Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. We Watch ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม จัดเวทีแถลงข่าว “ข้อค้นพบหลังการเลือกตั้งโดยเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม” ชำแหละพิรุธ "ระบบล่ม-ดีลโยกย้าย-ฟ้องปิดปาก”

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมพูลแมน จี สีลม มูลนิธิวีวอทช์ (We Watch) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม จัดเวทีแถลงข่าว “ข้อค้นพบหลังการเลือกตั้งโดยเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม” เพื่อเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและความผิดปกติที่เกิดขึ้นในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนจาก 5 องค์กรหลักร่วมนำเสนอข้อมูล ได้แก่ มูลนิธิวีวอทช์, ไอลอว์ (iLaw), เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL), ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และโคแฟค (CoFact Thailand) ดำเนินรายการโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย จากสำนักข่าว The Reporters

การแถลงข่าวเริ่มต้นด้วยการเปิดภาพรวมปัญหาโครงสร้างของการเลือกตั้งโดย พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทช์ ซึ่งกล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจจุบันมีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ แต่กลับขาดกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ยึดโยงกับประชาชน และชี้ถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการหลายประการ ทั้งความผิดพลาดของเอกสารคู่มือ แอปพลิเคชันที่แสดงข้อมูลคลาดเคลื่อน และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย นอกจากนี้ ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือจำนวนบัตรเสียที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.9 ล้านใบ ตลอดจนการทำลายหลักการลงคะแนนลับ ด้วยการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกนำมาใช้ตรวจสอบย้อนหลังและข่มขู่ประชาชนในพื้นที่ วีวอทช์ยังได้รับรายงานการทุจริตซื้อเสียงอย่างโจ่งแจ้งในหลายจังหวัด พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปที่มาของ กกต. และนำเทคโนโลยีที่โปร่งใสมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ในส่วนของการรายงานผลคะแนน กัลยกร สุนทรพฤกษ์ และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากไอลอว์ ได้นำเสนอหลักฐานความผิดปกติของระบบ ECT Report 69 ตลอด 24 ชั่วโมงหลังปิดคูหา ไอลอว์พบว่าการรายงานผลไม่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะการที่ระบบหยุดชะงักไปถึง 2 ครั้ง (Gap 1 และ Gap 2) รวมเวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่งในช่วงเวลาที่มีผู้ติดตามสูงสุด ก่อนที่คะแนนจะถูกเทเข้ามาในระบบเป็นก้อนใหญ่กว่า 17 ล้านคะแนน นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติทางสถิติ เช่น สัดส่วนคะแนนของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกรายงานเข้ามาในช่วงแรกสูงเกินจริง ในขณะที่คะแนนของพรรคประชาชนจากเขตฐานเสียงหลักกลับไม่มีการรายงานในช่วงเดียวกัน  ไอลอว์ยังพบปรากฏการณ์ "บัตรเขย่ง" หรือผลต่างระหว่างบัตรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อที่คลาดเคลื่อนเกือบล้านใบ และการปรับลดคะแนนผู้สมัครกลางดึกกว่า 2,157 กรณี ซึ่งส่งผลให้มีผู้ชนะพลิกโผหลังระบบกลับมาทำงานถึง 24 เขต ก่อนที่ กกต. จะสั่งปิดเว็บไซต์และเปลี่ยนไปใช้การรายงานผลผ่านไฟล์ PDF ซึ่งเป็นการสร้างอุปสรรคต่อการตรวจสอบของภาคประชาชน

ขณะเดียวกัน ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล และณัชปกร นามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ได้เจาะลึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างผลการเลือกตั้งและกลไกอำนาจรัฐ โดยชี้ให้เห็นถึงคำสั่งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลให้ปลัดอำเภอจำนวนมากเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต (ผอ.เขต) ข้อมูลสถิติของ CALL ระบุว่าในพื้นที่ 68 เขตเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับรายชื่อข้าราชการที่ถูกโยกย้าย และพบความผิดปกติของตัวเลขบัตรเขย่งที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรี

ด้านผลกระทบทางกฎหมายและการละเมิดสิทธิ นรเศรษฐ์ นาหนองตูม จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า หลังการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องปิดปาก (SLAPP) ประชาชนที่ออกมาตั้งคำถามอย่างรุนแรง ที่น่าตกใจคือการนำข้อหา "อั้งยี่-ซ่องโจร" ซึ่งเป็นกฎหมายความมั่นคงที่ไม่ได้ใช้ในลักษณะนี้มานานกว่าทศวรรษ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาใช้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้เรียกร้องให้ตรวจสอบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ศูนย์ทนายฯ ชี้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว และทำให้สถิตินักโทษทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับกระบวนการสืบสวนข้อร้องเรียนการเลือกตั้งของ กกต. ที่ล่าช้าและไม่มีความคืบหน้า

ปิดท้ายด้วยประเด็นสงครามข้อมูลข่าวสาร กุลธิดา สามะพุทธิ จากโคแฟค (CoFact Thailand) ได้เปิดเผยชุดข้อมูลข่าวลวง (Disinformation) จำนวน 33 ชุด ที่แพร่ระบาดหนักในช่วงการเลือกตั้ง โคแฟคพบว่ามีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตัดต่อภาพและเสียงเพื่อสร้างข้อมูลเท็จโจมตีผู้สมัคร โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่พรรคประชาชนในประเด็นที่ละเอียดอ่อน และการปล่อยข่าวโจมตีองค์กรตรวจสอบอย่างไอลอว์ นอกจากนี้ยังพบการขับเคลื่อนข้อมูลเท็จผ่านกลุ่มแฟนด้อมของพรรคการเมือง รวมถึงการใช้ถ้อยคำที่ลดทอนคุณค่าและคุกคามทางเพศต่อนักการเมืองหญิง

ตอนท้ายของการแถลงข่าว เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมทั้ง 5 องค์กรได้ยืนยันร่วมกันว่า ข้อมูล ข้อเท็จจริง และสถิติที่นำมาเปิดเผยในวันนี้ เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีความบกพร่อง ไม่โปร่งใส และจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างอิสระ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง