Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"พนัส" ซัดประกันสังคมใช้งบแจกพวกพ้อง "รักชนก" สวนกลับ ชี้คนออกมาแก้ตัวเองทำให้รู้ว่าใครได้ประโยชน์

นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย และอดีตกรรมการประกันสังคมชุดแต่งตั้ง โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 วิจารณ์การบริหารงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม โดยตั้งคำถามถึงการยกเลิกแจกปฏิทินให้แรงงานตามมาตรา 33 การลดงบสนับสนุนกิจกรรมวันแรงงาน รวมถึงการตัดงบจัดทำเสื้อและหมวก ซึ่งเคยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศว่าเครือข่ายสหภาพแรงงาน 286 แห่งในสังกัดจะเข้าร่วมการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมอย่างจริงจัง ตั้งเป้าระดมคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 100,000 คะแนน

อย่างไรก็ตาม น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตอบโต้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ด้วยมุมมองที่แตกต่าง โดยระบุว่างบประมาณในส่วนดังกล่าวไม่ได้กระจายถึงผู้ประกันตนส่วนใหญ่อย่างทั่วถึง แต่มีผู้ได้รับประโยชน์อยู่ 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มผู้รับจ้างผลิตสินค้าที่ได้งานและงบประมาณเป็นประจำทุกปี และกลุ่มที่นำสิ่งของไปแจกจ่ายในเครือข่ายของตนเองมากกว่าจะส่งถึงมือผู้ประกันตนจริง พร้อมกล่าวอย่างน่าสนใจว่า เธอไม่เคยระบุชื่อบุคคลใดในประเด็นนี้ แต่จากการที่มีผู้ออกมาแสดงจุดยืนและอธิบายเหตุผลด้วยตนเอง ทำให้สังคมสามารถเชื่อมโยงได้เองว่าใครคือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์

การแสดงความเห็นของทั้งสองฝ่ายได้จุดกระแสถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับแนวทางการใช้งบกองทุนประกันสังคม ซึ่งดูแลผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคนทั่วประเทศ ว่าควรมุ่งพัฒนาสิทธิประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ประกันตน หรือยังจำเป็นต้องใช้งบในกิจกรรมและสิ่งของประชาสัมพันธ์เช่นที่ผ่านมา

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 31/5/2569 

เปิดลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 1 มิ.ย.-15 ก.ค. ผ่านเว็บ-แอปฯ ตลอด 24 ชม.

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม 2569 โดยอำนวยความสะดวกผ่านระบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเชิญชวนนายจ้างและผู้ประกันตนตรวจสอบคุณสมบัติและเตรียมความพร้อมก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569

สำหรับการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ประกันตนสามารถดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus และระบบ e-Self Service บนเว็บไซต์ สปส. ขณะที่นายจ้างสามารถลงทะเบียนผ่านระบบ e-Service บนเว็บไซต์เดียวกัน นอกจากนี้ ยังสามารถลงทะเบียนได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด และสาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 จะเปิดให้บริการในวันและเวลาราชการ ส่วนวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2569 เปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดย สปส. ได้จัดเตรียมหน่วยเลือกตั้งกระจายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ

สปส. ยังแนะนำให้ผู้ประกันตนที่ยังไม่เคยใช้งานระบบ e-Self Service ลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD ล่วงหน้า โดยสามารถดาวน์โหลดแอปฯ ผ่านระบบ iOS หรือ Android และดำเนินการยืนยันตัวตนตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อให้สามารถเข้าใช้งานระบบต่าง ๆ ของ สปส. ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

ขณะที่ผู้ประกันตนที่ยังไม่เคยใช้งานแอปพลิเคชัน SSO Plus สามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนได้ง่าย ๆ ด้วยการกรอกเลขบัตรประชาชน สแกนใบหน้า ยืนยันหมายเลขโทรศัพท์ผ่าน OTP และตั้งรหัส PIN 6 หลัก ก่อนเข้าสู่ระบบเพื่อลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งผ่าน Banner “ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม” บนหน้าแอปพลิเคชัน

นอกจากนี้ สปส. ขอให้ผู้ประกันตนและนายจ้างตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยต้องมีสัญชาติไทย เป็นนายจ้างหรือผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนเดือนที่มีการประกาศเลือกตั้ง และต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนเดือนเมษายน 2569 เพื่อรักษาสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการบริหารงานประกันสังคมในอนาคต

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 30/5/2569

กยศ.เปิดให้นักเรียน ม.ปลาย/อาชีวศึกษา ยื่นขอกู้ยืม Pre-Approve ถึง 13 มิ.ย.

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดกำหนดการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2569 สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา โดยผู้กู้ยืมรายใหม่สามารถยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมผ่านระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่บัดนี้ – 13 มิ.ย. 69

กยศ. ระบุว่า ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ กยศ. จะต้องยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมผ่านระบบ Pre-Approve ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. - 13 มิ.ย. 2569 และ กยศ. จะแจ้งผลผู้ที่ผ่านคุณสมบัติผ่านระบบ Pre-Approve ตั้งแต่วันที่ 16 - 30 มิ.ย. 2569

หลังจากนั้น ผู้ผ่านคุณสมบัติลงทะเบียนขอรหัสเข้าใช้งาน กยศ.Connect และระบบ DSL ยื่นแบบคำขอกู้ยืมในระบบ DSL จัดทำและลงนามสัญญากู้ยืม พร้อมยื่นแบบยืนยันการเบิกเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. - 31 ต.ค. 2569

ทั้งนี้ สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายเก่า ทางสถานศึกษาจะเริ่มดำเนินการพิจารณาคัดเลือก บันทึกค่าใช้จ่าย และยื่นแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. - 31 ส.ค.2569 โดยผู้กู้ยืมเงินรายเก่าสามารถดำเนินการผ่านระบบ DSL ได้โดยตรงไม่ต้องผ่านขั้นตอน Pre-Approve

กยศ. ขอเน้นย้ำให้ผู้กู้ยืมเงินทั้งรายเก่าและรายใหม่ศึกษาขั้นตอนและดำเนินการตามกำหนดการอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิการกู้ยืมสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามกำหนดการได้ที่ www.studentloan.or.th

ที่มา: Thai PBS, 29/5/2569

พรรคประชาชน ยื่นร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับเข้าสภาอีกครั้ง หวังยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน 

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี สัณห์ พิยะ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงานจำนวน 2 ฉบับจากนายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีเวลาพักผ่อน ซึ่งมีสาระสำคัญในการคืนเวลาให้ชีวิตคนทำงาน โดยกำหนดให้ลดชั่วโมงการทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี และอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่มุ่งยืนยันหลักการว่าผู้ใช้แรงงานทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยกำหนดให้สถานประกอบการต้องมีพื้นที่สำหรับปั๊มนมบุตร มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุคคลใกล้ชิดที่เจ็บป่วย รวมถึงสิทธิลาในช่วงมีประจำเดือน 

นายเซีย กล่าวว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้ยืนยันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้ง 2 ฉบับ ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน รวมถึงภาคผู้ประกอบการ ต่างมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อภาคธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ส่วนตนเห็นว่าร่างกฎหมายทั้งสองฉบับยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเคยมีมติรับหลักการและผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญมาแล้ว พร้อมย้ำว่าเรื่องสิทธิ สวัสดิการแรงงาน เป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการส่งเสริมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้ใช้แรงงานเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ โดยร่างกฎหมายทั้งสองฉบับมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานในปัจจุบัน ทั้งในด้านเวลาพักผ่อน สวัสดิการ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงาน ทั้งนี้ ตนได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้ง 2 ฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง และหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนากฎหมายคุ้มครองแรงงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 29/5/2569 

พนักงานบริษัท ยงสง่า จำกัด ร้อง กมธ.แรงงาน หลังถูกเลิกจ้างแต่ยังไม่ได้รับเงินชดเชย จี้ตรวจสอบการทำงานหน่วยงานคุ้มครองแรงงาน

นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายเซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ รับการยื่นหนังสือร้องเรียนจาก นางละมุล อาจใจ ตัวแทนลูกจ้างบริษัท ยงสง่า จำกัด กรณีไม่ได้รับค่าจ้างและเงินชดเชยภายหลังถูกเลิกจ้าง รวมถึงขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2

นางละมุล กล่าวว่าตนและลูกจ้างรวม 18 คน ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างและยังไม่ได้รับค่าจ้าง รวมถึงเงินค่าชดเชย ตั้งแต่ปี 2568 โดยได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 และต่อมาพนักงานตรวจแรงงานและนิติกรมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างรวม 3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม นายจ้างยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ทำให้ลูกจ้างยังไม่ได้รับเงินตามสิทธิที่พึงได้รับ นอกจากนี้ ตัวแทนลูกจ้างยังติดตามสอบถามความคืบหน้าจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตามกฎหมายกับนายจ้าง รวมถึงได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้ช่วยเร่งรัดการแก้ไขปัญหาแล้วเช่นกัน

ประธานกรรมาธิการการแรงงาน กล่าวภายหลังรับทราบประเด็นปัญหาว่าจะนำรับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาในคณะกรรมาธิการ พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อมูล เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและติดตามการดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 28/5/2569 

พนักงาน บ.สังหาฯ ยื่นหนังสือ กมธ.แรงงาน ร้องถูกเบี้ยวเงินเดือนนาน 5 เดือน

นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายเซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่สอง และคณะ รับยื่นหนังสือจากกลุ่มตัวแทนพนักงานบริษัทเอกชน ที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อร้องเรียนกรณีบริษัทฯ ค้างชำระเงินเดือนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่พนักงานพึงได้รับ

นำโดยนายพิพิธชัย กุลโพนเมือง ผู้นำกลุ่มตัวแทนพนักงาน และนายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ในฐานะผู้รับเรื่องจากในพื้นที่

นายสกล กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากตัวแทนพนักงานบริษัทดังกล่าว ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 350 คน จึงได้นำเรื่องมายื่นต่อคณะกรรมาธิการฯ โดยบริษัทฯ มีการค้างจ่ายเงินเดือนพนักงานสะสมมาเป็นระยะเวลา 4-5 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ส่งผลให้พนักงานได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดรายได้ในการดำรงชีพ บางรายกำลังเผชิญปัญหาถูกยึดบ้าน ยึดรถ และไม่มีเงินส่งเสียครอบครัว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เรียกประชุมพนักงานและเสนอ “โครงการสมัครใจลาออก” โดยระบุว่าจะจ่ายเงินเดือนที่ค้างชำระ 5 เดือน พร้อมเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 2 เดือน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินให้แก่พนักงานที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการและยังคงปฏิบัติงานอยู่ อีกทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้พนักงานซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 ว่าด้วยการจ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามกำหนด

กลุ่มพนักงานบริษัทฯ จึงมีข้อเรียกร้อง 3 ประการ ดังนี้

1. ขอให้บริษัทฯ จ่ายเงินเดือนที่ค้างชำระทั้งหมดภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569

2. ขอให้บริษัทฯ จ่ายเงินเดือนในรอบปัจจุบันและในอนาคตให้ถูกต้องและตรงตามกำหนดเวลา

3. ขอความชัดเจนเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างองค์กร เช่น การเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือการโอนย้ายพนักงาน เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของพนักงานให้ได้รับความเป็นธรรม จึงขอให้คณะกรรมาธิการการแรงงานเร่งเชิญผู้บริหารบริษัทฯ เข้ามาชี้แจง หาข้อสรุป และเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนโดยเร็ว

ด้านนายพิพิธชัย กุลโพนเมือง ผู้นำกลุ่มตัวแทนพนักงาน กล่าวว่า จากกรณีไม่ได้รับเงินเดือนจากนายจ้างร่วม 5 เดือน ทางพนักงานได้ร่วมกันทำหนังสือเพื่อทวงถามไปยังบริษัทจำนวน 2 ครั้ง ซึ่งไม่รับคำตอบใดๆ จึงร่วมกันตัดสินใจยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการแรงงานในวันนี้ซึ่งหวังว่าคณะกรรมาธิการฯจะเป็นที่พึ่ง และมีส่วนในการเร่งรัด 3 ข้อเรียกร้องจากพนักงานสำเร็จ

ขณะที่ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการแรงงาน มีความห่วงใยและเข้าใจถึงผลกระทบที่พนักงานได้รับ พร้อมขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนทุกท่าน โดยคณะกรรมาธิการฯ จะนำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน และจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพื่อหาแนวทางให้ความช่วยเหลือต่อไป

ส่วนนายเซีย กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการฯ จะเร่งรัดนำเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงานเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยเร็ว ด้วยการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง จากนั้นจะสรุปผลและประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนทุกท่าน และยืนยันว่าจะดำเนินการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไป

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 28/5/2569

กสร. ชวนร่วมแคมเปญ “End Child Labour 2026” แสดงพลังยุติการใช้แรงงานเด็ก ตลอดเดือนมิถุนายนนี้

เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า “วันที่ 12 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก โดยในปี 2569 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดกิจกรรมเดือนแห่งการรณรงค์วันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก ภายใต้แคมเปญ “End Child Labour 2026” ระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 เพื่อเชิญชวนสถานประกอบกิจการ นายจ้าง ลูกจ้าง สถานศึกษา นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ร่วมแสดงพลังสร้างสังคมไทยปลอดแรงงานเด็ก และร่วมสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กอย่างยั่งยืน”

อธิบดี กสร. กล่าวต่อว่า “ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดย ถ่ายภาพแสดงสัญลักษณ์ “End Child Labour” ณ สถานประกอบกิจการหรือสถานศึกษา หรือผลิตสื่อประชาสัมพันธ์หรือคลิปสั้นในหัวข้อ “End Child Labour” และเข้าร่วมงานวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก 12 มิถุนายน ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ณ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี หรือรับชมผ่าน Facebook Live ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ถ่ายภาพการเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางออนไลน์ของหน่วยงานหรือองค์กร และติดแฮชแท็ก #EndChildLabour2026”

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถส่งหลักฐานกิจกรรมหรือลิงก์การเผยแพร่ผลงานผ่าน Google Form ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569 โดยผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

“กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นพลังสำคัญในการยุติการใช้แรงงานเด็กทุกรูปแบบ และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การปลอดการใช้แรงงานเด็ก” เรือเอก สาโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: สยามรัฐ, 28/5/2569

สหภาพรถไฟฯ สะท้อนปัญหาขาดบุคลากร-หนี้สะสม กระทบความปลอดภัยและบริการประชาชน

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร รับการยื่นหนังสือจาก นายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) และคณะ เพื่อขอให้คณะ กมธ.เร่งศึกษาข้อเท็จจริงและเสนอแนะแนวทางต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาภายในของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยและการให้บริการประชาชน เรื่องร้องเรียนดังกล่าวได้รับการสะท้อนจาก นายสราวุธ ว่าปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งการขาดแคลนบุคลากรด้านปฏิบัติการ การขาดแคลนรถจักรและรถโดยสาร รวมถึงภาระขาดทุนสะสมจากการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะปัญหาบุคลากรที่เป็นผลจากมติคณะรัฐมนตรี ปี 2541 ซึ่งจำกัดกรอบอัตรากำลัง ทำให้ปัจจุบันเหลือพนักงานเพียง 8,215 คน จากกรอบเดิม 18,015 คน หรือร้อยละ 45.60 ของอัตรากำลังเดิม ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งสำคัญด้านความปลอดภัย เช่น พนักงานขับรถ ช่างเครื่อง นายสถานี และพนักงานซ่อมบำรุง นอกจากนี้ ยังประสบปัญหารถจักรและรถโดยสารมีอายุการใช้งานยาวนาน บางส่วนใช้งานมากกว่า 50 ปี ทำให้มีต้นทุนซ่อมบำรุงสูง ขณะที่อัตราค่าโดยสารยังต่ำกว่าต้นทุนจริง ส่งผลให้เกิดภาระขาดทุนสะสมต่อเนื่อง

นายศุภณัฐ กล่าวภายหลังรับทราบประเด็นจากผู้ยื่นหนังสือว่า กมธ.คมนาคม มีเป้าหมายผลักดันให้ระบบขนส่งสาธารณะมีประสิทธิภาพและรองรับประชาชนได้อย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาแม้จะมีการหารือกรณีอุบัติเหตุรถไฟหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยรับฟังข้อเท็จจริงจากฝ่ายสหภาพแรงงานโดยตรง พร้อมระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ควรมองเพียงปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งนี้ คณะ กมธ. จะบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม พร้อมเชิญทั้งฝ่ายสหภาพแรงงานและการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าชี้แจง เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ไขระยะยาว ลดภาระหนี้สะสม และเพิ่มประสิทธิภาพระบบรางของประเทศต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 27/5/2569 

ไรเดอร์ ‘กลุ่ม G เคลื่อนที่เร็วเราช่วยกัน’ ยื่นหนังสือถึง รมว.แรงงาน ค้านเข้าประกันสังคม 

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) เป็นตัวแทนรัฐมนตรีรับหนังสือและหารือร่วมกับนายณัฐพล เม้าบำรุง และคณะ ที่ได้นำไรเดอร์ “กลุ่ม G เคลื่อนที่เร็วเราช่วยกัน” จำนวนประมาณกว่า 100 คน ที่ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านแนวทางการนำผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์เข้าสู่ระบบประกันสังคม ณ บริเวณด้านหน้าประตู 3 และห้องประชุมคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายพิพัฒน์ชัย เปิดเผยภายหลังการรับหนังสือว่า กระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและการมีหลักประกันทางสังคมที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบอาชีพทุกกลุ่ม จึงมีแนวคิดจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้น โดยมีตัวแทนจากทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น หาข้อสรุปร่วมกัน ซึ่งกระทรวงแรงงานพร้อมรับฟังเพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกกลุ่ม โดยมีโฆษกกระทรวงแรงงานเป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อร่วมกันพิจารณาและหาแนวทางที่เหมาะสมต่อทุกฝ่าย

นายพิพัฒน์ชัย ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปหรือการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์จะต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามมาตราใด โดยกระทรวงแรงงานยังอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบที่เหมาะสม ทั้งในส่วนของมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40 หรืออาจพิจารณาจัดทำแนวทางหรือกลไกเฉพาะที่สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งมีรูปแบบการประกอบอาชีพแตกต่างจากแรงงานทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อให้การคุ้มครองด้านสวัสดิการและหลักประกันทางสังคมครอบคลุม เหมาะสม และตอบโจทย์ต่อผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับค่าตอบแทนต่อรอบการให้บริการ (Service Fee) นายพิพัฒน์ชัย ระบุว่า คณะทำงานจะนำเรื่องดังกล่าวกลับมาพิจารณาอย่างรอบด้านอีกครั้ง รวมถึงแนวทางและหลักเกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนต่อรอบที่เคยมีการหารือในอดีต ซึ่งจำเป็นต้องทบทวนและปรับให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และต้นทุนการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านกลไกตลาดแรงงานและข้อกังวลจากผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม จึงจำเป็นต้องอาศัยการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และตัวแทนไรเดอร์ เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มไรเดอร์จะส่งรายชื่อตัวแทนจำนวน 3 คน ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อกระทรวงแรงงานจะได้ตั้งคณะทำงานมาหารือกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายต่อไป

ทั้งนี้กลุ่มผู้ยื่นหนังสือ ได้เรียกร้องให้ภาครัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ก่อนกำหนดนโยบายหรือมาตรการที่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านที่มีตัวแทนแรงงานแพลตฟอร์มเข้าร่วมในการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ยื่นหนังสือยังได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับภาระการส่งเงินสมทบประกันสังคมที่อาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เป็นผู้ประกันตนอยู่แล้ว หรือผู้ที่ประกอบอาชีพผ่านหลายแพลตฟอร์ม รวมถึงกังวลว่าการกำหนดเงื่อนไขหรือข้อบังคับเพิ่มเติม อาจส่งผลกระทบต่อความยืดหยุ่นในการทำงาน โอกาสในการสร้างรายได้ และการบริหารจัดการเวลาส่วนบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบอาชีพเลือกทำงานในรูปแบบดังกล่าว อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่าต้นทุนการดำเนินงานของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อการปรับลดค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ หรือแรงจูงใจในการทำงาน และกระทบต่อรายได้ของแรงงานแพลตฟมในภาพรวม

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ยื่นหนังสือเสนอให้มีการศึกษารูปแบบการคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสมกับแรงงานแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ รวมถึงขอให้การปรับปรุงกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างชัดเจน เป็นธรรม และมีมาตรการสร้างแรงจูงใจก่อนการบังคับใช้ ตลอดจนเสนอให้การเข้าร่วมระบบของผู้ประกอบอาชีพบางกลุ่มสามารถดำเนินการในลักษณะสมัครใจ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและความพร้อมของผู้ประกอบอาชีพ

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 27/5/2569

บอร์ดค่าจ้าง เดินหน้าปรับค่าแรง 129 อาชีพ ใช้ฐาน 2.9% คาดสรุปผลได้ใน 90 วัน ย้ำแต่ละอาชีพขึ้นไม่เท่ากัน

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) โดยมี ร.อ.สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และคณะกรรมการค่าจ้าง หรือบอร์ดค่าจ้าง ผู้แทนจากฝ่ายลูกจ้าง เข้าร่วมการประชุม

โดยมีวาระเพื่อพิจารณา 1 เรื่อง คือ การทบทวนอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 129 สาขา เพื่อให้เหมาะสมกับทักษะฝีมือแรงงานและสอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน

ผลการประชุมทบทวนค่าจ้าง ตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขาอาชีพ วันนี้ที่ประชุมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากแต่ละสาขาวิชาชีพมีลักษณะงานและระดับทักษะที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก รวมถึงมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาในการคำนวณค่าจ้าง

ในการประชุมมีการหารือกันหลายด้านทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ซึ่งวันนี้ได้ข้อสรุปสำคัญ 2-3 ประเด็น ประเด็นแรก ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการ ให้ใช้อัตราเพิ่มขึ้น 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นในการคำนวณค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานในทุกสาขาอาชีพ

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่มอบหมายให้คณะอนุกรรมการกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบการกำหนดอัตราค่าจ้างให้เหมาะสมกับแต่ละสาขา โดยเฉพาะเรื่องอัตราค่าจ้างที่มีการจ้างจริงในตลาดแรงงาน เช่น สาขาช่างซ่อมรถยนต์ กับสาขาช่างบำรุงรักษารถยนต์ แม้จะเกี่ยวข้องกับงานลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ใช้ทักษะต่างกัน

ดังนั้น หากใช้วิธีคำนวณอัตราเดียวกันทุกสาขา อาจไม่สะท้อนความเป็นธรรมต่อแรงงาน และไม่ช่วยส่งเสริมมาตรฐานฝีมือแรงงานจริง นอกจากนี้ ยังต้องนำช่วงเวลาของการสำรวจอัตราค่าจ้างในแต่ละสาขามาพิจารณาด้วย เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ประกอบการคำนวณมาจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

ที่มา: ข่าวสด, 26/5/2569 

ธุรกิจรับสร้างบ้าน เสนอ 5 มาตรการ แก้วิกฤตขาดแคลนแรงงานต่างด้าว

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงในทุกภาคธุรกิจ ทั้งในภาคธุรกิจการเกษตร ธุรกิจบริการ โดยเฉพาะธุรกิจรับสร้างบ้าน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นกำลังเร่งหาแนวทางรับมือเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงักในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ สมาคมฯ ร่วมสะท้อนถึงการประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว และผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยเสนอ 5 มาตรการต่อรัฐบาล ผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจรับสร้างบ้าน

นายอนันต์กร กล่าวต่อว่า สมาคมฯ นำเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนต่อภาครัฐ เพื่อลดผลกระทบด้านแรงงานขาดแคลนในธุรกิจรับสร้างบ้าน ดังนี้ 1.เปิดขึ้นทะเบียนแรงงานที่ผิดกฎหมายในประเทศเป็นการเร่งด่วน โดยเสนอรัฐบาล ออกมาตรการผ่อนผันพิเศษ เพื่อดึงแรงงานที่มีตัวตนอยู่แล้วในประเทศ แต่สถานะไม่ถูกต้อง ให้สามารถทำใบอนุญาต โดยไม่ต้องส่งตัวแรงงานกลับประเทศ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเติมแรงงานเข้าระบบได้เร็วที่สุด

2. ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายการนำเข้า เนื่องจากขั้นตอนเอกสาร MOU ซับซ้อน ทั้งเอกสาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากเกินไป ที่สำคัญคือมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” สูง จนกลายเป็นภาระของภาคธุรกิจ ซึ่งการปรับกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาให้สั้นลงเป็น One – Stop Service จะช่วยให้เกิดความโปร่งใส และลดต้นทุนให้นายจ้าง รวมทั้งจูงใจแรงงานข้ามชาติให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง

3.ยกระดับการต่ออายุสู่ระบบ Real-time ด้วย E-Work Permit ปัจจุบันการอนุมัติหรือต่ออายุจะใช้เวลาค่อนข้างนาน บางครั้งเป็นสัปดาห์ หรือนานเป็นเดือน ขณะที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีพร้อม สำหรับการสนับสนุนให้การทำงานในขั้นตอนนี้ทำได้รวดเร็วขึ้น จึงเสนอให้มีการพัฒนาระบบ ให้อัปเดตข้อมูลบนหน้าจอได้ทันที ซึ่งจะทำให้ธุรกิจก่อสร้างไม่สะดุด

4.เปิดดีล MOU กับประเทศทางเลือกใหม่ ที่ผ่านมาธุรกิจก่อสร้างในประเทศไทย พึ่งพาแรงงานจากบางประเทศมากเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดความขัดแย้งระดับประเทศ ดังนั้นจึงขอเสนอภาครัฐ เปิด MOU กับประเทศทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงแรงงานต่างชาติในซัพพลายเชน

และ 5.วางแผน Upskill พัฒนาทักษะแรงงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยงานสร้างบ้านต้องการ “ช่างฝีมือ” เป็นจำนวนมาก ภาครัฐ และสมาคมฯ ควรทำความร่วมมือกันพัฒนาทักษะ (Upskill) อย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ฝั่งนายจ้างได้ผลงานที่มีคุณภาพ ส่วนแรงงานก็ได้ค่าจ้างที่สูงขึ้นตามทักษะจริง

“มาตรการทั้ง 5 ข้อนี้ ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือนายจ้าง แต่เป็นการรักษาโครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชนของเศรษฐกิจไทย ให้อยู่รอดในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา ธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นหนึ่งในเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยบริษัทสมาชิกสมาคมฯ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากตลาด “บ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศ ประมาณ 9,800 – 12,000 ล้านบาท” นายอนันต์กร กล่าว

ที่มา: ข่าวสด, 26/5/2569 

ครม. ไฟเขียว "โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เฟส 2" มุ่งสร้างครูสมรรถนะสูง บรรจุเข้ารับราชการในพื้นที่ภูมิลำเนา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการดำเนินงาน "โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2” ปี พ.ศ. 2569 - 2582  ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอ พร้อมอนุมัติจัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,037.96 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบดำเนินการในการเพิ่มศักยภาพทักษะความเป็นครู และเป็นงบในการบริหารจัดการโครงการ

สำหรับโครงการในระยะที่ 2 นี้ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความต้องการของพื้นที่ รวมทั้งผลิตครูให้มีทักษะ สมรรถนะ และศักยภาพสูง ทั้งทักษะวิชาชีพครู ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะการใช้เทคโนโลยี เพื่อร่วมกันยกระดับความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทางของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA โดยในระยะที่ 2 นี้ตั้งเป้าผลิตครูคุณภาพสูงรวมทั้งสิ้น 16,033 คน (รวม 9 รุ่น) โดยจะเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 - 2578 และจะเริ่มบรรจุเข้ารับราชการครูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 – 2582 ในสถานศึกษาทั่วประเทศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาผลิตครูในสาขาและพื้นที่ที่ขาดแคลนให้กับหน่วยงานผู้ใช้ครู ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและ กทม. ได้อย่างมีคุณภาพ โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาและผ่านเกณฑ์แล้ว จะได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการครูในพื้นที่ภูมิลำเนาหรือพื้นที่อื่นตามความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้ครู และจะต้องไม่ขอโยกย้ายเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่มีคำสั่งบรรจุเข้ารับราชการ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการผลิตครูและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างมาก โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2 นี้ จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาครูขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลได้ตรงจุดเท่านั้น แต่จะเป็นกลไกหลักในการสร้างครูยุคใหม่ที่มีสมรรถนะสูง พร้อมเปลี่ยนแปลงห้องเรียนและยกระดับขีดความสามารถของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 26/5/2569

กยศ.แจ้งผู้กู้ยืมชำระหนี้งวดแรก 5 ก.ค.69 ปิดบัญชี ได้ลดเงินต้น 3%

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แจ้งว่า กยศ. ได้ส่งหนังสือแจ้งภาระหนี้ให้แก่ผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้งวดแรกในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ประมาณ 200,000 ราย โดยมีการแจ้งภาระหนี้และรายละเอียดยอดหนี้คงเหลือ พร้อมตารางการผ่อนชำระรายปี รวมระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 15 เพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินรับทราบข้อมูลอย่างชัดเจนและนำไปใช้ประกอบการวางแผนทางการเงินเพื่อชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม โดย กยศ. คิดดอกเบี้ยในอัตราเพียง 1% ต่อปี เท่านั้น รวมทั้ง กยศ. ยังเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินเลือกวิธีการชำระหนี้ได้ตามความสะดวก โดยสามารถชำระหนี้ได้ทั้งแบบรายปี หรือทยอยชำระยอดหนี้ให้ครบตามงวดตารางชำระหนี้รายปีได้อีกด้วย ทั้งนี้ กยศ. ขอให้ผู้กู้ยืมเงินเตรียมความพร้อมในการชำระหนี้ตามกำหนดภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569

นอกจากนี้ กยศ. จะให้สิทธิประโยชน์เป็นส่วนลดเงินต้น 3% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้แบบปิดบัญชี โดยผู้กู้ยืมเงินสามารถตรวจสอบยอดหนี้ผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect และนัดหมายชำระหนี้ปิดบัญชีได้ที่ กยศ. Call Center โทร. 0 2016 4888 เมื่อชำระเรียบร้อยแล้วขอให้ผู้กู้ยืมเงินเก็บหลักฐานการชำระไว้เพื่อตรวจสอบต่อไป กยศ. ขอขอบคุณผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ที่ชำระเงินคืนซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยหมุนเวียนเงินกองทุน และนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไป

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 26/5/2569

ศึกษาจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กในอาคารรัฐสภา รองรับบุตรบุคลากร

นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารราชการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 408 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ที่ประชุมพิจารณาแนวทางการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนภายในอาคารรัฐสภาตามนโยบายของ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นสวัสดิการสนับสนุนบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบรายงานผลสำรวจเบื้องต้น พบว่ามีบุตรของบุคลากรอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 3 ปี จำนวน 77 คน โดยเบื้องต้นมีการประเมินงบประมาณสำหรับการปรับปรุงสถานที่ บุคลากร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการดำเนินงานของศูนย์เด็กเล็กภายในอาคารรัฐสภา สำหรับสถานที่จัดตั้งศูนย์เด็กเล็ก จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาทิ ทางเข้า-ออกที่สะดวก ห้องใช้งานต้องอยู่ไม่เกินชั้น 2 มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเทเพียงพอ รวมถึงมีรั้วกั้นอย่างเหมาะสม เบื้องต้นคาดว่าจะใช้พื้นที่ห้องจัดเลี้ยงริมแม่น้ำ จำนวน 3 ห้อง เป็นสถานที่ดำเนินการ

นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความคิดเห็นของบุคลากรในรัฐสภาที่มีบุตร พบว่าส่วนใหญ่เสนอให้ศูนย์เด็กเล็กมีกิจกรรมเสริมพัฒนาการและทักษะสำหรับเด็ก รวมทั้งต้องการให้ดำเนินการในรูปแบบสวัสดิการ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 26/5/2569 

‘สภาพัฒน์’ เผยไตรมาส 2569/1 ว่างงาน 3.9 แสนคน เตือน ‘AI-สงคราม-หนี้' กดดันแรงงานไทย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีผู้มีงานทำ 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% จากปีก่อน แต่อัตราการว่างงานปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% หรือ 3.9 แสนคน จาก 2.8 แสนคนในไตรมาสก่อนหน้า โดยผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้นรุนแรงถึง 27% หรือ 8.7 หมื่นคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สภาพัฒน์ระบุ 3 ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังด้านแรงงาน ได้แก่ ผลพวงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนค่าครองชีพและการขนส่งสูงขึ้น ซึ่งแม้นายจ้างอาจยังไม่เลิกจ้างทันที แต่จะใช้วิธีลดชั่วโมงทำงานและโอที กระทบรายได้แรงงานโดยตรง, การว่างงานแฝงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นโดยเฉพาะในภาคเกษตรและกลุ่มการศึกษาต่ำ และความเสี่ยงของแรงงานในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปที่ต้องปรับตัวรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า

ด้านผลกระทบจาก AI สภาพัฒน์เปิดเผยผลการศึกษาว่าแรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคน หรือร้อยละ 21 มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก Generative AI โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่อาจถูกทดแทนโดยตรงราว 2.2 ล้านคน ได้แก่ งานเสมียน เลขานุการ บัญชี การเงิน และวิเคราะห์ข้อมูล และกลุ่มที่ AI จะเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพอีก 6.5 ล้านคน

ในส่วนของสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 มูลค่ารวมแตะ 16.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.7% ของ GDP ขณะที่หนี้เสียสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วันพุ่งแตะ 1.31 ล้านล้านบาท หรือ 9.59% ของสินเชื่อรวม สภาพัฒน์ยังเตือนถึงพฤติกรรมการก่อหนี้ของคนอายุต่ำกว่า 25 ปีที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกลุ่มอายุอื่น พร้อมแนะให้เร่งปลูกฝังทักษะทางการเงินตั้งแต่ระดับประถมศึกษา รวมถึงเรียกร้องให้กำกับดูแล Finfluencer อย่างจริงจัง เช่น กำหนดให้ขึ้นทะเบียนกับ ก.ล.ต. และมีใบอนุญาต

สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส นายดนุชาระบุว่าการที่ประชาชนลงทะเบียนกว่า 20 ล้านคนภายในครึ่งชั่วโมงแรก สะท้อนให้เห็นว่าค่าครองชีพยังกดดันประชาชนอยู่มาก และมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายผู้ลงทะเบียน 30 ล้านคนได้

ที่มา: ไทยโพสต์, 25/5/2569

รมว.แรงงาน หารือทูตญี่ปุ่น เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีด้านแรงงาน

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายโอกาตะ มาซาโตะ (H.E. Mr.Otaka Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบเพื่อเยี่ยมคารวะแสดงความยินดีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และกระชับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทย – ญี่ปุ่น ในโอกาสที่จะครบรอบ 140 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 รวมถึงขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีด้านแรงงาน ผ่านการลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOC) ว่าด้วยการจ้างงานในโครงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และความตกลงว่าด้วยการประกันสังคม เพื่อร่วมกันวางรากฐานการคุ้มครองทางสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่แรงงานของทั้งสองประเทศ โดยมี นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นางนงค์ลักษณ์ กอวรกุล รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอต้อนรับท่านทูตและขอบคุณที่กรุณามาแสดงความยินดีกับผมในวันนี้ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหวังที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในโอกาสครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ผมหวังว่ากระทรวงแรงงานและสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย จะสามารถร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสนี้

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงานทราบว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะยกระดับจากระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค (TITP) เป็นระบบใหม่ การจ้างงานเพื่อพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development : ESD ในเดือนเมษายน 2570 ซึ่งจะช่วยให้แรงงานย้ายงานและมีการป้องกันการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศเพื่อรองรับการลงนามร่างบันทึกความร่วมมือ (MOC) ฉบับใหม่ได้โดยเร็ว และร่วมผลักดันความตกลงด้านประกันสังคม (Social Security Agreement) ระหว่างไทยและญี่ปุ่นเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานทั้งสองประเทศอย่างเท่าเทียมและไม่มีการเลือกปฏิบัติ และป้องกันการจ่ายเงินสมทบซ้ำซ้อน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนและแรงงานญี่ปุ่นในไทย และแรงงานไทยในญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาหารือของสองประเทศร่วมกัน และพร้อมนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีโดยเร็ว รวมถึงขอความร่วมมือสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในการพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นให้แก่แรงงานไทยที่จะไปทำงานในญี่ปุ่นและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน

“ผมมีกำหนดการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมปีนี้ เพื่อเข้าร่วมงานพบปะเจรจาระหว่างองค์กรผู้ส่งไทยและองค์กรผู้รับญี่ปุ่น เพื่อขยายตลาดแรงงานในประเทศญี่ปุ่น (MOL OVERSEAS MATCHING) และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของประเทศญี่ปุ่นด้วย อีกทั้งในปีนี้ประเทศไทยมีกำหนดการเป็นเจ้าภาพ ALMM ในวันที่ 23 – 28 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม Dusit Thani กรุงเทพฯ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนสำคัญในฐานะประเทศบวกสาม ผมหวังว่าจะได้ต้อนรับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ในการประชุมครั้งนี้ด้วย และขอเชิญฝ่ายเอกอัครราชทูตให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ด้วย” นายจุลพันธ์ กล่าว

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 25/5/2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง