กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังจากหารือเป็นการส่วนตัวกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ ถึงคดีที่มีคนร้ายลอบยิงที่บ้านพักในอ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อ 20 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า เบื้องต้นต้องขอบคุณท่านนายกฯ สำหรับช่วงที่ผ่านมาที่ได้สั่งการให้ชุดคลี่คลายคดีทำงานกันอย่างเต็มที่ จนกระทั่งมีการออกหมายจับ 5 คน ซึ่งได้จับไปแล้ว 4 คน ในเบื้องต้นก็ต้องขอบคุณท่านเรื่องนี้ อีกสองวันก็จะครบหนึ่งเดือนที่ตนถูกลอบยิง ท่านนายกฯ ได้สั่งงานให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่ สืบสวนสอบสวน พูดง่ายๆ ว่าใครทำผิดก็ต้องนำตัวมาลงโทษให้ได้
เมื่อมีคำถามว่ามีข้อกังวลอะไรที่ได้นำเรียนนายกฯ บ้าง
กมลศักดิ์ตอบว่า “5 คนนี้คือคนลงมือปฏิบัติการ แต่ว่าคนเหล่านี้ ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวสักคนหนึ่ง จึงน่าเชื่อว่าจะต้องมีคนจ้างวาน หรือสนับสนุนให้ลอบทำร้ายผม ตรงนั้นคือประเด็นสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะผม แต่ว่าคนในพื้นที่เองก็ต้องการทราบว่าแท้จริงแล้วใครอยู่เบื้องหลัง”
เมื่อมีคำถามว่ามีความมั่นใจในการสาวไปถึงผู้บงการแค่ไหน
กมลศักดิ์กล่าวว่า เบื้องต้นก็ให้ข้อมูลท่านนายกฯ ไปแล้ว แต่จะสาวไปถึงหรือไม่ ตนเข้าใจว่าในส่วนของทางคดี ก็ต้องใช้พยานหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตนเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เมื่อมีคำถามว่า กรณีนี้มีข้อมูลว่าอาจจะมีบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้อง จากการรายงานหลังปฏิบัติการ
กมลศักดิ์ตอบว่า “เรื่องบุคคลที่สามตรงนี้เราก็ได้ข้อมูลจากคนที่รับสารภาพว่ามีการรายงานไปยังบุคคลที่สาม ซึ่งบุคคลที่สามคนนั้นคือใคร ตรงนี้อย่างที่ผมบอกมันต้องอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมว่าไม่เกินความสามารถ”
เมื่อมีคำถามว่า ยังเหลือมือปืนอีกหนึ่งคนที่ยังควบคุมตัวมาไม่ได้ อาจจะสามารถคลี่ประเด็นนี้ได้ด้วยหรือไม่
กมลศักดิ์ตอบว่า “มือถืออีกคนคือวิโรจน์ ซึ่งก็คล้ายๆ กับธนพัฒน์ ถ้าจับมาได้แล้วเขาให้การรับสารภาพ เราก็ไม่บังคับขู่เข็ญ ผมเชื่อว่าพนักงานสอบสวนคงไม่บังคับขู่เข็ญ ถ้าเขาให้การรับสารภาพและก็เป็นประโยชน์ หรือขยายไปวงกว้างมากกว่า ให้การลักษณะว่ายิงจริง รับจ้างมาจากใคร ยังไง อันนี้ก็เป็นความสมัครใจของเขาที่จะให้การ ก็ยังไม่แน่ใจว่าถ้าจับได้แล้วเขาจะให้การถึงตรงนั้นหรือเปล่า”
เมื่อถามว่าตัวของ กมลศักดิ์ เองจนถึงตอนนี้ยังเป็นกังวลเรื่องอะไรหรือไม่ เขาตอบว่า “ก็ยังไม่สบายใจตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวผู้บงการ ผู้ใช้ จ้างวาน และผมเชื่อว่ามี”
ทั้งนี้ การหารือเป็นการส่วนตัวที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดการลงพื้นที่ชายแดนใต้ในวันนี้ของนายกรัฐมนตรี นี่คือการลงพื้นที่ชายแดนใต้ครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยมี 2 ประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับตาคือ การสางความคืบหน้าคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งมือยิงเป็นทหารและรถที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นรถของ กอ.รมน. รวมทั้งกรณีดรามาจากคำพูดของ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ที่พูดแสดงความคิดเห็นในคดีลอบยิง และกล่าวพาดพิงโรงเรียนสอนศาสนาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง
เช้าวันนี้ (17 เม.ย.) อับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่าตนเองขอไม่เปิดเผยข้อมูลที่ระบุถึงตัวบุคคลใด โดย สส.กมลศักดิ์ จะเป็นผู้นำเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีเอง
ผู้ดำเนินรายการจึงถามต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นจะไม่ถามเจาะจงไปถึงบุคคลใด แต่ว่าอยากรู้เพียงแค่พอรู้แล้วใช่หรือไม่ ว่าใครเป็นผู้สั่งฆ่า
รองเลขาธิการพรรคประชาชาติตอบว่า “ก็มีการติดต่อทางโทรศัพท์ที่เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อยู่ครับ ถ้าจะระบุตัวบุคคลก็สามารถที่จะทำได้”
ผู้ดำเนินรายการถามต่อไปว่า หลักฐานที่มีก็คือ หลังปฏิบัติแล้ว มือปืนต่อสายไปรายงานใครบางคน ใช่หรือไม่
รองเลขาธิการพรรคประชาชาติตอบว่า “ถูกต้องครับ ประโยคที่พูดแสดงออกชัดเจนว่ามีอำนาจในการตัดสินใจอะไรบางอย่างในพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส”
ผู้ดำเนินรายการถามต่อไปว่า ถ้ามีอำนาจในการตัดสินใจ หมายความว่าเป็นคนในเครื่องแบบใช่หรือไม่
รองเลขาธิการพรรคประชาชาติตอบว่า “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ”
ผู้ดำเนินรายการถามต่อไปว่า กลุ่มมือปืนทั้ง 4 คนได้เปิดปากแล้วใช่หรือไม่ว่าใครเป็นผู้สั่งการ
รองเลขาธิการพรรคประชาชาติตอบว่า “มีบางส่วนที่เป็นประโยชน์” เพราะฉะนั้นหลักฐานในส่วนนี้ สส.ทั้ง 4 ท่านของพรรคประชาชาติก็จำเป็นต้องนำเรียนท่านนายกฯ ว่าเราไม่อยากให้สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้มันคลุมเครือ และก็ถ้าไม่สามารถที่จะอธิบายให้กับสังคมในภาพรวมได้แสดงว่า สิ่งที่เราทำมาทั้งหมด 22 ปีที่ผ่านมา มันกำลังจะกลับไปสู่ช่วงแรกๆ ของการเกิดสถานการณ์ กลายเป็นว่าประชาชนกับรัฐไม่สามารถที่จะมอบความไว้วางใจระหว่างกันได้ เพราะตอนนี้ประชาชนเขารู้สึกว่าในเมื่อสามารถที่จะใช้กลไกของรัฐ ใช้รถของรัฐ ใช้คนของรัฐ มาลงมือกับคนที่เป็นตัวแทนประชาชนระดับ สส. ในพื้นที่ได้ และประชาชนคนธรรมดา เขาจะหวังพึ่งความยุติธรรมในชีวิตประจำวันของเขาจากใคร ความรู้สึกตรงนี้ค่อนข้างที่จะสำคัญ นายกฯ จึงควรต้องรีบแก้ไขสถานการณ์ตรงนี้ให้กลับมาปกติโดยเร็วที่สุด
