม่มีอะไร” คุณแอมป์ตอบชิล ๆ เหมือนเดิม
“ไม่สิครับ อ่อ แล้วที่บอกว่าเป็นฝีดาษลิงละ เล่าได้มั้ยครับเกิดอะไรขึ้น เกี่ยวกับแผลนี้มั้ย” เราถามไป
“อ่อ เรื่องนั้นหรอ เขาแค่เข้าใจผิดกัน เราเลยถูกส่งไปตรวจที่ สถานพยาบาล เขาบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่ก็มีใบตัดชื่อเราจากแดน ให้ไปกักโรคที่แดน 1 หลายวันเลย ถึงบอกว่ากักโรค แต่มันคือห้องขังซอยดี ๆ เลยแหละ อยู่คนเดียวตั้งหลายวัน ก่อนมาตรวจอีกครั้ง แล้วไม่เป็นอะไรก็ถูกส่งกลับแดนมาอยู่เหมือนเดิม” คุณแอมป์เล่าให้ฟัง
(ขังซอย หมายถึง การขังไว้ในห้องคนเดียว ไม่สามารถพบญาติ ซื้อของ หรือออกไปไหนได้ ต้องอยู่ในห้องแคบ ๆ ที่ไม่มีทีวี ไม่มีพัดลม (ในบางแดน) ตลอด 24 ชั่วโมง โดยต้องกินแต่อาหารหลวงที่เขาจัดไว้ให้ มันคือบทลงโทษสำหรับผู้ต้องขังทำผิดวินัยร้ายแรง แต่ในกรณีนี้ใช้ในการกักโรค)
“อ้าว แล้วแผลที่เป็นที่ขาตอนนี้ละครับ” เราถามต่อ
“อ่อ มันเป็นแผลผื่นคันอะ เกามาเลยเป็นแผล ไอ้อันนี้แหละที่ทำให้เขาเข้าใจผิดกัน” คุณแอมป์ตอบ
“งั้นแสดงว่าฝีดาษลิงไม่ได้เป็น แต่ผื่นก็ไม่ได้รักษาสิ” เราถามซ้ำ
“ใช่” คุณแอมป์ตอบอีกครั้ง
นี่คือความจริงที่ปรากฏภายหลังข่าวที่ถูกนำเสนอออกไปหลายวันก่อนหน้า แม้เขาจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงอย่างที่เป็นกังวลกัน (ซึ่งเป็นข่าวดี) แต่อาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างผื่นคัน หรือแผลตามร่างกายกลับถูกละเลย เป็นห่วงแทนเพราะแค่เราเป็นภูมิแพ้ ก็รำคาญแทบบ้ากับอาการต่าง ๆ แต่การมีอิสรภาพก็ทำให้เราไปซื้อยา หรือพบหมอได้ทุกเมื่อ แต่ในเรือนจำ พวกเขาไม่มีสิทธิ์เช่นนั้น
“หวังว่าแผลผื่นคันคุณแอมป์จะหายในเร็ววันนะครับ” เราพูดกับคุณแอมป์
ในระหว่างที่บทสนทนากับคุณแอมป์ใกล้จบลง เขาได้หันไปคุยกับแฟนและอาจารย์ที่เขารักต่อ ไม่บ่อยนักในยามที่เราถูกจองจำการสัมผัสมือ หรือโอบกอดคนที่เรารักแทบจะไม่มีโอกาส วันนี้จึงถือเป็นโอกาสครั้งหนึ่งที่คุณแอมป์ทำมัน “การมอบความรัก”
เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เราสังเกตบรรยากาศรอบ ๆ ห้อง พบว่าผู้พิพากษาและพนักงานสอบสวนเหมือนจะเสร็จธุระที่ค้างคากันแล้ว ต่อไปน่าจะถึงตาของคุณแอมป์แล้ว ไม่ทันคิดจบเขาก็หยิบแฟ้มคดีหนาพอ ๆ กับพจนานุกรมขึ้นมาวางไว้ตรงหน้าก่อนเรียกขานชื่อ “ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา”
“ครับ” คุณแอมป์เด้งรับอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวศาลจะอ่านคำพิพากษานะครับ ขอให้ทุกคนในห้องงดใช้เครื่องมือสื่อสารนะครับ” ศาลกล่าว
หลังจบคำพูดนั้น เขาก็หาแผ่นกระดาษที่กำหนดชะตาคุณแอมป์เอาไว้ขึ้นมาอ่าน ในห้องนั้นเงียบสนิท มีเพียงเสียงแอร์ที่เย็นเฉียบ และเสียงแป้นพิมพ์ของเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ดังเป็นจังหวะ คุณแอมป์ที่ยืนอยู่ ด้วยท่าทางดูจะไม่คาดหวังอะไรแล้ว
9.40 น. อ่านคำพิพากษา
“จากคำฟ้องที่พนักงานสอบสวนกล่าวหานั้น…” บลา ๆ ๆ ๆ ผมไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ เพราะมันทั้งเยอะ และน่าฉงนว่า เรื่องแค่นี้ก็ฟ้องกันได้หรอ กับไอ้แค่คำ ๆ เดียว มันทำให้ชีวิตคนต้องเสียเวลา ต้องเสียโอกาส ไปมากแค่ไหน (ผมขอข้ามไปช็อตสำคัญเลยนะครับ)
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ริมฝีปากที่กำลังอ่านเอกสารในมือเขา ไล่ตั้งแต่คำฟ้อง พยานหลักฐาน ไปจนถึงพยานโจทก์/จำเลย ทั้งหมดถูกย่ออยู่ภายในกระดาษหน้าหลายหน้านี้ สิ่งสำคัญหาใช่เนื้อหา แต่คือคำตัดสินมากกว่าที่สำคัญ
ระหว่างผู้พิพากษาอ่าน ช่วงหนึ่งทนายคุณแอมป์หันมาหา ทำหน้าอย่างมั่นใจว่า “เราชนะแล้ว” วันนี้คงเป็นวันที่ดีของเรา สายตาทนายมุ่งมั่นอย่างนั้น ไอ้เราที่นั่งฟังก็ลุ้นไป
“จากคำบรรยายที่โจทก์กล่าวหาจำเลยตามคำฟ้องนั้น ต้องอาศัยการตีความที่มีบริบทแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ตีความ จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าจำเลยกระทำการตามที่ฟ้องไว้ ศาลพิพากษา ยกฟ้อง” แล้วเขาก็วางกระดาษลง ก่อนบอกจำเลยว่า “เดี๋ยวศาลจะออกหมายปล่อยให้นะครับ ในส่วนของคดีนี้”
ทุกคนในห้องต่างช็อกกับคำตัดสิน เพราะไม่มีข่าวดีมานานมากแล้ว ก่อนจะดีใจที่คำตัดสินเป็นเช่นนั้น
หลังเสร็จกระบวนทุกอย่าง ทุกคนจึงเดินมาล้อมกอดคุณแอมป์ อันเป็นการแสดงความยินดี ทุกคนปิติในช่วงเวลานี้ แต่มันก็ไม่สุด เพราะคุณแอมป์ก็ไม่ได้อิสรภาพอยู่ดี เขาต้องกลับเรือนจำ จนกว่าคดีแรกของเขาจะครบกำหนดโทษ เขาจึงจะได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง
ก่อนผู้คุมจะเรียกคุณแอมป์กลับลงไปห้องใต้ถุนศาล ทุกคนจึงบอกลา และส่งกำลังใจให้
คุณแอมป์กอดผม ก่อนหันไปกอดและบอกลาแฟนของเขา
แล้วคุณแอมป์ก็ถูกพาตัวออกจากห้องไป เพื่อรอถูกส่งตัวกลับเรือนจำ…
หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ - แม้ว่าคดีล่าสุดนี้ศาลจะยกฟ้อง แต่แอมป์ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่าเขายังถูกคุมขังอยู่อีก 3 คดี ได้แก่
1. คดี ม.112 กรณีปราศรัยใน #ม็อบ13กุมภา64 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 ปี 7 เดือน (คดีสิ้นสุดแล้ว)
2. คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เหตุชุมนุม #ม็อบ17ตุลา63 ศาลแขวงปทุมวันพิพากษาจำคุก 1 เดือน (คดีสิ้นสุดแล้ว)
3. คดี ม.112 กรณีอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2564 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 2 ปี (อยู่ระหว่างอุทธรณ์)
ณวรรษถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2567 จนถึงวันนี้ (20 มี.ค. 2569) เขาถูกคุมขังมาแล้ว 467 วัน หรือ 1 ปี 3 เดือนเศษ
