รมว.กลาโหมตอบประเด็นทหารอาสาจะเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้กำลังพลพอและมีเงินสะสมหลังปลด พัฒนาทักษะวิชาชีพ มีโอกาสรับราชการทหารต่อ มีการใช้อาวุธที่ผลิตในประเทศแล้ว แต่ สว.ติงไทยพึ่งอาวุธนำเข้าถึง 85% ต้องหันมาพึ่งในประเทศมากกว่านี้
10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงในนโยบายด้านความมั่นคงที่ถูกอภิปรายว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นให้ชายแดนมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบทั้งยาเสพติด ธรรมชาติ และสแกมเมอร์
พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่าเขามีแนวคิดเรื่องความมั่นคงชายแดนว่ากำลังพลชายแดนควรต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีคือ มีความสะดวกสบายพอควรแกสภาพและหน้าที่ความรับผิดชอบ คือมีน้ำดื่ม มีไฟ และเส้นทางเข้าถึงพื้นที่ในการส่งกำลังบำรุงและพยาบาล มีสัญญาณโทรศัพ์ที่ดี
นอกจากนั้นจะพัฒนากองทัพให้พร้อมกับภัยภัยคุกคามทั้งด้านเทคโนโลยี การข่าว และการปฏิบัติเพื่อรับมือภัยทุกรูปแบบ โดยการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จะต้องคุ้มค่าโปร่งใสตรวจสอบได้และพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว เพราะความมั่นคงที่แท้จริงไม่ใช่แค่การมีอาวุธแต่คือความสามารถและควบคุมศักยภาพเสริมสร้างกำลังรบ ซึ่งกระทรวงกลาโหมมีหน่วยงานวิจัยและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ 2 ประเภทหลัก
- หน่วยงานในรูปแบบองค์กรมหาชนและรัฐวิสาหกิจ คือ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) และบริษัทอู่กรุงเทพ
- หน่วยงานราชการ คือ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร
หน่วยงานทั้ง 2 ประเภทแม้ว่าจะมีภารกิจใกล้เคียงกันแต่มีความมุ่งหมายต่างกันคือ DTI และบริษัทอู่ต่อเรือจะเน้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นหลักเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับประเทศและพึ่งพาตนเองในระยะยาว เช่น อาวุธต้นแบบ 9 ชนิด เช่น ระบบจรวดนำวิถี จรวดหลายลำกล้อง หุ่นยนต์ทางยุทธวิธี ยานเกราะล้อยาง ปืนใหญ่เบาขนาด 105 มม. อากาศยานไร้คนขับ เป็นต้น และยังร่วมทุนกับบริษัทเอกชนในประเทศที่สามารถผลิดอาวุธปืนและยานเกราะล้อยางส่งออกได้แล้ว
ส่วนศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศฯ ที่ทำหน้าที่ผลิตสำหรับกองทัพเป็นหลักอย่าง กระสุนชนิดต่างๆ และยาเวชภัณฑ์ ซึ่งเขาก็ได้มีประสบการณ์โอกาสที่ได้ใช้เองเมื่อปี 2554 และครั้งที่ผ่านมาก็ได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตเองไปใช้ในกองกำลังสุรนารี
รมว.กลาโหมกล่าวต่อว่า ไทยจะต้องเป็นผู้สร้างไม่ใช่แค่ผู้ใช้จะได้ไม่ต้องรับผลกระทบอย่างมาก ดังนั้นการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นการลงทุนเพื่ออธิปไตยของประเทศและอนาคตของประเทศ
พล.ท.อดุลย์ กล่าวถึงนโยบายทหารอาสาของรัฐบาลว่า มีความเห็นเหมือนกันว่าประสิทธิภาพของกำลังพลจะเกิดจากการอาสาโดยสมัครใจ อยากให้คิดว่าการอาสามาเป็นทหารคือโอกาสของชีวิต และกองทัพไทยไม่ใช่แค่กำลังรบแต่เป็นสถาบันที่สร้างคนและจะใช้ระบบที่ทำให้ทหารอาสามีคุณค่าและศักดิ์ศรีจากเดิมที่ใช้ระบบที่ถูกมองว่าเป็นหน้าที่ทำให้เสียโอกาส

อีกทั้งจะยกระดับให้ทหารได้รับโอกาสพัฒนาทักษะทั้งด้านการฝึกสมรรถภาพร่างกาย มีค่าตอบแทนสวัสดิการที่รัฐบาลเพิ่มให้พอในการดำรงชีพมีเงินสะสมหลังปลดประจำการ เพิ่มวุฒิการศึกษาและฝึกวิชาชีพตามต้องการ เช่นในเดือนนี้จะมีทหารที่เข้าร่วมโครงการและจบการศึกษาแล้วจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลอีสานประมาณ 28 นาย รวมถึงกำลังพลจะได้เลือกอาชีพหลังปลดประจำการ เช่น อยากรับราชการทหารต่อก็สามารถต่อยอดเข้าโรงเรียนนายสิบได้
รมว.กลาโหมกล่าวว่า ทหารอาสาจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเสริมความมั่นคงของประเทศ และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศในระยะยาว และเขาจะตั้งคณะทำงานพิจารณาเรื่องทหารอาสาอย่างรอบคอบประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งในและนอกกองทัพ กระทรวงพร้อมรับคำแนะนำพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นทหารอาชีพพร้อมทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
“ทุกนโยบายด้านความมั่นคงจะยึดอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นศูนย์กลางความมั่นคงของประเทศไม่ได้เกิดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือทุกภาคส่วนและกองทัพมีความพร้อมทุกมิติ”
สว.ติงกองทัพไทยพึ่งนำเข้าอาวุธถึง 85% ต้องดันให้พึ่งพาตนเองได้ 50%
นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. อภิปรายภายหลังการชี้แจงของ รมว.กลาโหมในประเด็นที่รัฐบาลมีนโยบายจะพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่เขาได้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ในอาเซียนที่ขณะนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปมีแนวโน้มแข่งขันสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์มากขึ้น เช่น สิงคโปร์ที่มีงบกลาโหมเป็น 3% ของ GDP เวียดนาม 2.3% ของ GDP แต่ไทยมีเพียงแค่ 1.4% ของ GDP เท่านั้น
นาวาตรีวุฒิพงศ์กล่าวว่ากรณีของไทยยิ่งแย่ไปกว่านั้นเพราะสัดส่วนงบประมาณลงทุนพัฒนาวิจัยของไทยมีแค่ 1.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศนำระดับเทียร์ 2 มีงบพัฒนาอยู่ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสิงคโปร์อยู่ 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อีกทั้งไทยยังนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศถึง 85% โดยเน้นไปที่เครื่องบินขับไล่ อาวุธนำวิธี ขีปนาวุธแล้วก็ Deep Tech ทั้งหลาย แต่ที่ผลิตในประเทศ 15% มียานเกราะล้อยาง เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งแต่มีไกลฝั่งที่เริ่มทำได้แล้ว และอาวุธเบาและกระสุนซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยทำได้มานานแล้วและขอว่าอย่าได้ทิ้ง
อย่างไรก็ตามในโลกที่เปลี่ยนไปจากอดีตที่ใช้อาวุธและอุปกรณ์ราคาสูงสิ้นเปลืองงบประมาณความเสี่ยงต่อกำลังพลสูง แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปสู่สงครามอสมมาตรมากขึ้นในอนาคตคือประเทศที่มีเทคโนโลยีต่ำมีกำลังพลน้อยสู้กับประเทศที่มีขีดความสามารถสูงได้ด้วยการใช้กำลังพลน้อยลงและบางอย่างเป็นระบบอัตโนมัติ
นาวาตรีวุฒิพงศ์กล่าวว่าไทยจะต้องพัฒนาให้พึ่งพาตัวเองได้ถึง 50% ให้ได้ในปี 2580 เรือฟริเกตที่กำลังจะต่อใหม่ก็ต้องต่อภายในประเทศได้ถึง 60-80% ไม่ใช่ล็อกสเปคไว้ไปซื้อของจากต่างประเทศ จึงขอให้กองทัพเรือมองเห็นศักยภาพเรื่องนี้ของประเทศด้วย
