Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เตือนวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำเติมแรงงานไทย เร่งปฏิรูประบบ-ดันบำนาญถ้วนหน้า

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตที่ปรึกษาการเงินการคลัง คณะกรรมการประกันสังคม เปิดเผยว่า วิกฤติเศรษฐกิจและพลังงานในปัจจุบันกำลังซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบแรงงานไทย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานอิสระที่ขาดหลักประกันในการทำงาน

เขาระบุว่า ระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งและครอบคลุมเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้แรงงานไทยสามารถรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ พร้อมเสนอให้มีการปฏิรูประบบแรงงานและประกันสังคมครั้งใหญ่ รวมถึงการผลักดันบำนาญถ้วนหน้า และการส่งเสริมบทบาทของสหภาพแรงงาน

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครือข่ายแรงงานของพรรคประชาชนได้ผลักดันร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (ฉบับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) และร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม เพื่อยกระดับสิทธิแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพของกองทุนประกันสังคม

โฆษณา - Advertising

ทั้งนี้ แม้มีการเลือกตั้งผู้แทนผู้ประกันตนเข้าสู่คณะกรรมการประกันสังคมในปี 2566 ซึ่งช่วยเพิ่มความยึดโยงกับประชาชน แต่ยังจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติม โดยเสนอให้แยกกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพ

ในด้านโครงสร้างประชากร ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีผู้สูงอายุมากกว่า 20% และอัตราการเพิ่มประชากรติดลบต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนแรงงานลดลง ขณะที่บางภาคอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ และบางส่วนหันไปใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีมากขึ้น

เขาอ้างงานวิจัยของธนาคารโลกที่ชี้ว่า การลดลงของประชากรวัยทำงานอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลง และอาจกระทบต่อ GDP ต่อหัวในระยะยาว หากไม่มีการปรับโครงสร้างอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย เช่น ความเหลื่อมล้ำของค่าจ้าง การกระจุกตัวของการจ้างงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงแนวโน้มแรงงานทักษะต่ำไหลเข้า ขณะที่แรงงานทักษะสูงย้ายออกไปทำงานต่างประเทศ

โฆษณา - Advertising

รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ ที่อาจลดสัดส่วนค่าจ้างแรงงานในระบบเศรษฐกิจ แม้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ โดยเสนอให้ปรับระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย เขาเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงาน รวมถึงอนุสัญญา 102 เพื่อขยายความครอบคลุมของระบบประกันสังคม

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยืดอายุเกษียณ เพิ่มความยั่งยืนของกองทุนชราภาพ ส่งเสริมแรงงานนอกระบบ และเปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติสามารถจัดตั้งหรือเข้าร่วมสหภาพแรงงานได้

เขาย้ำว่า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ทั้งการพัฒนาผลิตภาพแรงงาน เทคโนโลยี และการปฏิรูประบบราชการและการเมือง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

โฆษณา - Advertising

ที่มา: พรรคประชาชน, 19/4/2569

เริ่ม 1 พ.ค.นี้ “ครูเอกชน” เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time ไม่ต้องสำรองจ่าย ใช้ระบบ สปสช. ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการด้านสุขภาพให้ครูเอกชน โดยกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน (สช.) ได้นำระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบ Real-Time (Clearing House) ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกกองทุนฯ เข้าถึงบริการได้รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สมาชิกกองทุนฯ จะสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้โดย ไม่ต้องสำรองจ่าย ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล กองทุนฯ และ สปสช. ช่วยลดขั้นตอนการยื่นเบิก และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้ารับบริการ

โฆษณา - Advertising

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569) มีสถานพยาบาลเข้าร่วมโครงการแล้ว 109 แห่ง ครอบคลุม 47 จังหวัดทั่วประเทศ และมีการขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยสมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมแบบ Real-Time ได้ที่เว็บไซต์กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน www.aidfunds.org หรือผ่านระบบค้นหา https://www.aidfunds.org/HCH

สิทธิประโยชน์ดังกล่าว ครอบคลุมผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ โดยมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรวมกันไม่เกิน 150,000 บาทต่อคนต่อปี แนะนำให้สมาชิกตรวจสอบวงเงินคงเหลือ และเครือข่ายสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ

“มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวก และทำให้ครูเอกชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษา” นางสาวลลิดา กล่าว

ที่มา: NBT Connext, 19/4/2569 

โฆษณา - Advertising

ผู้ประกันตน 'อุด-ถอน-ขูดหินปูน-ผ่าฟันคุด-รักษาซับซ้อน' รพ.รัฐ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เริ่ม 1 พ.ค. นี้ 

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เปิดเผยถึงนโยบายการยกระดับสิทธิประโยชน์เพื่อพี่น้องผู้ประกันตน ว่า กระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมสุขภาพช่องปากให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยได้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมครั้งสำคัญ เพื่อให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 ผู้ประกันตนทั้ง มาตรา 33 และมาตรา 39 สามารถเข้าใช้สิทธิด้านทันตกรรมได้ที่หน่วยงานหรือโรงพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง ครอบคลุมบริการพื้นฐาน ทั้งการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และผ่าฟันคุดทุกรูปแบบ รวมถึงการรักษาที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อเตรียมช่องปากก่อนการใส่ฟันเทียม ไม่ว่าจะเป็นการเกลารากฟัน การขลิบเหงือก และการแต่งกระดูก โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเข้ารับบริการ

โดยยึดตามแผนการรักษาของทันตแพทย์ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ยกเว้นกรณีเข้าคลินิกพิเศษ ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ. 2568

ส่วนสิทธิประโยชน์เดิมซึ่งครอบคลุมการอุดฟัน ขูดหินปูน และถอนฟันที่ 900 บาทต่อปี ตามหน่วยงานเอกชนหรือคลินิกที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมยังคงมีอยู่ตามปกติ แต่จะมีการยกระดับเพิ่มเติมในกรณีการผ่าฟันคุด ในอัตรา 1,500 - 2,500 บาทต่อซี่ โดยผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านฟันปลอมและรากฟันเทียม โดยในส่วนของฟันปลอมถอดได้ มีการเพิ่มวงเงินดังนี้

- ฟันปลอมชนิดถอดได้บางส่วน (1-5 ซี่): เดิมเบิกได้ไม่เกิน 1,300 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 1,500 บาท

- ฟันปลอมชนิดถอดได้บางส่วน (มากกว่า 5 ซี่): เดิมเบิกได้ไม่เกิน 1,500 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 2,000 บาท

- ค่าซ่อมฟันปลอม ในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง

- ฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปาก (บนหรือล่าง): เดิมไม่เกิน 2,400 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 3,000 บาท

- ฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปาก (บนและล่าง): เดิมไม่เกิน 4,400 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 6,000 บาท

ในส่วนของรากฟันเทียม ได้มีการเพิ่มสิทธิพิเศษสำหรับการฝังรากฟันเทียมเพื่อรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งหมด โดยมีวงเงินสนับสนุนค่าผ่าตัดใส่รากฟันเทียมรายละ 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียมอีก 3,300 บาท พร้อมการติดตามผลการรักษา เพื่อให้ผู้ประกันตนกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีดังเดิม

ทั้งนี้ สิทธิดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่เข้ารับบริการ และครอบคลุมสิทธิสำหรับผู้ที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไม่เกิน 6 เดือน สำหรับผู้ที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงไว้ ยังคงสามารถนำหลักฐานมาขอรับเงินคืนตามอัตราที่กำหนดได้ผ่านระบบ e-Self Service หรือที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ และหากมีความจำเป็นต้องรักษาจากอุบัติเหตุหรือโรคในช่องปากกะทันหัน ก็สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลปกติได้ทันที

โดยสามารถสอบถามข้อมูลหรือตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 19/4/2569 

ผู้ประกันตนโอดถูกหักเงินสมทบเบิ้ล 2 ครั้ง วอนประกันสังคมคืนเงินด่วน

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 เมื่อผู้ประกันตนจำนวนมากออกมาโพสต์ข้อความและร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ ว่าถูกระบบของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) หักเงินสมทบซ้ำซ้อนถึง 2 ครั้งภายในเดือนเดียว ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกันตน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำเรื่องหักผ่านบัญชีธนาคารอัตโนมัติ

จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 จำนวนมาก สังเกตเห็นความผิดปกติในยอดเงินในบัญชีธนาคาร โดยพบว่ามีการตัดยอดเงินสมทบประกันสังคมซ้ำกัน 2 ยอดในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งบางรายระบุว่ายอดที่หักซ้ำนั้นมีจำนวนเท่ากับยอดเงินสมทบปกติ ทำให้เกิดความกังวลว่าระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานประกันสังคมอาจเกิดข้อผิดพลาดขัดข้อง (Glitch) หรือเป็นผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนเพดานฐานเงินสมทบใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2569 นี้

ขณะนี้บนหน้าเพจเฟซบุ๊กและกลุ่มรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ มีผู้เข้ามาคอมเมนต์ยืนยันปัญหาดังกล่าวเป็นวงกว้าง โดยระบุว่าพยายามติดต่อสายด่วน 1506 แต่สายไม่ว่างเนื่องจากมีผู้โทรเข้าไปสอบถามเป็นจำนวนมาก หลายรายแสดงความไม่พอใจเนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการใช้จ่ายในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสำนักงานประกันสังคมถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการคืนเงินให้กับผู้ที่ถูกหักซ้ำ โดยคาดว่าทาง สปส. อยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบกับทางธนาคารต้นสังกัดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับกระทบต่อไป

ที่มา: Bright TV, 18/4/2569 

‘ไอซ์ รักชนก’ นัด 1 พ.ค.เจอกันที่สภาฯ ยื่นร่างกฎหมายทวงคืน ‘ประกันสังคม’

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. พรรคประชาชน โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กโดยแท็ก น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  ซึ่งเนื้อหาในคลิปดังกล่าว  สส.พรรคประชาชน อาทิ น.ส.รักชนก ศรีนอก นายเซีย จำปาทอง  สส.บัญชีรายชื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ได้บอกเล่าถึงความล้มเหลวของกองทุนประกันสังคม ซึ่งกำลังจะเจ๊ง และเงินจะหมดลงภายในอีก 20 ปีข้างหน้า รวมทั้งความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ตั้งแต่การจัดทำปฏิทิน เสื้อ หมวก จนถึงการลงทุนในตึกสกายไนน์ เป็นต้น 

ทั้งนี้เฟซบุ๊กพรรคประชาชน ระบุว่า เพราะนี่คือกองทุนที่เราต่อสู้ให้ได้มา  ทวงคืนประกันสังคม หลายปีที่ผ่านมากองทุนประกันสังคมถูกพูดถึงในแง่ลบเป็นวงกว้างในสังคม ผู้ประกันตนหลายคนเริ่มมองถึงการออกจากกองทุน เลิกส่งเงินสมทบประกันสังคม แต่นั่นคือทางออกที่ดีที่สุด จริงหรือ? เพราะกองทุนประกันสังคมไม่ได้มีเพียงค่าทำฟัน 900 บาท แต่มีสิทธิประโยชน์ที่เป็นหลักพิงให้คนทำงาน ตั้งแต่วันแรกของการทำงานจนถึงบั้นปลายชีวิต

เพราะกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่กองทุนที่ใครหรือหน่วยงานใดมามอบให้ แต่มาจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน  เพราะนี่คือกองทุนที่เราต่อสู้ให้ได้มา เราทุกคนจึงเป็นเจ้าของกองทุนนี้ร่วมกัน และเมื่อคนทำงานร่วมต่อสู้ด้วยกันอีกครั้ง กองทุนประกันสังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ 1 พฤษภาคม ยื่นร่างทวงคืนประกันสังคมของทุกคน

ขณะที่ น.ส.รักชนก แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า 1 พฤษภา ผู้ประกันตน พวกเรา เจอกันที่สภา ยื่นร่างกฎหมายทวงคืนประกันสังคม

ที่มา: เดลินิวส์, 18/4/2569 

ครูเกษียณทุกข์หนักไร้เงินประทังชีวิต รวมตัวบุก สพป.เลยร้องแก้หนี้วิกฤต บางรายไร้ที่อยู่ต้องอาศัยวัด

กลุ่มครูเกษียณภาคอีสานทุกหนัก รวมตัวยื่นหนังสือร้อง สพป.เลย เร่งช่วยแก้หนี้สินพ้นทางตัน หลังพบข้าราชการบำนาญหลายรายถูกยึดทรัพย์ เงินเดือนไม่พอซื้อข้าวกินจนถึงขั้นล้มละลาย บางคนไม่มีที่อยู่อาศัยจนต้องไปอาศัยวัด เสนอแนวทางหักเงินกู้ให้เหลือเงินยังชีพไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

วันที่ 18 เม.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 (สพป.เลย เขต 2) อ.วังสะพุง จ.เลย สมาชิกสมาพันธ์ข้าราชการบำนาญภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 50 คน นำโดยนายสวัสดิ์ พรมโสภณ ประธานสมาพันธ์ฯ และ นายอนุพงษ์ ปริบาล ประธานอนุกรรมการสมาพันธ์ข้าราชการบำนาญจังหวัดเลย เดินทางเข้าพบผู้อำนวยการ สพป.เลย เขต 2 เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาหนี้สินครูเกษียณในพื้นที่ จ.เลย โดยมีนางบูลยาวี ถิรคุณธนเศรษฐ์ และ นายจันทร์ลอย สุรภีร์ รองผู้อำนวยการ สพป.เลย เขต 2 ร่วมประชุมรับฟังปัญหา

นายสวัสดิ์ กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อขอให้ผู้บริหาร สพป.เลย เขต 2 ช่วยพิจารณาแนวทางลดภาระหนี้สิน เพื่อให้ข้าราชการบำนาญมีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ เนื่องจากปัจจุบันข้าราชการบำนาญได้รับเงินบำนาญน้อยแต่หนี้สินยังเท่าเดิม ทำให้เงินเดือนแทบไม่พอใช้หนี้ บางรายไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ถูกธนาคารฟ้องยึดทรัพย์จนล้มละลาย ไม่มีที่อยู่อาศัยจนต้องไปอาศัยวัด หรือแม้กระทั่งตัดสินใจจบชีวิตตนเองเพราะหาทางออกไม่ได้

ทั้งนี้ ทางสมาพันธ์ฯ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหา 6 ลำดับ ในการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ ดังนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, สวัสดิการภายในส่วนราชการ (ชพค., ชพส.), หักเงินตามคำพิพากษาของศาล, หนี้สหกรณ์ (หักเต็มจำนวนตามที่แจ้ง), หนี้สถาบันการเงินอื่นที่มีข้าราชการค้ำประกัน (เช่น เงินกู้ ชพค. ธนาคารออมสิน) และ หนี้บำเหน็จค้ำประกัน

โดยขอให้เขตพื้นที่การศึกษาหักเงินชำระหนี้แล้ว ต้องมีเงินเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 หรือไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท เพื่อการยังชีพ หากใครสมัครใจให้หักเกินกว่าร้อยละ 70 ให้ทำบันทึกยินยอมไว้เป็นหลักฐาน พร้อมขอให้สถานีแก้หนี้ครู เร่งอำนวยความสะดวกและดำเนินการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ซึ่งทางสมาพันธ์ฯ จะนำรายงานเรื่องนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ต่อไป

ด้านนายอนุพงษ์ เปิดเผยว่า จังหวัดเลย เป็นจังหวัดสุดท้ายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีผู้เดือดร้อนรวม 3 เขต ประมาณ 140 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบางที่ถูกยึดทรัพย์จากการไปค้ำประกันให้ผู้อื่น สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตทั้งที่เคยทำงานรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน

ขณะที่นางบูลยาวี ถิรคุณธนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการ สพป.เลย เขต 2 กล่าวว่า คณะกรรมการสถานีแก้หนี้มีมติเห็นชอบให้ครูที่ประสงค์จะจัดสรรการชำระหนี้ใหม่ยื่นเรื่องแจ้งความประสงค์ เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ขณะนี้มีผู้ยื่นเรื่องแล้วประมาณ 20 ราย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีปัญหาสุขภาพหรือถูกฟ้องร้องประมาณ 8 ราย ซึ่งจะได้รับการพิจารณาช่วยเหลือเป็นรายกรณีอย่างเร่งด่วนต่อไป

ที่มา: โจโฉ, 18/4/2569 

เปิดรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ปรับเกณฑ์ชั่วโมงงาน–วินัยครู เพิ่มความโปร่งใสกระบวนการสอบสวน

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย นายธีรศักดิ์ จิระตราชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ โดยมีสาระสำคัญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 เพื่อกำหนดชั่วโมงปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดความผิดวินัยและกระบวนการดำเนินการทางวินัย รวมทั้งกำหนดระยะเวลาการสืบสวนและสอบสวนการกระทำผิดทางวินัยให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

สำหรับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวมีหลักการสำคัญเพื่อแก้ไขช่องว่างของกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ซึ่งยังมีบางประเด็นที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งกระบวนการดำเนินการทางวินัยในบางกรณียังขาดความชัดเจน โปร่งใส และเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของทางราชการ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎหมาย อาทิ การกำหนดชั่วโมงปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้กำหนดจำนวนชั่วโมงขั้นต่ำและขั้นสูง พร้อมคำนึงถึงสวัสดิภาพและภาระงานจริงของครู การกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่ใช้อำนาจสั่งการให้ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง รวมถึงกำหนดให้กรณีข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาทำร้ายผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการจนได้รับบาดเจ็บทั้งทางกายหรือจิตใจ ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงด้วย 

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดระยะเวลาการสืบสวนการกระทำผิดทางวินัยว่ามีมูลหรือไม่ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และสามารถขยายเวลาได้ 1 ครั้งไม่เกิน 15 วัน จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ รวมทั้งกำหนดให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นครู ครูผู้ช่วย หรือบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา โดยคณะกรรมการต้องไม่อยู่ในสถานศึกษาเดียวกับผู้ถูกกล่าวหาและต้องไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการสอบสวนไม่เกิน 90 วัน และขยายเวลาได้อีก 1 ครั้งไม่เกิน 30 วัน

ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มหลักการแสวงหาความจริงในการสอบสวนทางวินัย โดยกำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนต้องเรียกผู้กล่าวหามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแสวงหาหลักฐานจนสิ้นข้อสงสัย ไม่พิจารณาเฉพาะเอกสารหรือหลักฐานที่มีอยู่เดิมเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการสอบสวนมีความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถแสดงความเห็นได้ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.parliament.go.th/section77/ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 10 พฤษภาคมนี้

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 18/4/2569 

แรงงานโรงงานพลาสติกสมุทรปราการร้องถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม บางรายอ้างถูกข่มขู่ให้ลาออก ได้ค่าชดเชยต่ำกว่าที่ควร 

ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นำกลุ่มแรงงานชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างของโรงงานผลิตพลาสติกแห่งหนึ่ง เข้ายื่นเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน

แรงงานโรงงานดังกล่าวรวมตัวร้องขอความเป็นธรรม หลังบริษัทประกาศยุติกิจการและเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก ท่ามกลางข้อร้องเรียนเรื่องค่าชดเชยและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

ในการหารือมีผู้แทนจากสำนักงานแรงงานจังหวัด สำนักงานประกันสังคม สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด และอัยการจังหวัด เข้าร่วมรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง

ประเด็นหลักที่แรงงานร้องเรียน คือ การจ่ายค่าชดเชย สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย และแนวทางช่วยเหลือด้านการหางานใหม่ หลังการเจรจาก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้

ข้อมูลระบุว่า บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการมานานกว่า 50 ปี ก่อนประกาศยุติการดำเนินงานในเดือนเมษายน 2569 โดยให้เหตุผลว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ฝ่ายนายจ้าง โดยตัวแทนทนายความบริษัท ชี้แจงว่า การปิดกิจการเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ และลูกจ้างส่วนใหญ่สมัครใจลาออก พร้อมยืนยันว่าได้ทยอยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแล้วบางส่วน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าบังคับให้ลาออก

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประชุม ตัวแทนแรงงานหลายรายลุกขึ้นสะท้อนปัญหา โดยพนักงานหญิงรายหนึ่งที่ทำงานมา 12 ปี ระบุว่า ถูกอ้างเหตุเจ็บป่วยเพื่อนำไปสู่การเลิกจ้าง ทั้งที่ยังทำงานได้ตามปกติ และถูกเสนอค่าชดเชยเพียง 30,000 บาท

ขณะที่พนักงานชายอีกราย ซึ่งทำงานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับเงิน 50,000 บาท หลังถูกให้ลงนามเอกสารเลิกจ้าง ทั้งที่ทำงานมานานกว่า 36 ปี พร้อมตั้งคำถามว่าได้รับสิทธิตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่

รายงานระบุว่า โรงงานแห่งนี้มีพนักงานรวมกว่า 400 คน เป็นแรงงานไทย 115 คน ที่เหลือเป็นแรงงานต่างชาติ โดยแรงงานไทยถูกเลิกจ้างแล้ว 45 คน และยังมีอีก 17 ราย ที่ยังตกลงเรื่องค่าชดเชยกับบริษัทไม่ได้

ภายหลังการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม พร้อมจัดมาตรการรองรับแรงงาน ทั้งการจัดหางานใหม่ การฝึกอาชีพ และการช่วยเหลือเร่งด่วนต่อไป

ที่มา: ไทยโพสต์, 17/4/2569 

24 เม.ย.นี้ เริ่มใช้กฎหมายใหม่ “รปภ.” ได้ค่าล่วงเวลา ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป กฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละแปดชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน และสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกจ้าง โดยเฉพาะพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) และผู้ปฏิบัติงานเฝ้าดูแลสถานที่และทรัพย์สิน

กฎกระทรวงฉบับนี้ถือเป็นการปรับปรุงสิทธิแรงงานครั้งสำคัญ โดยยกเลิกข้อยกเว้นเดิมตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2552 ที่กำหนดให้งานลักษณะดังกล่าวไม่ได้รับค่าล่วงเวลา ส่งผลให้ลูกจ้างในกลุ่มนี้ได้รับสิทธิค่าล่วงเวลาเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป

สำหรับสาระสำคัญ กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง สำหรับการทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงในวันทำงานปกติ และไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า สำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด

นอกจากนี้ กรณีที่มีการตกลงเวลาทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง เช่น การทำงานเป็นกะ แต่รวมแล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นายจ้างยังคงต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตราดังกล่าวสำหรับชั่วโมงที่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

“กฎหมายฉบับนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 16/4/2569 

สส.กล้าธรรม เสนอรัฐเร่งปฏิรูปสวัสดิการ หลังไทยเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย

น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสังคมครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาสังคมสูงวัยที่ขยายตัวรวดเร็ว เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ตลอดจนประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการอย่างทั่วถึง โดยรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างนโยบายสังคมอย่างจริงจัง 

น.ส.เพ็ญภัค กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ แต่ระบบดูแลผู้สูงอายุยังไม่พร้อมรองรับ ทั้งด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว และรายได้หลังเกษียณ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งวางระบบดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน การดูแลสุขภาพจิต การดูแลแบบประคับประคอง ไปจนถึงการพัฒนาระบบดูแลระยะยาวในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังตกหล่นจากระบบจำนวนมาก ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ซึ่งสะท้อนว่า ระบบฐานข้อมูลภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งสร้างระบบข้อมูลกลางที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้จริง 

น.ส.เพ็ญภัค ระบุต่อว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบยังอยู่ในระดับน่าห่วง และส่งผลโดยตรงต่ออนาคตประเทศ จึงเสนอให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแก้กฎหมายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ และพัฒนาระบบช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม 

รัฐบาลควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนในการร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ การพัฒนาสังคมที่ดี ไม่ใช่แค่การเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม และไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 14/4/2569 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising