ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผย เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ศาลยกฟ้อง ม.116 คดี 18 แกนนำคนอยากเลือกตั้ง UN62 เห็นว่าชุมนุมสงบ เป็นไปตาม รธน. ปรับข้อหาใช้เครื่องเสียง
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 910 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง UN62 ของแกนนำนักกิจกรรม 18 ราย ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116, มาตรา 215, มาตรา 216 และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และเดินขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดไว้ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 ในโอกาสครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งตามกำหนด และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยุติการสืบทอดอำนาจ
ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบแปด ไม่มีความผิดในข้อหาหลักฐานยุยงปลุกปั่น และข้อหาหลักอื่น ๆ ชี้ว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง เจตนาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง มีการแจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย แม้ผู้ชุมนุมมีการยื้ดยุดแผงเหล็กกับเจ้าหน้าที่บ้างก็เป็นปกติธรรมชาติของการชุมนุม แต่เห็นว่ามีความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับคนละ 200 บาท
ชุมนุม “คนอยากเลือกตั้ง” ปี 61 เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งตามที่เคยสัญญาไว้ ต่อมา คสช. แจ้งความแกนนำ – ผู้ชุมนุมถึง 62 คน
ย้อนไปช่วงปี 2561 “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จัดการชุมนุมเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดการเลือกตั้งภายในปี 2561 พร้อมเรียกร้องให้ยุติการสืบทอดอำนาจ โดยมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างน้อย 6 ครั้ง ตลอดครึ่งปี 2561 นำไปสู่การถูก คสช. กล่าวหาดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเหตุการณ์ในคดีนี้ เมื่อวันที่ 21 – 22 พ.ค. 2561 ผู้ชุมนุมมีการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนในเช้าวันถัดมา พยายามเดินขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้นไว้อยู่บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ ก่อนจบลงที่การจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุมรวม 10 ราย ส่วนแกนนำที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน 5 ราย ได้ประกาศยุติการชุมนุม และเข้ามอบตัว
ต่อมาในวันที่ 28 พ.ค. 2561 พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมาย คสช. เข้าแจ้งความ ต่อพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ให้ดำเนินคดีผู้ชุมนุมรวมทั้งหมด 62 คน จึงเป็นที่มาของชื่อคดี UN62 โดยคดีแยกเป็นสองส่วน ได้แก่ ส่วนของผู้เข้าร่วมชุมนุม 41 คน และส่วนของแกนนำจำนวน 21 คน ซึ่งถูกแจ้งความตามมาตรา 116 ด้วย
ในส่วนคดีของผู้ชุมนุมถูกฟ้องคดีที่ศาลแขวงดุสิต หลังคดีดำเนินไปเกือบ 5 ปี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด 39 คน (ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งรายไม่ถูกฟ้อง ขณะที่จำเลยอีกหนึ่งรายเสียชีวิตระหว่างพิจารณา)
ต่อมาในช่วงปี 2562 อัยการมีการสั่งฟ้องคดีของแกนนำ 18 คน ได้แก่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, เอกชัย หงส์กังวาน, อานนท์ นำภา, ณัฏฐา มหัทธนา, โชคชัย ไพบูลย์รัชตะ, ศรีไพร นนทรี, วันเฉลิม กุนเสน, ธนวัฒน์ พรมจักร, ประจิณ ฐานังกรณ์, ประสิทธิ์ ครุธาโรจน์, ปิยรัฐ จงเทพ, ชลธิชา แจ้งเร็ว, นิกร วิทยาพันธุ์, วิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์, พุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์, คีรี ขันทอง, ประสงค์ วางวัน และ ภัทรพล จันทรโคตร ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอีกสามคน ได้แก่ รังสิมันต์ โรม, วิโรจน์ โตงามรักษ์, บุญสิน หยกทิพย์ ยังไม่ได้ถูกฟ้องคดีเข้ามาด้วย
จำเลยทั้ง 18 คนถูกสั่งฟ้องด้วย 12 ข้อกล่าวหา โดยมีจำเลยบางรายถูกฟ้องในข้อหาที่ไม่เหมือนกัน ดังนี้
- “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116
- “เป็นหัวหน้า หรือผู้สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215
- “ไม่เลิกมั่วสุม เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216
- “ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกหน่วยงานรัฐและสถานศึกษา” ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาตรา 8
- “ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม” ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาตรา 15
- “ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ผู้ร่วมชุมนุม” พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาตรา 16
- “ไม่เลิกชุมนุมตามระยะเวลาที่กำหนด” ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาตรา 18
- “ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและคำสั่งของเจ้าพนักงาน” ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาตรา 19
- “เดินขบวนในลักษณะกีดขวางการจราจร” ตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบกฯ มาตรา 108 และ 148
- “ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 และ 9 (ปิยรัฐ, ชลธิชา, นิกร, วิเศษณ์, พุทไธสิงห์, คีรี, ประสงค์ และภัทรพล ไม่ถูกฟ้องในข้อหานี้)
- “ร่วมกันลักทรัพย์กระแสไฟฟ้าในเวลากลางคืน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335
- “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ โดยใช้กำลังประทุษร้าย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง (ปิยรัฐ, ชลธิชา, นิกร, พุทไธสิงห์, คีรี, ประสงค์ และภัทรพล ไม่ถูกฟ้องในข้อหานี้)
ท้ายคำฟ้อง อัยการระบุขอให้ศาลสั่งให้จำเลยร่วมกันชดใช้ราคากระแสไฟฟ้าจำนวน 140.24 บาท แก่การไฟฟ้านครหลวง และขอให้นับโทษของสิรวิชญ์, นัฏฐา, อานนท์, โชคชัย, ศรีไพร, ธนวัฒน์ และเอกชัย ต่อจากโทษในคดีการชุมนุม ARMY57 (คดีนี้ศาลยกฟ้องข้อหาหลักทั้งหมด ให้ลงโทษปรับ 200 บาท ในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัจจุบันคดีถึงที่สุดแล้ว)
การสืบพยานในคดีนี้ลากยาวไปกว่า 4 ปีเศษ ตั้งแต่ปลายปี 2564 จนถึงช่วงต้นปี 2569 มีการสืบพยานทั้งสิ้น 18 นัด ฝ่ายจำเลยต่อสู้ยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปตามสิทธิและเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง และการชุมนุมมีความชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมีการแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า อีกทั้งคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ถูกยกเลิกไปแล้ว และการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยอยู่ในข้อยกเว้นของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ นอกจากนี้ยังยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่เข้าข่ายการยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116
ยกฟ้องข้อหาหลัก ‘ยุยงปลุกปั่น’ เห็นว่าการชุมนุมชอบด้วยกฎหมาย แต่ลงโทษปรับคนละ 200 บาท ฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
วันนี้ (26 มี.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 910 จำเลยได้ทยอยเข้ามานั่งในห้องพิจารณา นอกจากนี้มีผู้สื่อข่าวที่ห้อยบัตรนักข่าวของศาลอาญาเข้าร่วมรอฟังคำพิพากษาด้วย นอกจากนี้มีประชาชนที่เข้าร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจประมาณ 25 คน
เวลา 10.40 น. อานนท์ นำภา และเอกชัย หงส์กังวาน ถูกเบิกตัวขึ้นมายังห้องพิจารณา โดยมีณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ถูกเบิกตัวมานั่งในห้องพิจารณาด้วย เนื่องจากมีนัดคดีชุมนุมอีกคดีหนึ่ง
เวลา 10.42 น. ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณา 2 ท่าน ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า พุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์ จำเลยที่ 15 ถึงแก่ความตาย และแจ้งว่า ประจิณ ฐานนังกรณ์ จำเลยที่ 9 กับ วิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์ จำเลยที่ 14 มีอาการป่วยติดเตียง ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้
หลังการหารือกัน ทนายความจำเลยได้ติดต่อขอให้รถพยาบาลไปรับจำเลยทั้งสองจากภูมิลำเนา และศาลอนุญาตให้เลื่อนการฟังคำพิพากษาไปเป็นเวลา 14.00 น. เพื่อให้เวลาเดินทาง และให้เวลาโจทก์ได้ตรวจสอบการเสียชีวิตของจำเลยที่ 15
ต่อมาเวลา 14.00 น. ภายในห้องพิจารณาที่ 910 มีจำเลยหลายรายนั่งรออยู่ รวมถึงประชาชนที่เข้าฟัง ในห้องได้ฉายภาพคอนเฟอเรนซ์จากห้องเวรชี้ 2 ซึ่งในจอปรากฏให้เห็น เจ้าหน้าที่ศาล ญาติ ทนายความ และ วิเศษณ์ที่นอนอยู่บนเตียงพยาบาลแบบพับนั่งได้
ต่อมา อานนท์และเอกชัยถูกเบิกตัวมายังห้องพิจารณา ไม่นานนักรถพยาบาลที่ไปรับประจิณก็ได้เดินทางมาถึงศาลอาญา โดยเขาได้นั่งรถเข็นเข้าร่วมฟังคำพิพากษาในห้องเวรชี้ 2 ห้องเดียวกับวิเศษณ์
เวลา 14.20 น. ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณา 1 ท่าน อัยการโจทก์ได้แถลงว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นเชื่อว่าจำเลยที่ 15 ถึงแก่ความตายจริง ศาลจึงสั่งจำหน่ายคดี
จากนั้นศาลได้เรียกให้จำเลยยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษา โดยเริ่มจากการอ่านคำฟ้องของโจทก์ พยานโจทก์เบิกความตรงกันว่า พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้รับมอบอำนาจจาก คสช. ให้แจ้งความดำเนินคดีจำเลยทั้งสิบแปด ในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และ ข้อหายุยงปลุกปั่นมาตรา 116 โดยได้รับแจ้งจากฝ่ายข่าวว่า จะมีการชุมนุมในวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีจุดประสงค์เดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล
จำเลยที่ 1-5 ได้โพสต์เฟซบุ๊กในวันต่างกัน โดยมีใจความสำคัญเชิญชวนให้ออกมาชุมนุม และในวันที่ 16 พ.ค. 2561 ชลธิชา จำเลยที่ 12 ได้มีหนังสือแจ้งการชุมนุมกับผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม โดยในหนังสือมีรายละเอียดกำหนดการชุมนุม วัตถุประสงค์ต้องการเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง ขอความอนุเคราะห์ในการใช้ช่องจราจร 1 ช่องทาง ต่อมา สน.ชนะสงคราม ได้แจ้งกลับว่าการชุมนุมมีลักษณะต้องห้ามตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่การชุมนุมวันที่ 21 พ.ค. 2561 พบว่าภายใน ม.ธรรมศาสตร์ มีการเตรียมเวทีและอุปกรณ์ โดยมีแกนนำสับเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย มีการพูดเชิญชวนให้ไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่ คสช. ต่อมาประตูรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ ได้ถูกล็อก โดยมีผู้ชุมนุมบางคนตัดกุญแจออก
ต่อมา 22 พ.ค. 2561 ช่วงเช้าแกนนำได้เจรจากับ พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน ผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม ก่อนมีผู้ชุมนุมออกไปทางประตูหอประชุมศรีบูรพา ไปบริเวณถนนหน้าพระธาตุ ก่อนมีการยึดยื้อกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุม แต่ไม่มีผล จากนั้นผู้ชุมนุมได้ถอยกลับและแยกย้ายไป โดยมีผู้ชุมนุมที่แยกย้ายได้ไปรวมตัวที่บริเวณหน้ากองสลากเก่า โดยมี อานนท์ จำเลยที่ 4 และ ชลธิชา จำเลยที่ 12 เป็นแกนนำเดินขบวน
จนผู้ชุมนุมเดินถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปหยุดที่บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ เวลาประมาณ 14.02 น. รถไม่สามารถสัญจรได้ และบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์มีการปิดกั้นโดยตำรวจ โดยมี พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ ประกาศว่าการชุมนุมผิดกฎหมาย ห้ามผู้ชุมนุมเข้ารอบบริเวณทำเนียบฯ ในรัศมี 50 เมตร และขอให้สลายการชุมนุมภายใน 15 นาที ผู้ชุมนุมบางส่วนได้แยกย้าย เหลือแกนนำคือจำเลยที่ 2-5 และที่ 12 โดยได้ขอเจรจาอ่านแถลงการณ์ ก่อนที่ตำรวจจะได้เข้าจับกุม
- ข้อหาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ และ พ.ร.บ.การจราจรฯ
เห็นว่าขณะเกิดเหตุ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ประกาศใช้ มาตรา 44 ได้รับรองสิทธิการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ยกเว้นให้จำกัดสิทธิโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น
มาตรา 26 มีเงื่อนไขการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล โดย
- ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม
- ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และ
- ต้องไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล
พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มีขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมต้องแจ้งการชุมนุมต่อสถานีตํารวจท้องที่ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง
จากการสืบพยานได้ความว่า ชลธิชา จำเลยที่ 12 ได้แจ้งการชุมนุมต่อ สน.ชนะสงคราม ว่าจะมีการชุมนุมในวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เป็นไปตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ แล้ว
แม้ พ.ต.อ.จักรกริศน์ จะแจ้งกลับว่าการชุมนุมเข้าลักษณะขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และได้ข้อเท็จจริงว่า การชุมนุมไม่ได้รับอนุญาต แต่ปรากฏในภายหลังว่า คำสั่งดังกล่าวได้ถูกยกเลิกแล้ว จึงไม่เข้าลักษณะความผิด รับฟังได้ว่า การชุมนุมดังกล่าวได้แจ้งการชุมนุมโดยชอบตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ แล้ว
ส.ต.ต.ศรัณย์ อู่ทรัพย์, ส.ต.ท.วิษณุ บุญสิทธิ์, ส.ต.ท.ประภาส ศรีอาษา, ส.ต.ต.เจด็จ แก้วถาวร และ ส.ต.ต.ธาดา แต่เจริญ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า เป็นตำรวจที่ไปตั้งแผงเหล็กกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลจนเกิดการดึงดันเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
ในส่วนรถกระบะที่บรรทุกเครื่องขยายเสียง พ.ต.อ.ประจักษ์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จากการรวบรวมสำนวนไม่พบว่ามีใครได้รับบาดเจ็บจากการถูกรถชน สอดคล้องกับ ส.ต.ต.ธาดา ที่เบิกความว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ มีแค่ยึดยื้อกันเล็กน้อย
พ.ต.ท.ชัยนาม นักไร่ และ พ.ต.ท.สุทธิโรจน์ จารุสินธุพงศ์ เบิกความสอดคล้องกันว่ามีผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน ไม่สามารถเข้าไปยัง ม.ธรรมศาสตร์ ได้ เพราะพนักงานตำรวจได้นำแผงเหล็กมากั้น อานนท์ จำเลยที่ 4 และ ชลธิชา จำเลยที่ 12 เป็นแกนนำนำผู้ชุมนุมไปยังบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปหยุดที่บริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ มีตำรวจกั้นถนนด้วยแผงเหล็ก ทำให้รถสัญจรไม่ได้ และ พ.ต.อ.ประจักษ์ ยังรับกับทนายจำเลยว่าถนนราชดำเนินมีช่องทางเดินรถหลายช่องทาง
เห็นว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 ไม่ได้กีดขวางการจราจร กีดขวางทางเข้าออกหน่วยงานรัฐและสถานศึกษา จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ผู้ชุมนุมขอใช้ช่องจราจร 1 ช่องทางตามที่ได้แจ้ง ส่วนผู้ชุมนุมอื่นที่เหลือ ก็เดินตามบาทวิถี เมื่อล้นมาก็เกินเพียง 1 ช่องทาง ซึ่งตามปกติของการเดินขบวนก็อาจมีการล้นได้
สอดคล้องกันกับที่ณัฏฐา จำเลยที่ 2 เบิกความว่า ได้เรียกรถแท็กซี่ไปก่อนเดินไปยังหน้าองค์การสหประชาชาติ เห็นว่าถนนสัญจรได้ ยกเว้นเส้นถนนสะพานมัฆวานรังสรรค์ซึ่งมีการปิดกั้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสิบแปดเดินขบวนในลักษณะกีดขวางการจราจร ไม่ให้ความร่วมมือในการดูแลการชุมนุม หรือทำให้ผู้ได้รับความเสียหายโดยคาดหมายไม่ได้ตามสมควร
- ข้อหามาตรา 116, มาตรา 138 และ มาตรา 216
พ.อ.บุรินทร์ เบิกความว่ากลุ่มจำเลยปราศรัยขับไล่รัฐบาล และ คสช. ไม่ให้กองทัพบกสนับสนุน คสช. ไม่ให้ทหารปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา สร้างความกระด้างกระเดื่องในหมู่ทหาร ซึ่งพยานได้รับแจ้งมาจากการรายงานของฝ่ายข่าวอีกที จึงเป็นพยานบอกเล่าอีกทอดหนึ่ง
เมื่อพิจารณาคำปราศรัยจากการถอดเทปคำปราศรัยและคลิปวิดีโอของพนักงานสืบสวน เห็นว่าการปราศรัยทั้งหมดของจำเลย หมายถึง ต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้งเป็นไปตามที่ได้แจ้งการชุมนุม มีการปราศรัยบอกขั้นตอนกับผู้ชุมนุมในการใช้สิทธิโดยสงบ การชุมนุมมีการชักชวนโดยเปิดเผย ไม่ได้เกณฑ์กลุ่มคน เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ทางการเมือง พยานโจทก์หลายปากต่างยอมรับว่า การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้กำลังทำลายทรัพย์สิน
เห็นว่า วัตถุประสงค์ของผู้ชุมนุมต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้ง เมื่ออ่านแถลงการณ์เสร็จก็ยอมให้จับแต่โดยดี หลังการชุมนุม คสช. ได้จัดการเลือกตั้ง และแกนนำก็ไม่ได้กลับมาชุมนุมเรียกร้องอีก แสดงให้เห็นเจตนาว่าต้องการเรียกร้องการเลือกตั้ง แม้มีการบาดเจ็บจากการยื้ดยุดแผงเหล็กก็เป็นปกติธรรมชาติของการชุมนุม
การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, มาตรา 138 และเมื่อการชุมนุมชอบแล้ว เมื่อมีการสั่งให้ยุติแล้วผู้ชุมนุมไม่เลิก ก็ย่อมไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 216 เพราะการชุมนุมไม่เป็นความผิดแต่แรก
- ข้อหาลักทรัพย์
โจทก์มีฐิติพงศ์ สมบูรณ์ศิลป์ เบิกความว่า เห็นว่ามีการต่อสายไฟจากตู้ไฟของการไฟฟ้านครหลวงไปใช้กับเต็นท์ของผู้ชุมนุม แต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลใดเป็นผู้ต่อสายไฟ ซึ่งอาจจะไม่ใช่จำเลยทั้งสิบแปดก็ได้ กฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งข้อสงสัยให้แก่จำเลย
ในการใช้เงินแก่การไฟฟ้านครหลวง เห็นว่าเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา ตาม ป.วิ.อาญามาตรา 46 เมื่อคดีอาญาฟังได้ว่าจำเลยไม่ผิดฐานหลักทรัพย์ จึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อการไฟฟ้านครหลวง ไม่ต้องใช้เงิน
- ข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ชลธิชา จำเลยที่ 12 ได้แจ้งการชุมนุมแล้วและในหนังสือมีรายละเอียดการใช้รถกระบะบรรทุกเครื่องขยายเสียง การใช้เสียงต้องขอผู้อำนวยการเขตท้องที่ แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการขออนุญาต ลำพังการแจ้งการชุมนุมกับสถานีตำรวจท้องที่ ไม่ถือว่าเป็นการแจ้งขอใช้เสียงตามกฎหมายแล้ว
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบแปดมีความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับทางอาญาคนละ 200 บาท ส่วนข้อหาอื่น ๆ ให้ยก ที่อัยการโจทก์ขอให้นับโทษต่อในส่วนของจำเลยที่ 1-8 เนื่องจากคดีนี้ไม่ได้ลงโทษจำคุกจึงไม่สามารถนับโทษต่อได้ ยกคำขอดังกล่าวและยกคำขอส่วนแพ่งที่ให้ใช้หนี้ละเมิด
ทั้งนี้หลังฟังคำพิพากษา เอกชัยพยายามท้วงติงว่าตนไม่ได้จับไมค์หรือใช้เครื่องขยายเสียงในการชุมนุมดังกล่าวแต่อย่างใด รวมทั้งไม่ใช่จำเลยทุกคนที่ถูกฟ้องในข้อหานี้ เนื่องจากไม่ใช่ผู้ปราศรัย แต่ศาลลงโทษในข้อหานี้ต่อจำเลยทุกคน
สำหรับคดี UN62 ของแกนนำนี้ นับเป็นคดีสุดท้ายในกลุ่มคดีของการชุมนุม “คนอยากเลือกตั้ง” ที่ประชาชนได้รวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ออกจากอำนาจ และจัดการเลือกตั้ง โดยก่อนหน้านี้ในคดี MBK39, RDN50, ARMY57 ศาลก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการชุมนุมไม่เป็นการยุยงปลุกปั่นเช่นเดียวกับคดีนี้ และสิ้นสุดลงทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ในคดี UN62 ยังต้องติดตามว่าจะมีการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อหรือไม่
