กกพ. เคาะค่าไฟฟ้าเฉลี่ย พ.ค.-ส.ค. 69 ขึ้นอีก 7 สตางค์ต่อหน่วย จาก 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ตามค่าเอฟทีที่ปรับขึ้น หลังจากใช้กลไก Claw back ช่วยปรับลดค่าไฟแล้ว ระบุหากรัฐบาลมีนโยบายตรึงค่าไฟเอาไว้อัตราเดิมต้อง จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน - กบน.ตรึงราคาแอลพีจีต่อ 2 เดือน สิ้นสุด พ.ค. 69 - ไปรษณีย์ไทย ตรึงราคาค่าขนส่งถึง 15 เม.ย. 69 ก่อนปรับค่าบริการบางรายการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 69 จนกว่าสถานการณ์จะปกติ
1 เมษายน 2569 Energy News Center รายงานว่า ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า การกำหนดค่าเอฟที ในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่กำหนดให้ กกพ. สามารถนำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (เงิน Claw back) มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป
“กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว
สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น โดยพบว่า ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ต้องเรียนว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน”
ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน
“การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป
สำนักงาน กกพ. ขอเน้นย้ำว่า ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการลดอุณหภูมิ รวมถึงตู้เย็นที่ต้องทำงานถี่ขึ้นเพื่อรักษาความเย็นภายในเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้า ในแต่ละเดือนปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)
สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทาง “5 ป.” ได้แก่ ปลด ปิด ปรับ เปลี่ยน และปลูก โดยเฉพาะการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในระดับที่เหมาะสม และการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ในระยะยาว
กบน.ตรึงราคาแอลพีจีต่อ 2 เดือน สิ้นสุด พ.ค. 69
สำนักข่าวไทย รายงานว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติวานนี้ (31 มี.ค.) อุดหนุน ดีเซล บี7 ในอัตรา 3.13 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคา บี7 หน้าปั๊มไม่ขยับขึ้น ราคาอยู่ที่ 40.74 บาทต่อลิตร โดยหากลอยตัว กองทุนฯ ไม่ร่วมดูแลราคาก็จะขยับไปกว่า 62.63 บาท และยังเพิ่มการอุดหนุน บี 20 เป็น 24.11 บาทต่อลิตร เพื่อให้ราคาแตกต่างจากบี 7 ในอัตรา 5 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ กบน. ขยายเวลาตรึงราคา LPG คงไว้ที่ 423 บาทต่อถัง ขนาด 15 กก. จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม หลังจากเดิมสิ้นสุดตรึงราคานี้ สิ้นเดือนมีนาคม 69
ทั้งนี้ กบน .ใช้มาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม แต่วันที่ 1 มีนาคม 2566 หรือกว่า 3 ปีแล้ว เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน อย่างไรก็ตาม หากไปดูตามตลาด พบว่าช่วงเริ่มต้นมาตรการตรึงราคา LPG ราคาข้าวแกงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35–50 บาท แต่ราคาปัจจุบันขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ 45–60 บาท สำหรับกับข้าว 1-2 อย่าง และล่าสุดจากเหตุการณ์ด้านต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบขึ้น จากผลกระทบสงครามก็ทำให้ผู้ค้าบางส่วน ปรับราคาขึ้นอีกประมาณ 5 บาทต่อรายการ
จากภาระกองทุนน้ำมันซึ่งดูแลทั้งราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม อย่างยาวนาน ทำให้ข้อมูล ณ วันที่ 29 มีนาคม 2569 กองทุนฯ มีสถานะสุทธิติดลบ 42,148 ล้านบาท โดยแบ่งออกบัญชีน้ำมัน ติดลบ 4,833 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม ติดลบ 37,315 ล้านบาท และการอุดหนุนที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้เงินไหลออกเฉียด 1,600 ล้านบาทต่อวัน
ทั้งนี้ เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน จากผลกระทบสงคราม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เตรียมปรับแผนลดค่าครองชีพเป็น "ไทยช่วยไทยพลัส" เป็นการรวมคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการฯ เข้าด้วยกัน, ทบทวนเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 100 บาท ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ สามารถใช้จ่ายในระบบของร้านค้าคนละครึ่งได้ คาดเริ่มดำเนินเดือนพฤษภาคม และเตรียมขยายเพดานกู้เงินกองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท โดยจะมีการออก พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งการอุดหนุนราคาน้ำมันนั้นยังดำเนินการบางส่วน โดยกองทุนน้ำมันแต่เปลี่ยนแนวทางอุดหนุนเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ส่วนจะลดภาษีน้ำมันในอัตราเท่าใดนั้น ยังไม่มีการเปิดเผย
ไปรษณีย์ไทย ตรึงราคาค่าขนส่งถึง 15 เม.ย. 69 ก่อนปรับค่าบริการบางรายการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 69 จนกว่าสถานการณ์จะปกติ
Thai PBS รายงานว่า ด้วยสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ผู้ให้บริการขนส่งประกาศปรับราคาค่าขนส่งตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีผลกระทบต่อ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายให้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน
นายพชร กล่าวว่า กระทรวงดีอีมอบนโยบายให้ ปณท. พิจารณาชะลอการปรับอัตราค่าขนส่งต่าง ๆ ออกไปก่อน โดยหากปรับราคาค่าขนส่ง จะต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เพื่อให้เป็นทางเลือกของประชาชนในการใช้บริการ
ดังนั้น ปณท. จะตรึงราคาค่าขนส่งในช่วงปัจจุบันที่ใกล้กับเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก ไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 ก่อนจะปรับราคาค่าบริการเฉพาะบางรายการเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะปกติ
สำหรับค่าบริการที่จะปรับขึ้นเป็นบริการเชิงพาณิชย์ คือ EMS และ e-CoPost ขณะที่ในส่วนของบริการพื้นฐาน เช่น จดหมาย ไปรษณีย์ภัณฑ์ ของตีพิมพ์ ลงทะเบียน และ พัสดุ จะไม่ปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด
"ด้วยสถานการณ์ของการปรับขึ้นราคาค่าขนส่งในปัจจุบัน จากต้นทุนที่สูงขึ้น รมว.ดีอี แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน โดยมอบนโยบายให้ ปณท.ยังคงตรึงราคาค่าขนส่งในราคาเดิมออกไปจนกระทั่งถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล ที่ประชาชนใช้บริการขนส่งมากกว่าปกติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยหากปรับขึ้นราคาจะต้องมีผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด" นายพชร กล่าว
