รายงานพิเศษจาก World Economic Forum คนหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังเลือกเส้นทางอาชีพจาก “ความหลงใหล” มากกว่าข้อมูลความต้องการจริงของตลาดแรงงาน สะท้อนผ่านกรณีศึกษาจากลัตเวีย ที่คนหนุ่มสาวยังคงมุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และงานบริการ ขณะที่สาขายุทธศาสตร์อย่างพลังงาน โลจิสติกส์ และการผลิตกลับขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง
- คนหนุ่มสาวในลัตเวียกำลังมุ่งความสนใจไปที่อาชีพที่ดูโดดเด่นและขับเคลื่อนด้วยความหลงใหลเป็นหลัก ในขณะที่ภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กลับได้รับความสนใจในระดับต่ำ
- เนื่องจากการเข้าถึงคำปรึกษาด้านอาชีพแบบมืออาชีพมีอยู่อย่างจำกัดมาก และโอกาสในการหาประสบการณ์ทำงานก็หาได้ยาก เด็กจบใหม่จึงต้องพึ่งพาพ่อแม่ กลุ่มเพื่อน และความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าการใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิต
- แม้ว่า AI จะส่งผลกระทบต่อโลกการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องนี้กลับแทบไม่มีการพูดถึงในการแนะแนวอาชีพในโรงเรียน ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ขาดการเตรียมพร้อมต่อการหยุดชะงักของงานระดับเริ่มต้น (entry-level) และการคว้าโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต

คนหนุ่มสาวแลตเวียในปัจจุบันมีแนวโน้มเลือกอาชีพตามความชอบส่วนบุคคล มากกว่าอาชีพในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ตลาดแรงงานกำลังขาดแคลน | ภาพจาก: Unsplash/Vitaly Gariev
ทั่วโลก ทั้งรัฐบาล นายจ้าง และนักการศึกษาต่างกำลังเผชิญกับคำถามเดียวกัน นั่นคือ เราจะเตรียมความพร้อมให้กับคนรุ่นใหม่อย่างไร ในเมื่อตลาดแรงงานกำลังถูกเขย่าด้วยปัจจัยหลายด้านพร้อมๆ กัน ทั้งจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ผลการศึกษาใหม่จากโครงการเร่งรัดการศึกษาแห่งลัตเวีย (Latvian Education Accelerator) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโครงการเร่งรัดของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้ฉายภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แรงผลักดันระดับโลกเหล่านี้ส่งผลกระทบในระดับประเทศอย่างไร และเหตุใด "การแนะแนวอาชีพ" จึงกลายเป็นประเด็นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
จากผลสำรวจที่เป็นตัวแทนของระดับประเทศผ่านกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาเกือบ 5,000 คน (อายุ 15-19 ปี) ซึ่งจัดทำขึ้นในช่วงปลายปี 2024 และปลายปี 2025 ข้อมูลชี้ให้เห็นถึง 4 แนวโน้มที่กำลังก่อตัวขึ้นพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกควรให้ความสนใจ ไม่ใช่เพียงแค่ในลัตเวียเท่านั้น
นี่คือ 4 แนวโน้มจากการสำรวจเกี่ยวกับการเลือกอาชีพในระยะเริ่มต้นของเยาวชนลัตเวีย
1. ความคาดหวังในอาชีพสวนทางกับความต้องการทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

ภาพจาก: ERDA
จากข้อมูลการสำรวจในช่วง 2 ปีแรก ชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องที่ชัดเจนและเรื้อรังระหว่างความทะเยอทะยานในอาชีพของคนรุ่นใหม่กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจริง โดยมีสัญญาณเริ่มต้นที่บ่งบอกว่าช่องว่างนี้อาจกำลังขยายกว้างขึ้น
ความสนใจในด้านการประกอบธุรกิจ การเงิน เศรษฐศาสตร์ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เมื่อพิจารณาจากบทบาทสำคัญของสาขาเหล่านี้ต่อผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันในยุค AI และที่น่ากังวลคือตัวเลขความสนใจนี้ยังลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน ความสนใจส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กีฬา และการบริการด้านความงาม ซึ่งแม้จะเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญทางสังคมและวัฒนธรรม แต่กลับมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และการจ้างงานโดยรวม
สาขาวิชาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น พลังงาน การขนส่ง โลจิสติกส์ และการผลิต กลับได้รับความสนใจจากนักเรียนในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นรากฐานสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรม
นี่ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมหรือความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ แต่มันคือสัญญาณบ่งชี้ทางโครงสร้างว่า ความทะเยอทะยานในอาชีพถูกหล่อหลอมด้วย "การมองเห็น" และ "เรื่องเล่า" มากกว่าสัญญาณจากตลาดแรงงานจริง เราแทบจะไม่เห็นอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นวิศวกรหรือช่างไฟฟ้า และเหล่านักธุรกิจในสายงานการผลิตก็ไม่ค่อยได้รับรางวัลออกรายการโทรทัศน์ในช่วงเวลาไพรม์ไทม์
เมื่อเวลาผ่านไป ช่องว่างระหว่างความคาดหวังและโอกาสที่เกิดขึ้นจริงนี้ จะกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจมองข้ามได้
2. การเข้าถึงคำแนะนำด้านอาชีพอย่างมืออาชีพมีจำกัด

ภาพจาก: ERDA
ในขณะที่การตัดสินใจเลือกอาชีพมีความซับซ้อนมากขึ้น การเข้าถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญกลับมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ
ในประเทศลัตเวีย มีนักเรียนเพียง 17% เท่านั้นที่ระบุว่าเคยได้มีโอกาสพูดคุยแบบส่วนตัวกับที่ปรึกษาด้านอาชีพในโรงเรียน ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่มีตัวเลขสูงถึงกว่า 55% โดยในกลุ่มประเทศเหล่านั้น มักจะเริ่มมีการให้คำแนะนำด้านอาชีพตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะมีอายุครบ 15 ปีเสียอีก
ความแตกต่างนี้ชี้ให้เห็นว่า การเข้าถึงระบบสนับสนุนด้านอาชีพที่ไม่เท่าเทียมกันนั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต
ในทางกลับกัน เยาวชนส่วนใหญ่กลับต้องพึ่งพาพ่อแม่และเพื่อนฝูงเป็นหลัก แม้เครือข่ายความสัมพันธ์เหล่านี้จะมีคุณค่าอย่างยิ่ง แต่พวกเขาก็มักจะขาดข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับความต้องการทักษะของตลาด อาชีพใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น หรือความเปลี่ยนแปลงจากการถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทรกแซง (Technological disruption)
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การที่เยาวชนขาดความทะเยอทะยาน แต่เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของ "ภาพจำ" แทนที่จะเป็น "ข้อมูลจริง" ซึ่งรูปแบบดังกล่าวส่งผลให้โอกาสที่ความต้องการของบุคคลกับความต้องการของตลาดจะสวนทางกันมีสูงขึ้น นำไปสู่ปัญหาการต้องกลับมาฝึกทักษะใหม่ (re-training) หรือการหลุดออกจากตลาดแรงงานในอนาคต
3. การพูดคุยเรื่อง AI ในโรงเรียนแทบไม่มีให้เห็น
ปัจจุบัน AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบงาน บทบาทในระดับเริ่มต้น (entry-level roles) และความต้องการทักษะในแทบทุกภาคส่วน แต่ผลสำรวจกลับชี้ให้เห็นว่ามีนักเรียนเพียง 8% เท่านั้นที่มีโอกาสได้พูดคุยในโรงเรียนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการที่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงานและอาชีพต่างๆ
นักเรียนส่วนใหญ่เข้าใจโดยสัญชาตญาณอยู่แล้วว่า AI จะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่พวกเขายังขาดคือความชัดเจนว่าทักษะใดที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น บทบาทใดที่จะวิวัฒนาการไปอย่างไร และจะวางตำแหน่งตนเองอย่างไรในระบบเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี
หากขาดการสนทนาอย่างมีโครงสร้าง AI จะกลายเป็นแหล่งที่มาของความวิตกกังวลแทนที่จะเป็นเครื่องมือในการสร้างความสามารถ (Agency) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งก้าวแรกในการเข้าสู่ตลาดแรงงานมักจะเป็นก้าวที่เผชิญกับการถูกระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่และการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานมากที่สุด
4. ความต้องการหาประสบการณ์ทำงานมีสูงเกินกว่าตำแหน่งที่เปิดรับ
คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นที่จะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานตั้งแต่เนิ่นๆ ทว่าเกือบครึ่งหนึ่งของนักเรียนที่พยายามฝึกงานหรือหางานทำในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนกลับไม่สามารถหาตำแหน่งงานได้ โดยสาเหตุหลักมาจากบรรดานายจ้างเปิดรับบุคลากรในจำนวนที่น้อยมาก
นี่ถือเป็นโอกาสที่หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย เพราะการได้รับประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเปลี่ยน "แนวคิดเรื่องอาชีพที่จับต้องไม่ได้" ให้กลายเป็น "ความเข้าใจที่ถ่องแท้และเป็นรูปธรรม" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผู้คนมักมองข้ามแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในเชิงยุทธศาสตร์
เหตุผลที่ประเด็นนี้สำคัญในปัจจุบัน
ผลการสำรวจเหล่านี้ปรากฏขึ้นในจังหวะเวลาที่การหารือระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ "ทักษะ" ในฐานะเสาหลักของความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ
รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) แสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจะเข้ามาทั้งทดแทนและสร้างบทบาทหน้าที่ใหม่ๆ ขึ้นมา แต่สิ่งที่ถือเป็น "ตัวแปรตัดสิน" ที่สำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการปรับตัวของทักษะ (Skills Adaptability) ในขณะเดียวกัน การแตกตัวของภูมิรัฐศาสตร์ ความจำเป็นด้านการป้องกันประเทศ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังทำให้ทุกภาคส่วนหันกลับมาให้ความสำคัญกับศักยภาพทางอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และความเชี่ยวชาญทางเทคนิคอีกครั้ง
หากคนรุ่นใหม่พากัน "ปฏิเสธ" สาขาอาชีพเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เพียงเพราะขาดการมองเห็นและขาดการแนะแนว ไม่ใช่เพราะการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน ประเทศต่างๆ ก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเผชิญกับ "ช่องว่างด้านขีดความสามารถในระยะยาว" ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขให้จบลงได้ในระยะเวลาอันสั้น
จากความคาดหวัง สู่ความสอดคล้อง

ภาพจาก: ERDA
บทเรียนจากลัตเวียยังได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการตอบสนองที่นำไปปฏิบัติได้จริงและสามารถขยายผลได้ ดังนี้
- การศึกษาด้านอาชีพต้องเริ่มต้นให้เร็วขึ้นและทำอย่างต่อเนื่องครับ การแนะแนวเพียงครั้งเดียวในช่วงท้ายของระดับมัธยมศึกษานั้นไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
- การแนะแนวอาชีพควรได้รับการปฏิบัติในฐานะ "โครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure) ที่จำเป็น ไม่ใช่เพียงแค่ส่วนเสริมที่เป็นทางเลือก การเข้าถึงที่ปรึกษาที่ผ่านการฝึกอบรม ข้อมูลตลาดแรงงานที่ทันสมัย และการสร้างความร่วมมือกับนายจ้างอย่างเป็นระบบ คือกุญแจสำคัญ
- การรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) ควรกลายเป็นเรื่องปกติในการสนทนาเรื่องอาชีพ เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจว่าเทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนภารกิจ (Tasks) การสร้างมูลค่า และทักษะความเป็นมนุษย์อย่างไรบ้าง
- ในส่วนของนายจ้างเองก็มีบทบาทสำคัญที่ต้องทำ แม้จะเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนการฝึกงานหรือรับนักศึกษาเข้าทำงานในช่วงฤดูร้อนเพียงเล็กน้อยในแต่ละบริษัท แต่การกระทำเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคนรุ่นใหม่ และยังช่วยสร้าง "ท่อน้ำเลี้ยง" สำหรับบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ภาคส่วนที่กำลังขาดแคลนแรงงานได้เป็นอย่างดี
การปรับมุมมองการเลือกอาชีพผ่านแนวคิด "อิคิไก" (Ikigai)
แนวคิดหนึ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับมุมมองเรื่องนี้ คือแนวคิด "อิคิไก" (Ikigai) ของญี่ปุ่น ซึ่งมักถูกอธิบายว่าเป็นจุดตัดของ 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ สิ่งที่เรารัก (what you love), สิ่งที่เราถนัด (what you are good at), สิ่งที่โลกต้องการ (what the world needs) และสิ่งที่จะสร้างรายได้เลี้ยงชีพเราได้ (what you can be paid for)
การสำรวจชี้ให้เห็นว่า เยาวชนจำนวนมากมีความเข้าใจที่ชัดเจนในมิติแรก นั่นคือ "ความหลงใหล" (Passion) ของตนเอง แต่กลับได้รับการสนับสนุนน้อยมากในการสำรวจมิติอื่นๆ ของชีวิต การสร้างสมดุลใหม่นี้ไม่ได้หมายถึงการไปบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์หรือความสนใจด้านกีฬา เพราะพื้นที่เหล่านั้นยังคงสำคัญต่อการพัฒนาทางร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา เพียงแต่ในความเป็นจริง พื้นที่เหล่านี้มักไม่ได้เป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการประกอบอาชีพหลัก
การช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าความสนใจของพวกเขาสามารถเชื่อมโยงกับ "ความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคม" ในวงกว้างได้อย่างไรนั้น ไม่ใช่การจำกัดทางเลือกให้แคบลง แต่เป็นการทำให้ทางเลือกที่พวกเขาตัดสินใจนั้น "ยั่งยืน" ในระยะยาว
