รายงานข่าวสืบสวนจาก The Bureau of Investigative Journalism (TBIJ) พบ Appen แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ด้านงานอิสระ (Gig-work) รับสมัครคนจากทั่วโลก โดยบอกรายละเอียดเกี่ยวกับจุดประสงค์ของงานเพียงน้อยนิด ถือครองสัญญาจ้างทางทหารของสหรัฐฯ จำนวนมาก ซึ่งรวมถึงสัญญาหนึ่งที่ระบุถึงเครื่องบินจารกรรมสุดล้ำสมัย - พบแรงงานแพลตฟอร์มในแอฟริกาที่ได้รับค่าจ้างต่ำจากพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายของกองกำลังสหรัฐฯ อาจกำลังช่วยเหลืองานโครงการทางทหารของประเทศดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว
6 สัปดาห์ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากปฏิบัติการอันอุกอาจในการบุกจับตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา มีการตรวจพบเครื่องบินจารกรรมบินวนเป็นรูปเลขแปดเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณใกล้กับชายแดนประเทศกายอานา
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบิน Rivet Joint ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินสอดแนมที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในโลก เข้าไปเก็บข้อมูลข่าวกรองก่อนเริ่มปฏิบัติการที่เป็นปฏิปักษ์ ขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรซึ่งมีเครื่องบินรุ่นนี้อยู่ในครอบครอง 3 ลำ ก็ได้ส่งลำหนึ่งไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อสนับสนุนการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera ซึ่งทางสหรัฐฯ ระบุว่าขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรให้กับเวเนซุเอลา
ด้วยเทคโนโลยีทางการทหารที่ล้ำสมัย เครื่องบิน Rivet Joint มีความสามารถในการตรวจจับสัญญาณเรดาร์ ระบุพิกัดตำแหน่งของระบบศัตรู และดักฟังการสื่อสารได้จากระยะไกลถึง 150 ไมล์
วิธีการทำงานที่แน่ชัดของมันนั้นถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับสุดยอด แต่ The Bureau of Investigative Journalism (TBIJ) สามารถเปิดเผยได้ว่า บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติออสเตรเลียที่ชื่อว่า Appen ได้ปฏิบัติงานให้กับหน่วยงานทหารลับของสหรัฐฯ ภายใต้รหัสเรียกขาน "Big Safari" ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการติดตั้งระบบเทคโนโลยีให้กับเครื่องบินเหล่านี้
แพลตฟอร์ม Appen รับสมัครแรงงานอิสระ (Gig Workers) จากทั่วทุกมุมโลกเพื่อช่วยฝึกฝนระบบ AI โดยรายงานประจำปีล่าสุดของบริษัทระบุว่า มีเครือข่ายแรงงานถึงหนึ่งล้านคนซึ่งพูดภาษาต่าง ๆ รวมกันมากกว่า 500 ภาษา
แรงงานอิสระจำนวนมากเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนที่น้อยนิด และบางคนมาจากประเทศที่เคยเผชิญกับการโจมตีจากกองทัพสหรัฐฯ โดยที่ไม่มีใครได้รับแจ้งจาก Appen เลยว่า งานที่พวกเขาทำอยู่นั้นอาจเป็นการทำงานให้กับกองทัพสหรัฐฯ
ในความเป็นจริง Appen ให้บริการแก่หน่วยงานต่าง ๆ ของกองทัพสหรัฐฯ มานานกว่าทศวรรษ โดยเราพบสัญญาจ้างด้านกลาโหมมูลค่ารวมกว่า 17 ล้านดอลลาร์ ที่หน่วยงานทางทหารมอบให้แก่บริษัทระหว่างปี 2005 ถึง 2020 สัญญาเหล่านี้ครอบคลุมโครงการด้านภาษาที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงเงินจำนวน 145,000 ดอลลาร์ สำหรับการทำงานในโครงการเครื่องบิน Rivet Joint ด้วย
Appen ไม่ได้ให้รายละเอียดที่ครบถ้วนแก่แรงงานอิสระเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของงานที่พวกเขาทำ ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานในอุตสาหกรรมนี้ และแม้แต่ในกรณีที่ชุดข้อมูลถูกขายให้กับหน่วยงานทางทหาร จุดประสงค์ในการนำไปใช้งานจริงก็ยังคงไม่มีความชัดเจน โดยทางบริษัทไม่ได้ตอบรับคำขอความคิดเห็นจากเราแต่อย่างใด
“พวกเขาปิดบังเป้าหมายสูงสุดเอาไว้” ฮัสซัน* หนึ่งในผู้ที่เคยทำงานถอดความภาษาโซมาลีและโครงการเก็บข้อมูลให้กับ Appen กล่าว “พวกเขาไม่เคยแชร์ข้อมูลแบบนั้นเลย จะให้มาแค่แนวทางหรือคำแนะนำในการปฏิบัติงานเท่านั้น... นอกเหนือจากนั้น เราก็ไม่รู้เลยว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปที่ไหน”
การแข่งขันอาวุธไฮเทค
นานก่อนที่ชื่อของ Google Translate, Siri หรือ ChatGPT จะกลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว Appen คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างระบบที่ช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้
บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นในซิดนีย์เมื่อปี 1996 และก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในการขายข้อมูลสำหรับฝึกฝนให้คอมพิวเตอร์ "เรียนรู้" ภาษา ผ่านการจดจำรูปแบบจากข้อความหรือเสียงพูด
เมื่อผู้ใช้ iPhone สั่งให้ Siri ตั้งการแจ้งเตือน แม้กระบวนการจะดูเหมือนเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด แต่ในความจริงแล้ว บทสนทนานี้เกิดขึ้นได้เพราะบริษัทอย่าง Appen ได้ส่งมอบวัตถุดิบที่ผ่านการทำงานอย่างหนักนับชั่วโมงโดยแรงงานอิสระที่ได้รับค่าจ้างต่ำให้กับ Apple
แรงงานของ Appen ซึ่งจำนวนมากอาศัยอยู่ในประเทศที่ยากจน ได้ช่วยบริษัทสร้างคลังข้อมูลชุดข้อความและเสียงพูดขนาดมหาศาล ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปขายต่อให้กับบริษัทที่กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับประมวลผล แปลภาษา และถอดความภาษาของมนุษย์
เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่สนใจของรัฐบาลสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน โดยรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์ไปกับโครงการวิจัยด้านภาษาศาสตร์มานานหลายทศวรรษ (อันที่จริงแล้ว Siri ระบบช่วยเลิกด้วยเสียงของ Apple ก็มีต้นกำเนิดมาจากโครงการวิจัยทางทหารเช่นกัน)
สัญญาต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา Appen ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการทางทหารหลายโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทัพอากาศหรือหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพบกสหรัฐฯ บางโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและพัฒนา ในขณะที่บางโครงการดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการทำสงครามทางอากาศ
ระหว่างปี 2015 ถึง 2017 Appen ได้รับงานช่วงต่อ (Subcontracts) 3 ฉบับ เพื่อจัดหาไฟล์ข้อมูลทางภาษาสำหรับโครงการที่ชื่อว่า "เครื่องมือแปลภาษาทางยุทธวิธี" (tactical language interpreter) ซึ่งมีมูลค่ารวม 287,500 ดอลลาร์ โดยหนึ่งในสัญญาฉบับนั้นมีการระบุถึงเครื่องบินจารกรรม Rivet Joint ไว้ด้วย
นอกจากจะใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนเริ่มปฏิบัติการจริง เช่นในกรณีของเวเนซุเอลาแล้ว เครื่องบิน Rivet Joint ยังถูกใช้เพื่อการเฝ้าตรวจในระยะยาวอีกด้วย ตามคำอธิบายของ คริสตอฟ เบิร์กส์ นักวิเคราะห์ด้านแสนยานุภาพทางอากาศจากสถาบันคลังสมองด้านกลาโหม RUSI
“ไม่ว่าคุณจะดักฟังข้อมูลอะไรอยู่ คุณจะเริ่มเข้าใจกระบวนการคิดของผู้อยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น” เขากล่าว “มันสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกในรายละเอียดเฉพาะเจาะจง แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยในการวิเคราะห์ภาพรวมทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับที่กว้างขึ้นด้วย”
เครื่องบินเหล่านี้ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในคลังแสงของสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ โดยเริ่มปฏิบัติภารกิจครั้งแรกย้อนไปไกลถึงสมัยสงครามเวียดนาม ต่อมาในปี 2010 สหราชอาณาจักรได้สั่งซื้อเครื่องบินรุ่นนี้จำนวน 3 ลำเพื่อใช้ในกองทัพอากาศ และทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในภารกิจของ Rivet Joint ซึ่งเมื่อ TBIJ สอบถามไปยังกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับสัญญาจ้างของบริษัท Appen ทางหน่วยงานก็ได้ปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครื่องบินเหล่านี้ถูกส่งไปยังพรมแดนตะวันตกของรัสเซีย ชายฝั่งของจีน และฉนวนกาซา โดยเครื่องบิน Rivet Joint ของกองทัพอากาศอังกฤษ ได้ออกลาดตระเวนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกในช่วงไม่กี่วันหลังจากที่กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอล
กองทัพอากาศได้ใช้เครื่องบินประเภทอื่น ๆ ในภารกิจเฝ้าตรวจรอบฉนวนกาซาเกือบทุกวันจนกระทั่งมีการตกลงหยุดยิง แม้ว่ากระทรวงกลาโหมจะระบุว่าภารกิจเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือตัวประกันเท่านั้นและได้สิ้นสุดลงแล้วก็ตาม แต่ประเด็นที่ว่าอิสราเอลนำข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมได้จากเครื่องบินจารกรรมของกองทัพอากาศ ไปใช้อย่างไรนั้น ยังคงเป็นปริศนา เช่นเดียวกับแง่มุมอื่น ๆ อีกมากมายในโครงการ Rivet Joint
ด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้เครื่องบิน Rivet Joint จำเป็นต้องได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่ามันยังมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการทำสงครามสมัยใหม่ ทุก ๆ ไม่กี่ปี เครื่องบินเหล่านี้จะถูกรื้อระบบภายในและปรับปรุงใหม่โดยหน่วยงานลับเฉพาะทางของกองทัพอากาศที่รู้จักกันในชื่อ "Big Safari" ซึ่งทำหน้าที่ดัดแปลงเครื่องบินเฝ้าตรวจอย่างรวดเร็ว
คริสตอฟ เบิร์กส์ เปรียบเทียบการแข่งขันสะสมอาวุธทางแม่เหล็กไฟฟ้านี้ว่าเป็นเหมือน "เกมหมากรุก"
"เมื่อคุณเดินหมากไปตาหนึ่ง ฝ่ายตรงข้ามก็จะเดินหมากตอบโต้กลับมา" เขากล่าว "คุณต้องทำให้มั่นใจว่าขีดความสามารถที่มีนั้นทันสมัยอยู่เสมอ และไม่เพียงแค่สามารถดักจับข้อมูลดิบทั้งหมดได้เท่านั้น แต่ยังต้องสามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย"
นี่คือหน้าที่ของ Rivet Joint การดักจับข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อให้ลูกเรือ ซึ่งรวมถึงนักภาษาศาสตร์ทางการทหารเฉพาะทางและนักวิเคราะห์ภาคพื้นดิน นำไปถอดรหัส โดยเอกสารงบประมาณจากปี 2015 แสดงให้เห็นว่ากองทัพอากาศต้องการยกระดับขีดความสามารถของฝูงบินในการวิเคราะห์ข้อมูลเสียง
นอกเหนือจากนี้ เราแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน เราไม่ทราบว่าข้อมูลของ Appen ถูกนำไปใช้เพื่อประมวลผลข้อมูลที่รวบรวมโดย Rivet Joint โดยตรง หรือถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การทดสอบขีดความสามารถใหม่ ๆ หรือการฝึกฝนทักษะให้กับลูกเรือ
การอ้างอิงเพียงหนึ่งเดียวที่เราสามารถหาได้เกี่ยวกับระบบ "เครื่องมือแปลภาษาทางยุทธวิธี" อันลึกลับซึ่งกองทัพอากาศได้ซื้อข้อมูลจาก Appen นั้น ปรากฏอยู่ในจดหมายข่าวของกลุ่มทหารผ่านศึก ซึ่งระบุว่ามันคือระบบ AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "ปรับปรุงกระบวนการประมวลผลข้อมูลเสียงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น"
TBIJ ได้ส่งคำร้องขอข้อมูลตามกฎหมายเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information) ไปยังหน่วยงานทางทหารหลายแห่งของสหรัฐฯ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับลักษณะงานของ Appen ซึ่งหน่วยงานส่วนใหญ่ไม่ได้ตอบกลับมา หรือแจ้งว่าไม่พบความเกี่ยวข้องในบันทึกที่มีอยู่ ขณะที่มีหน่วยงานหนึ่งส่งเอกสารกลับมาจำนวน 720 หน้า แต่กลับถูกถมดำปิดบังเนื้อหาไว้ทั้งหมดจนไม่สามารถอ่านได้เลย
ถูกปิดบังความจริง
ที่สำนักงานของ Appen ในซิดนีย์และวอชิงตัน วัฒนธรรมการรักษาความลับได้ครอบคลุมไปถึงงานด้านกลาโหมของบริษัทด้วย TBIJ ได้สัมภาษณ์อดีตผู้จัดการของ Appen จำนวน 9 คน ซึ่งทุกคนต่างยืนยันว่ารายละเอียดเฉพาะเจาะจงของโครงการทางทหารนั้นถูกเก็บรักษาไว้อย่างเข้มงวด
“ผมเข้ามาทำงานในฐานะคนที่จัดการกับภาษาที่ยากกว่าปกติ ซึ่งเป็นกลุ่มภาษาที่คุณไม่สามารถหานักภาษาศาสตร์ที่เป็นเจ้าของภาษาได้โดยง่าย... เพราะประเทศเหล่านั้นเผชิญกับสงครามกลางเมืองมาตลอดยุคสมัยที่ผ่านมา” วิลล์ (นามแฝง) อดีตผู้จัดการทีมแรงงานอิสระชาวโซมาลีกล่าว
ภาษาโซมาลีถูกเรียกในภาษาเฉพาะของอุตสาหกรรมว่าเป็น “ภาษาที่มีทรัพยากรน้อย” (low-resource language) เนื่องจากไม่มีข้อมูลที่พร้อมใช้งานมากพอจะนำมาฝึกฝนโมเดลคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีเช่นนี้ บริษัทอย่าง Appen จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างและขายชุดข้อมูลที่ทำขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะ
“ผมจำได้ว่าการทำมาตรฐานการสะกดคำภาษาโซมาลีเป็นเรื่องที่สนุกมาก เพราะพวกเขาเคยใช้ [อักษร] อาหรับเขียนจนถึงช่วงทศวรรษ 1970 แถมยังมีสงครามเกิดขึ้น... และยังมีภาษาถิ่นที่แตกต่างกันไปหมด พจนานุกรมเล่มเดียวที่เราหาได้ในตอนนั้นคืออิตาลี-โซมาลี” วิลล์กล่าว
เราพบสัญญาจ้างทางทหารสองฉบับที่ Appen ถือครองอยู่ซึ่งระบุถึงภาษาโซมาลีโดยเฉพาะ ฉบับหนึ่งเกี่ยวข้องกับการขายฐานข้อมูลการสนทนาทางโทรศัพท์และบทถอดความภาษาโซมาลีเพื่อใช้สร้างระบบจดจำเสียงพูด ส่วนอีกฉบับเป็นโครงการวิจัยของกองทัพอากาศที่เกี่ยวข้องกับ “เทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากเสียงพูดและเสียงเพื่อสนับสนุนการใช้งานทางการทหาร”
สัญญาทั้งสองฉบับถูกจัดอยู่ในประเภท “การวิจัยและพัฒนาขั้นสูง” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่งานวิจัยทางทหารจะถูกนำไปใช้สร้างตัวต้นแบบและทดสอบกับการใช้งานในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง (อย่างไรก็ตาม TBIJ ยังไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าสัญญาเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับเครื่องบิน Rivet Joint)
จากการให้ข้อมูลของวิลล์และผู้จัดการคนอื่นๆ ของ Appen การสรรหาและจ่ายเงินให้กับผู้คนในโซมาเลียนั้นถือเป็นเรื่องที่ยากเกินไปเนื่องจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
เขากล่าวว่า Appen จึงหันไปจ้างผู้พูดภาษาโซมาลีในเคนยาแทน ซึ่งนอกจากจะเป็นศูนย์กลางงานรับจ้างอิสระ (Gig-work) ที่สำคัญแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโซมาลีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยชุมชนชาวโซมาลีในประเทศนี้มีจำนวนรวมเกือบ 3 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีมากกว่า 300,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพหลังจากหนีจากความอดอยาก ภัยแล้ง และสงครามกลางเมืองที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน
กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งในโซมาเลียอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2007 เป็นอย่างน้อย เพื่อต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายอย่าง Al-Shabaab โดยข้อมูลจากกลุ่มติดตามความขัดแย้ง Airwars ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้สังหารพลเรือนไปแล้วระหว่าง 93 ถึง 170 รายในช่วงเวลาดังกล่าว
อิสมาอิล (นามแฝง) ซึ่งลี้ภัยออกจากโซมาเลียตั้งแต่ยังเด็ก เริ่มต้นทำงานให้กับ Appen ในขณะที่เขาอาศัยอยู่ใน Kakuma ค่ายผู้ลี้ภัยกลางทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือของเคนยา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ห่างไกลเสียจนชื่อของมันมีความหมายในภาษาสวาฮีลีว่า "ดินแดนที่ไม่มีที่ไหนเลย"
เขาทำงานกับ Appen เป็นช่วงๆ ระหว่างปี 2015 ถึง 2018 ในโครงการถอดความและแปลภาษาโซมาลี แม้เขาจะจำอัตราค่าจ้างที่แน่นอนไม่ได้ แต่เขากล่าวว่าในตอนนั้นเขารู้สึกว่ารายได้ที่ได้รับถือว่าดีทีเดียว
อิสมาอิลเล่าว่าในช่วงนั้นงานของ Appen กำลัง "เฟื่องฟู" มาก และเพื่อนๆ ของเขาหลายคนก็ทำงานบนแพลตฟอร์มนี้เช่นกัน เขากล่าวว่าพวกเขามักจะสงสัยถึงวัตถุประสงค์ของงานถอดความภาษาโซมาลี ซึ่งต้องคอยฟังเสียงจากแหล่งต่างๆ เช่น รายงานข่าวหรือการประชุมสาธารณะ แล้วพิมพ์ทุกอย่างที่ได้ยินออกมาอย่างแม่นยำ รวมถึงเสียงแทรกและเสียงรบกวนในพื้นหลังด้วย
"เสียงเหล่านั้นฟังยากมาก" เขากล่าว "บางครั้งมันก็อู้อี้ บางครั้งคุณต้องฟังประโยคเดียวซ้ำถึงสามสี่รอบเพื่อให้มันถูกต้อง เพราะถ้าคุณทำไม่ถูก งานก็จะถูกตีกลับมา"
อิสมาอิลไม่รู้เลยว่างานที่เขาทำนั้นทำไปเพื่อใคร แม้แต่ชื่อของผู้จัดการโครงการก็ถูกทำให้เป็นนามธรรมบนแพลตฟอร์มของ Appen "เมื่อคุณทำงานอะไรสักอย่าง มันเป็นเรื่องดีที่จะได้เข้าใจว่ามันสื่อถึงอะไร" เขากล่าว "ผมกับเพื่อน ๆ มักจะถามกันเองว่า เรากำลังถอดความสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไรกันแน่?"
"จุดประสงค์ของการอัดเสียงการประชุมแล้วสั่งให้พวกเราถอดความคืออะไร? พวกเราไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้เลย... ในตอนนั้น ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกี่ยวกับอะไร"
เนื้อหาเหล่านั้นมักจะไม่มีร่องรอยให้สืบหาได้มากนัก "มันไม่ใช่เรื่องราวที่สมบูรณ์" เขากล่าว "คุณเปิดคลิปเสียงหนึ่งความยาว 2 นาที มันอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับใครบางคนในตลาด แต่อันต่อมาอาจจะเป็นเสียงคนพูดว่า 'วันนี้เรากำลังมีปัญหา และความปลอดภัยของเมืองก็ไม่ค่อยดีนัก' ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งที่เรียงลำดับตามเวลาหรือเหตุการณ์เลย"
ความไม่โปร่งใสของแพลตฟอร์มงานอิสระอย่าง Appen ทำให้เราไม่สามารถทราบได้ว่าโครงการถอดความเฉพาะเจาะจงเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างด้านกลาโหมหรือไม่ แต่ก็เป็นไปได้ว่าอิสมาอิลซึ่งลี้ภัยจากความขัดแย้งในโซมาเลีย อาจกำลังช่วยเหลือทหารสหรัฐฯ จากค่ายผู้ลี้ภัยในเคนยาโดยที่เขาไม่รู้ตัว
แม้แต่ผู้ที่ทำหน้าที่จัดการทีมแรงงานอิสระชาวโซมาลีอย่างวิลล์ ก็ยังได้รับข้อมูลเพียงจำกัดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่พวกเขาทำ แม้เขาจะเข้าใจเป้าหมายทางเทคนิค แต่เขาก็ไม่ได้รู้เสมอไปว่าทำไมลูกค้าถึงต้องการข้อมูลจาก Appen หรือข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในท้ายที่สุดอย่างไร
เขารับรู้ว่าตนเองเคยทำงานในโครงการของหน่วยงานทางทหาร แต่โดยทั่วไปแล้วเขารู้สึกว่างานเหล่านั้น "มีประโยชน์และสร้างสรรค์... เป็นไปในทางสันติมากกว่าจะถูกนำไปใช้ในทางที่เลวร้าย" เขากล่าว
"ยกเว้นอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไม่แน่ใจ และเริ่มรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังเป็นส่วนหนึ่งของสงครามที่ไหนสักแห่ง ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเลย ที่ผมไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนไปมากกว่านี้ได้"
แรงงานที่มองไม่เห็น
Appen เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาหลายบริษัทที่ทำหน้าที่จัดหาข้อมูลสำหรับฝึกฝนให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก แม้ผู้ให้บริการข้อมูลเหล่านี้จะไม่เป็นที่รู้จักมากนักนอกแวดวงอุตสาหกรรม แต่พวกเขากลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกระแสความนิยมของ AI โดยมีการจ้างงานแรงงานอิสระนับล้านคนเช่นเดียวกับอิสมาอิล ซึ่งคนเหล่านี้แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับระบบที่พวกเขากำลังร่วมกันสร้างขึ้น และมักจะได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำสำหรับงานที่ทำ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับแรงงานข้อมูลเหล่านี้ โดยสมาคมผู้คัดแยกข้อมูล (Data Labellers Association) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเคนยาเมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าแรงงานเหล่านี้คือ "สถาปนิกผู้ไร้ตัวตนผู้ร่วมกำหนดอนาคตของเทคโนโลยี" ทั้งยังต้องเผชิญกับสัญญาจ้างที่ไม่มั่นคง ปัญหาสุขภาพจิต และโอกาสในการเติบโตในอาชีพที่จำกัด
โจน คินยูอา ประธานสมาคมผู้คัดแยกข้อมูล กล่าวว่า การขาดความโปร่งใสในอุตสาหกรรมข้อมูลสำหรับฝึกฝน AI เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ "ฉันรู้สึกว่ามันสำคัญมากหาก [บริษัทต่างๆ] จะเปิดเผยข้อมูล เช่นว่าเรากำลังทำงานให้ใคร และจุดประสงค์ของงานนี้คืออะไร"เธอกล่าว
"เพราะในบางครั้ง คุณอาจจะทำโครงการหนึ่งไปแล้วมารู้ทีหลังว่าคุณกำลังทำให้คนอื่นตกอยู่ในอันตราย หรือมันอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับศีลธรรมหรือแม้แต่วัฒนธรรมของคุณเอง"
“มีบางสิ่งที่คุณทำลงไป และเมื่อคุณมารู้ความจริงในภายหลัง คุณก็อาจจะต้องเฝ้าโทษตัวเองอยู่ซ้ำๆ... มันจึงสำคัญมากหากจะมีความโปร่งใสเพิ่มขึ้นอีกสักนิดว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้นคืออะไร”
ในขณะนี้ แรงงานอิสระในเคนยายังคงถูกทิ้งให้อยู่ในความมืดมนเกี่ยวกับโครงการที่พวกเขารับทำ พวกเขาต้องสร้างชุดข้อมูลที่อาจถูกนำไปขายให้กับลูกเรือในกองทัพที่มีความลับระดับสูงสุด บริษัทเทคโนโลยีภาคเอกชน หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน

