เริ่ม 1 พ.ค. 69 เพิ่มสิทธิทำฟัน-เพิ่มวงเงิน ผ่าฟันคุด-ฟันปลอมถอดได้
น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อผู้ประกันตน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต เดินหน้าลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 เป็นต้นไป สิทธิทำฟันประกันสังคม ได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ผู้ประกันตนที่ผ่าฟันคุด ไม่ต้องแย่งวงเงินอุดฟันอีกต่อไป เพราะประกันสังคมแยกกระเป๋าให้แล้ว สามารถเบิกสูงสุดได้ 2,500 บาท/ซี่ โดยผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่เข้ารับบริการ และผู้ประกันตนที่ออกจากงาน ยังคงมีสิทธิทำฟันคุ้มครองต่อเนื่องอีกไม่เกิน 6 เดือน
สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมประกันสังคมที่จะได้รับ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 มีดังนี้
1.ถอนฟัน/อุดฟัน/ขูดหินปูน (สิทธิพื้นฐาน)
รพ.เอกชน/คลินิก: ยังคงวงเงิน 900 บาท/ปี เท่าเดิม
รพ.รัฐ: ปรับให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มรายการ เกลารากฟัน และขลิบแต่งกระดูก
2.การผ่าฟันคุด
-แบบเดิม : รวมอยู่ในวงเงิน 900 บาท/ปี เช่น ถ้าผ่าซี่ละ 2,500 บาท ต้องจ่ายส่วนต่างเอง 1,600 บาท
-สิทธิใหม่ : แยกวงเงินออกมาต่างหาก ไม่ปนกับ 900 บาทเดิม
กรณีผ่าไม่ซับซ้อน : เบิกได้สูงสุด 1,500 บาท/ซี่
กรณีผ่าซับซ้อน (ต้องกรอกระดูก) : เบิกได้สูงสุด 2,500 บาท/ซี่
หมายเหตุ: หากใช้บริการ รพ.รัฐ ที่ทำข้อตกลง จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายตามจริงตามมาตรฐาน (ยกเว้นคลินิกนอกเวลา)
3.ฟันปลอมถอดได้
-แบบเดิม : วงเงินจำกัดและครอบคลุมน้อยกว่า
-สิทธิใหม่ : ปรับเพิ่มวงเงินรวมเป็น 1,500 – 6,000 บาท (ตามจำนวนซี่และชนิด) และเพิ่มค่าซ่อมฟันปลอมอีก 900 บาท/ครั้ง
4.ฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก
-แบบเดิม: ไม่มีสิทธินี้ (ต้องจ่ายเองทั้งหมด)
-สิทธิใหม่: เพิ่มสิทธิสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากและใส่ฟันปลอมถอดไม่ได้ จ่ายค่าผ่าตัด: 17,500 บาท/ราย
ชุดรากฟันเทียม: 3,300 บาท รวมถึงมีสิทธิค่าติดตามผลการรักษาด้วย
“สำหรับผู้ประกันตนใช้บริการนอกเหนือจากสถานพยาบาลคู่สัญญา จะต้องสำรองจ่ายไปก่อน และนำมายื่นขอรับเงินคืนได้ตามหลักเกณฑ์ ผ่านระบบ e-Self Service หรือยื่นที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ หรือสายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
ก.แรงงาน เดินหน้าเชิงรุกสกัดบริษัทเถื่อนหลอกคนไปทำงานเมืองนอก เหยื่อพุ่งนับร้อย สูญกว่า 20 ล้าน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ,พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก. ,พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทหลอกลวงคนไปทำงานภาคเกษตรในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยมี นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมด้วย ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตามที่กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาว่า มีกลุ่มคนหางานจำนวนกว่า 100 คน ไปร้องทุกข์กรณีถูกบริษัทรับทำวีซ่าแห่งหนึ่งหลอกไปทำงานเกษตรในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แอบอ้างว่าจะสามารถจัดส่งไปทำงานต่างประเทศได้ โดยจ่ายเงินให้บริษัทคนละ 130,000 - 150,000 บาท หลังจากที่จ่ายเงินไปแล้วบริษัทดังกล่าวได้นัดหมายให้กลุ่มคนหางานทั้งหมดไปอบรม ณ โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้สนามบิน แต่เมื่อคนหางานเดินทางไปยังโรงแรมที่นัดหมายดังกล่าว พบว่า ไม่มีการจองโรงแรมเพื่ออบรมไปทำงานต่างประเทศ คนหางานจึงเดินทางไปยังบริษัทดังกล่าวย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ปรากฎว่า ที่ตั้งบริษัทดังกล่าวมีป้ายชื่อติดอยู่ แต่ไม่พบเจ้าหน้าที่ของบริษัทแต่อย่างใด คนหางานจึงทราบว่าตนเองถูกหลอก จึงได้เดินทางไปกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) เพื่อแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว
“กระทรวงแรงงานขอให้พี่น้องคนไทยที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ได้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ได้ที่เว็บไซต์กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน ขอยืนยันว่าจะปกป้องคุ้มครองสิทธิแรงงานไทย ด้วยการนโยบายบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาการถูกหลอกลวงทำงานต่างประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป“ นายจุลพันธ์ กล่าว
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการในส่วนของกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้ตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน ทำให้ทราบว่า บริษัทดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศแต่อย่างใด กระทรวงแรงงาน จึงขอย้ำเตือนคนหางานให้เพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากพบว่า ปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้สื่อออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก หรือเพจปลอม ที่ใช้ในการโฆษณาชักชวนรับสมัครไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานภาคเกษตรกรรม ฟาร์ม หรือเก็บผลไม้ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยอ้างว่าเป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี และเป็นบริษัทจัดหางานต่างประเทศที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับกรมการจัดหางานเพื่อหลอกลวงให้คนหางานหลงเชื่อ ทั้งนี้ ผู้ที่จะสามารถจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศได้ จะต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานเท่านั้น หากเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดอ้างว่า สามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศได้ ขอให้ท่านสันนิษฐานได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขอให้คนหางานอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด
ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. กล่าวว่า หลังจากที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์กับทางพนักงานสอบสวน ตำรวจ บก.ปคม. เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569ตรวจสอบว่า บริษัทฯ พึ่งจดทะเบียน วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งจากคำให้การของผู้เสียหายพบว่าช่วงเดือน ส.ค.68 เริ่มถูกหลอกให้โอนเงินเป็นค่าเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ในส่วนโรงแรมที่ผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นสถานที่จัดอบรมเพื่อไปทำงานต่างประเทศนั้น จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่พบว่ามีการจองเพื่อจัดอบรมแต่อย่างใด ซึ่งกลุ่มของผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องมี จำนวน 4 ราย แบ่งหน้าที่กัน ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ขออนุมัติศาลออกหมายจับ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา แล้วสามารถจับกุม 2 ใน 4 ผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569
ด้าน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า สำหรับแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 5 วิธี ได้แก่ 1) บริษัทจัดหางานที่จดทะเบียนถูกต้องกับกรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง 2) กรมการจัดหางานจัดส่ง 3) เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง 4) นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน 5) นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน
ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 2/5/2569
ผลสำรวจจาก RealWatch Lab พบ 52% ของแรงงานไทย ต้องการรายได้และสวัสดิการที่มั่นคง
เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว
โดยธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัว โดยประมาณว่าจะมีอัตราการเติบโต ประมาณ 1.5% เนื่องจากเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้านทั้ง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานของภาคการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศชะลอตัว และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจ้างงาน
จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า มีสถิติ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของกฏหมายประกันสังคม ถูกเลิกจ้างจำนวน 531,779 คน ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2567 หรือเฉลี่ย 40,000 คนต่อเดือน โดยมีแนวโน้มในการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี ระหว่างปี 2565-2568 ณ ปี 2568 ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีทั้งหมด 12.18 ล้านคน
จากแนวโน้มดังกล่าว เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology ได้สำรวจความเห็นของแรงงานไทยในทุกระดับ ทั้งกลุ่มพนักงานบริษัท แรงงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ถึง ความต้องการและความกังวลของแรงงานไทย ในปี 2569 ที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจำนวน 7,014 ข้อความจาก แพลตฟอร์ม Social Media ทุกแพลตฟอร์ม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-30 เมษายน 2569 โดยแบ่งออกเป็น การสำรวจเรื่องความต้องการของแรงงานไทยในปี 2569 และ เรื่องความกังวลของแรงงานไทยในปี 2569 พบว่า
ประเด็นเรื่องความต้องการของแรงงานไทยในปี 2569 พบว่า 52% ของแรงงานไทยทั้งในระดับพนักงานบริษัท (White Collar) ไปจนถึงแรงงานในระดับที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม มีความต้องการค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และ สวัสดิการที่มั่นคงในที่ทำงาน เป็นอันดับแรก โดยข้อความส่วนใหญ่จะระบุว่า อยากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย อยากได้รับสวัสดิการที่ดีในที่ทำงาน เป็นต้น
ความต้องการอันดับสอง คิดเป็นสัดส่วน 30% ต้องการที่จะฝึกทักษะเรื่องการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อความมั่นคงในอาชีพ และ ยกระดับการทำงาน โดยข้อความที่โพสต์ใน Social Media ของคนทำงานกลุ่มนี้ ระบุว่า โลกกำลังเปลี่ยนไป บริษัทต้องปรับตัว พนักงานก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงาน, AI จะทำให้มนุษย์ตกงาน คนทำงานต้องเรียนรู้เรื่อง AI
อันดับ 3 คิดเป็นสัดส่วน 7% ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และ ความเท่าเทียมกันในที่ทำงาน โดยข้อความจะระบุว่า ต้องสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมในที่ทำงาน ต้องให้โอกาสคนรุ่นใหม่ในการทำงาน เป็นต้น
อันดับ 4 คิดเป็นสัดส่วน 6% เป็นเรื่องของความต้องการการทำงานที่มีอิสระและมีความยืดหยุ่นในการทำงาน โดยข้อความระบุว่า การทำงานต้องมีอิสระ และ มีความยืดหยุ่น การทำงานไม่ต้องทำงานที่บริษัท แต่ทำงานที่ไหนก็ได้ ประหยัดค่าเดินทาง และ ทำงานได้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น
อันดับ 5 คิดเป็นสัดส่วน 5% ต้องการการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจและสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีแรงกดดันสูง และ ต้องการให้องค์กรมีวัฒนธรรมการทำงานที่เกื้อกูลให้การทำงานที่สนับสนุนกัน
ส่วนประเด็นเรื่อง ความกังวลในการทำงาน จากการสำรวจพบว่า 35% ของข้อความทั้งหมด มีความกังวลในเรื่อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ในขณะที่รายได้ที่ได้รับไม่สอดคล้องกับรายจ่าย โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า กังวลว่าปีนี้เงินเดือนจะขึ้นไม่ทันค่าใช้จ่าย เงินเดือนไม่ขึ้น แต่ของแพงเกิน
อันดับ 2 คิดเป็นสัดส่วน 25% มีความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนในเสถียรภาพการทำงานและความมั่นคงในการจ้างงาน เนื่องภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้กังวลเรื่องการถูกเลิกจ้าง โดยข้อความระบุว่า ตอนนี้ Ai ถูกใช้แทนคน จะทำให้คนตกงาน, ชีวิตไม่แน่นอนเพราะโดนเลิกจ้าง, จบมา 1 ปี แล้ว ยังไม่ได้งาน
อันดับ 3 คิดเป็นสัดส่วน 22% มีความกังวลเรื่องโครงสร้างของกฎหมายแรงงาน ที่ยังมีข้อจำกัดในการคุ้มครองแรงงาน โดยข้อความระบุว่า ถ้าขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเพิ่มสิทธิหักค่าใช้จ่าย, แรงงานไม่ได้รับการคุ้มครองเรื่องสวัสดิการ ความปลอดภัย
และ อันดับ 4 และ 5 คิดเป็นสัดส่วน 9% เท่ากัน มีความกังวลเรื่องของคุณภาพชีวิตในการทำงาน มีภาวะหมดไฟจากการทำงาน รวมทั้งกังวลเรื่องช่องว่างในทักษะการทำงาน จากการที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในองค์กรมากขึ้น ทำให้แรงงานต้องปรับตัวในการพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับ AI โดยข้อความระบุว่า คนเจน Z หางานยาก งานพื้นฐาน AI ทำหมด, ทำงานหนัก ถ้าไม่ทำงานก็โดนเลิกจ้าง, Upskill ต้องเป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะ AI เป็นต้น
จากผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ และ เทคโนโลยี มีผลกระทบต่อกระบวนการทำงานของแรงงานไทย
ในเชิงเศรษฐกิจ แรงงานไทยมีความต้องการและกังวลในเรื่องของค่าครองชีพ ทั้งความต้องการความมั่นคงด้านรายได้ และในขณะเดียวกันก็มีความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น และ กังวลเรื่องการเลิกจ้าง ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเทคโนโลยี
และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเทคโนโลยี ยังทำให้แรงงานไทยมีความตื่นตัวในการพัฒนาศักยภาพการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ทำให้แรงงานจำนวนมากให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นคงในการทำงาน
ที่มา: การเงินการธนาคาร, 1/5/2569
กสม. ชู "แรงงานไม่ใช่สินค้า" จี้รัฐปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ คุ้มครองทุกกลุ่มเท่าเทียม
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยแพร่สารเนื่องใน "วันแรงงานสากล" 1 พ.ค.2569 โดยระบุว่า "แรงงานไม่ใช่สินค้า" คือกระบวนทัศน์สำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยมุ่งเน้นให้นานาประเทศร่วมกันขจัดแรงงานบังคับ การใช้แรงงานเด็ก การเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานทุกรูปแบบ รวมทั้งส่งเสริมให้แรงงานมีเสรีภาพในการสมาคม การเจรจาต่อรอง มีสุขภาพที่ดีและมีความปลอดภัยในการทำงาน
ที่ประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายคนทำงาน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ภาคเอกชน และหน่วยงานของรัฐ ได้พิจารณาสถานการณ์และประเด็นท้าทายของสิทธิแรงงาน เห็นว่า รัฐมีความพยายามแก้ไขและจัดทำกฎหมายหลายฉบับเพื่อคุ้มครองแรงงาน แต่ยังคงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน
ส่งผลให้การคุ้มครองแรงงานที่มีลักษณะงานแตกต่างกันไม่ครอบคลุมตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ แรงงานกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานแพลตฟอร์ม แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ แรงงานข้ามชาติ แรงงานในสถานบริการ และแรงงานจ้างเหมาบริการ ยังเผชิญปัญหาสำคัญ เช่น ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยและการถูกคุกคามทางเพศในการทำงาน สัญญาที่ไม่เป็นธรรม รูปแบบการทำงานที่ไม่มั่นคง เข้าไม่ถึงระบบประกันสังคม เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์
เนื่องในโอกาสวันแรงงานสากล 1 พ.ค.2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ซึ่งรับรองเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง เพื่อประโยชน์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป (FTA Thai-EU) รวมทั้งเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว ค.ศ 1990 ขององค์การสหประชาชาติ
พร้อมกันนี้ ขอให้กระทรวงแรงงานดำเนินการปฏิรูปกฎหมายแรงงานทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากล โดยจัดทำเป็นประมวลกฎหมายแรงงาน ออกกฎกระทรวงแรงงานเพื่อคุ้มครองแรงงานแฟลตฟอร์ม และแรงงานที่ทำงานในสถานบริการ ซึ่งมีลักษณะงานพิเศษ เพื่อให้แรงงานทุกคนได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม บรรลุเป้าหมายการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า (decent work) และการจ้างงานที่เป็นธรรม (fair work) โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
สำนักงานประกันสังคมน้อมรับข้อบกพร่องระบบบัญชีคลาดเคลื่อน ปมงบปี 2568 สินทรัพย์ล่องหนเกือบ 4 พันล้าน
สืบเนื่องจากกรณีที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการด่วนให้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดำเนินการตรวจสอบกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินประจำปี 2568 โดยกล่าวว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมเน้นย้ำให้ยกระดับมาตรฐานการจัดทำบัญชีและการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความมั่นคงของเงินกองทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชนและผู้ประกันตนว่า ทรัพย์สินและเงินทุกบาททุกสตางค์ได้รับการดูแลอย่างรัดกุมและโปร่งใสสูงสุด
ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กรณีเงินกองทุนสูญหาย แต่เป็นปัญหาความคลาดเคลื่อนในการกระทบยอดตัวเลขทางบัญชี ซึ่งเกิดจากข้อขัดข้องทางเทคนิคในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบบัญชีภายใน (E-Form-GL) กับระบบบัญชีภาครัฐ (New GFMIS Thai) ที่มีการกำหนดรูปแบบข้อมูลไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การลงรายการทางบัญชีบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนตามข้อมูลสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง
โดยขณะนี้ได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจ เพื่อเปรียบเทียบและตรวจสอบรายการทางบัญชี รวมถึงรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ครบถ้วน เพื่อยืนยันต่อ สตง. ว่ารายการที่ปรากฏเป็นส่วนต่างนั้น มีทรัพย์สินรองรับอยู่จริงโดยเร็วที่สุด
สำหรับประเด็นความแตกต่างในบัญชีสินทรัพย์ สปส. ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องในการปรับปรุงข้อมูล ระหว่าง "ทะเบียนคุมครุภัณฑ์" และ "ระบบ GFMIS" ให้เป็นปัจจุบัน โดยสาเหตุจากการบันทึกรายการในระบบ GFMIS ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีการลงรายการซ้ำซ้อน หรือบางรายการจำหน่ายออกไปแล้วแต่ระบบยังไม่อัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน สำหรับการแก้ไขปัญหานี้ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติงานทั่วประเทศทำการตรวจนับสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง (Physical Count) และปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตรงกัน เพื่อขจัดข้อสงสัยและสร้างระบบการควบคุมภายในที่เข้มงวดกว่าเดิม
สำนักงานประกันสังคม ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการบริหารกองทุนด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมรายงานความคืบหน้าในการปรับปรุงข้อมูลบัญชีสินทรัพย์ต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง โดยความพยายามในการวางระบบควบคุมในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่จะปิดช่องโหว่ด้านงานเอกสารและพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืน
ปคม.ทลายบริษัท 18 มงกุฎ ตุ๋นแรงงานไทยนับร้อย ทำงานเกษตร ตปท.สูญเงินรวม 20 ล้าน
พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. สั่งการ พ.ต.อ.ศิรเมศร์ เมธีธนวิจิตร์ ผกก.3 บก.ปคม. พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ รอง ผกก.3 บก.ปคม. พ.ต.ท.เกียรติบดินทร์ วงค์งาม, พ.ต.ท.หญิงพัชราภรณ์ ส่องศรี,พ.ต.ท.ประเวศน์ แสงพรหม สว.กก.3 บก.ปคม. นำกำลังจับกุม นายธนาคาร อายุ 23 ปี และ นายธราเทพ อายุ 23 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2426 และ 2427/2569 ลงวันที่ 27 เม.ย.69 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ฯ, ร่วมกันโฆษณาจัดหางานโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบฯ, ร่วมกันโดยทุจริต หรือ โดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน” ได้ที่ห้องพักแห่งหนึ่งใน ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก
สืบเนื่องจากกลุ่มผู้ต้องหาได้โพสต์ ในเพจชื่อ "หางานต่างประเทศ" รับสมัครแรงงานไทยไปทำงานเกี่ยวกับการเกษตร ที่ประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตรเลีย ได้รับเงินเดือน 90,000 – 100,000 บาท มีที่พักฟรี แต่ต้องมาสมัครด้วยตัวเองที่บริษัท เวิลด์ไวด์ วีซ่า โกลบอล เซอร์วิส จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เท่านั้น
จากนั้นเมื่อมีผู้สนใจก็จะต้องชำระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าทำสัญญา 80,000 บาท, ประกันชีวิต 40,000 บาท, การออกวีซ่า 9,750 บาท, ค่าแลกเงิน 33,000 บาท รวมรายจ่ายทั้งหมด 162,750 บาท ซึ่งบางรายต้องเอารถยนต์ไปจำนำ, ขายที่นา หรือกู้เงินมาจ่ายเป็นค่าสมัคร โดยภายหลังที่ได้ชำระเงินไปแล้ว กลุ่มของผู้ต้องหาได้นัดให้ผู้เสียหายเดินทางมาอบรมพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือปริมณฑลในวันที่ 25 เม.ย.แต่เมื่อถึงวันนัด ปรากฎว่าไม่สามารถติดต่อใครได้ จึงเชื่อว่าถูกหลอก กลุ่มผู้เสียหาย 100 กว่าราย มีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสูญเงินรวมกว่า 20 ล้านบาทได้เข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปคม. ให้ดำเนินคดีกับทางบริษัท เวิลด์ไวด์ วีซ่า โกลบอล เซอร์วิส จำกัด และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
จากการสืบสวน ทราบว่า บริษัทดังกล่าวพึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 29 ก.ย.68 ซึ่งจากคำให้การของผู้เสียหายพบว่าช่วงเดือน ก.ย.68 เริ่มถูกหลอกให้โอนเงินเป็นค่าเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ในส่วนโรงแรมที่ผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นสถานที่จัดอบรมเพื่อไปทำงานต่างประเทศนั้น จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการจองเพื่อจัดอบรมแต่อย่างใด ซึ่งกลุ่มของผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องมี จำนวน 4 ราย แบ่งหน้าที่กันทำ โดยมี นายวันเฉลิม เป็นกรรมการบริษัท, น.ส.พิชญ์จิราฯ หรือ แบม, นายธนาคาร และ นายธราเทพ ชุดสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปคม. ขออนุมัติศาลออกหมายจับไว้ กระทั่งสืบทราบว่า นายธนาคาร และ นายธราเทพ หลบหนีมากบดานในพื้นที่ จ.ตาก จึงนำกำลังจับกุมได้ดังกล่าว
สอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธว่า มีหน้าที่จัดหาเอกสารสมัครงาน, พูดคุยรายละเอียดเบื้องต้นขั้นตอนการสมัคร และการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ แล้วส่งต่อให้ น.ส.พิชญ์จิรา ทำสัญญาและจ่ายเงินต่าง ๆ ก่อนส่งมอบเงินทั้งหมดให้ นายวันเฉลิม โดยไม่ได้มีส่วนร่วมหลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปคม. ดำเนินคดี ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวต่อไป
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 30/4/2569
กว่า 7 ใน 10 องค์กรในประเทศไทยเผย ประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานลดลง เนื่องจากไม่ผูกพันกับองค์กร
ภาวะพนักงานขาดความผูกพันกับองค์กรกำลังทวีความรุนแรงในประเทศไทย โดยส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและบรรยากาศในองค์กร จากผลการสำรวจล่าสุดของบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย ซึ่งเผยแพร่ควบคู่กับรายงาน Talent Trends 2026
ผลสำรวจพบว่า เกือบ 3 ใน 4 ขององค์กรไทยมองว่าพนักงานไม่ได้รู้สึกผูกพันหรืออยากมีส่วนร่วมกับองค์กร ขณะที่พนักงานมากกว่า 60% ยอมรับว่ากำลังเผชิญกับ “ภาวะเริ่มหมดไฟแบบเงียบ” (quiet cracking) เป็นประจำ และอีกเกือบ 1 ใน 4 ระบุว่าเผชิญภาวะดังกล่าวเป็นครั้งคราว
ภาวะดังกล่าวหมายถึงการที่พนักงานยังคงทำงานตามหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ภายในกลับขาดแรงจูงใจและความรู้สึกผูกพัน ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมในระยะยาว
คุณปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทยของบริษัท ระบุว่า ปัญหานี้มักถูกมองข้าม เนื่องจากพนักงานยังคงแสดงศักยภาพการทำงานได้ตามที่คาดหวัง “แท้จริงแล้วพนักงานจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันสะสมและความไม่แน่นอน หากไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่การลดลงของประสิทธิภาพ ขวัญกำลังใจ และอัตราการลาออกที่สูงขึ้น”
รายงานยังชี้ว่า ภาวะ “หมดไฟเงียบ” กำลังพัฒนาไปสู่ระดับที่รุนแรงขึ้นในปี 2026 หรือที่เรียกว่า “ภาวะความผูกพันในองค์กรถดถอย” ซึ่งเกิดจากผลกระทบที่ลุกลามไปยังทีมและแผนกต่าง ๆ ส่งผลให้การทำงานร่วมกันลดลง ความคิดสร้างสรรค์ถดถอย และวัฒนธรรมองค์กรอ่อนแอ
ข้อมูลจาก Gallup ระบุว่า ระดับความผูกพันของพนักงานทั่วโลกลดลงจาก 23% เหลือ 21% และสร้างความสูญเสียด้านผลิตภาพคิดเป็นมูลค่าราว 438,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024
สำหรับประเทศไทย เกือบ 2 ใน 5 ของพนักงานยอมรับว่าการที่เพื่อนร่วมงานขาดแรงจูงใจส่งผลกระทบเชิงลบต่อขวัญกำลังใจของตน ขณะที่มากกว่า 50% ระบุว่าสังเกตเห็นปัญหานี้ในที่ทำงาน แม้ยังสามารถรักษาผลงานของตนเองได้
สัญญาณที่พบได้บ่อยของภาวะความผูกพันลดลง ได้แก่ การทำงานร่วมกันลดลง (44%) การขาดสมาธิ (27%) และการมีส่วนร่วมในการประชุมน้อยลง (20%)
ในด้านการรับมือ องค์กรไทยราว 50% ระบุว่าใช้วิธีเปิดพื้นที่พูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ 31% เน้นการยกย่องผลงาน และ 14% นำรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมาใช้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่พนักงานให้ความสำคัญมากที่สุดยังคงเป็นโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพ (56%) รองลงมาคือวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง (24%) และความยืดหยุ่นในการทำงาน (16%)
ด้านภาวะผู้นำ พนักงาน 37% ต้องการผู้นำที่มีทิศทางชัดเจน ขณะที่ 32% ให้ความสำคัญกับผู้นำที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ
คุณปุณยนุชระบุเพิ่มเติมว่า การสร้างความผูกพันในองค์กรจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งผู้บริหารและผู้จัดการสายงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสื่อสารที่เปิดกว้างและโปร่งใส รวมถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นได้
ทั้งนี้ รายงานยังสะท้อนว่าแนวโน้มด้านแรงงานในปี 2026 จะเพิ่มความซับซ้อนให้กับการตัดสินใจของผู้นำองค์กร ทั้งจากการแข่งขันในตลาดแรงงาน การใช้เทคโนโลยี AI ในกระบวนการสมัครงาน ไปจนถึงความสำคัญของทักษะด้านอารมณ์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการรักษาและดึงดูดบุคลากรในระยะยาว
ที่มา: บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย, 30/4/2569
จุลพันธ์ สั่ง ‘สปส.’ เร่งแจงหลัง สตง. ชี้ตัวเลขบัญชีปี 2568 ไม่ตรงมูลค่าสินทรัพย์
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุ “ไม่สามารถแสดงความเห็นต่อรายงานการเงินของสำนักงานประกันสังคมได้ เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการแสดงความเห็นต่อรายงานการเงิน” งบการเงินสำนักงานประกันสังคมปี 2568 หลังพบขาดหลักฐานสำคัญ ตัวเลขบัญชีต่างกันกว่า 382 ล้านบาท และมูลค่าสินทรัพย์ตรวจนับจริงต่ำกว่าบัญชีถึง 3,600 ล้านบาท
นายจุลพันธ์ ระบุว่า พี่น้องผู้ประกันตนทุกท่าน ได้ทราบกรณีที่ปรากฏบนสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งระบุถึงการตรวจสอบงบการเงินโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ว่าพบส่วนต่างในการจัดทำรายงานบัญชีและพัสดุประจำปี 2568 ของสำนักงานประกันสังคม
“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ผมเข้าใจถึงความกังวลใจของพี่น้องผู้ประกันตนดี เนื่องจากเงินในส่วนนี้ถือเป็นเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานของพี่น้องผู้ประกันตนทุกคน ล่าสุดผมได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม เร่งทำคำชี้แจงต่อสาธารณะและให้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องในกรอบเวลาที่เหมาะสมแล้วครับ” นายจุลพันธ์ กล่าว
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 29/4/2569
วงเสวนาแรงงาน เปิดตัวเลขเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่นคน ไรเดอร์ถูกลดค่ารอบ ไร้มาตรการรัฐช่วยเหลือ
วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง และขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2569 หัวข้อ “ส่องกล้องแรงงานไทยในสถานการณ์วิกฤตกับคุณภาพชีวิตที่ถดถอย”
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า วันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันที่คนงานกลุ่มต่างๆ ได้ออกมาสะท้อนถึงปัญหาในการทำงาน และเรียกร้องให้เกิดการแก้ไข เยียวยา จัดสวัสดิการที่เหมาะสม โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต จากปัญหาเศรษฐกิจ วิกฤตสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน และถูกซ้ำเติมจากภาวะสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อมาถึงการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น คนงานจึงเป็นกลุ่มคนที่ประสบปัญหาโดยตรง การถูกเลิกจ้าง เดือนละ ราวๆ 40,000 คน และแรงงานกลุ่มไรเดอร์ที่ทำงานตามแพลตฟอร์มถูกลดค่ารอบ ทั้งสองกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบทั้งรายได้ และสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างหนัก แต่มาตรการของรัฐยังไม่สามารถรองรับปัญหานี้ได้ ดังนั้นจึงต้องมีเวทีสะท้อนปัญหา และข้อเสนอของคนงาน เพื่อให้รัฐบาลหามาตรการในการแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าที่เป็นอยู่
นายวรดุลย์ ตุลารักษ์ นักวิจัยด้านเศรษฐกิจและแรงงาน ภายใต้โครงการพัฒนาความรู้และความเข้มแข็งด้านสุขภาวะแรงงานแพลตฟอร์ม กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ เงินเฟ้อสูง (Stagflation) และถูกซ้ำเติมจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการกระจายรายได้และความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประเทศไทยขาดความยืดหยุ่น และไม่พร้อมรับมือเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตใหม่ๆ ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งทุกวิกฤตที่เกิดขึ้น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อนและรุนแรงที่สุดมักเป็นคนจนและแรงงานที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์มอย่างกลุ่มไรเดอร์ซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว ต้องแบกรับต้นทุนการทำงานที่สูงขึ้น ท่ามกลางสภาพการทำงานบนท้องถนนที่ร้อนกว่า 40 องศาเซลเซียสและฝุ่น PM2.5 แต่การตอบสนองของรัฐถือว่าล่าช้า ไม่เฉพาะเจาะจงชัดเจน เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์
นายวรดุลย์ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอในเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องคิดถึงสวัสดิการรูปแบบใหม่ๆ เช่น จัดจุดพักและบริการน้ำดื่มในพื้นที่เมือง สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นและชุดยูนิฟอร์มระบายอากาศ โดยให้แพลตฟอร์มเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดหาและดูแลสวัสดิการให้แก่แรงงานเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณภาษีของประชาชน รวมถึงการกำหนดเกณฑ์หยุดพักงานเมื่ออุณหภูมิหรือค่าฝุ่นอยู่ในระดับอันตราย พร้อมทั้งพัฒนากลไกชดเชยต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงในการทำงานที่ยุติธรรม เพื่อให้เกิดการคุ้มครองที่เป็นธรรมและช่วยให้แรงงานสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ภายใต้ภาวะวิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง
นางประภาพร ผลอินทร์ ตัวแทนเครือข่ายไรเดอร์ กล่าวว่า ปัญหาการทำงานของกลุ่มไรเดอร์ตอนนี้คือค่ารอบที่ลดลงจากช่วงแรกๆ ที่ 60-80 บาท เหลือประมาณ 20 กว่าบาท จากเดิมที่น้อยอยู่แล้ว ทำให้ต้องมีการทำรอบให้มากขึ้น มีชั่วโมงการทำงานยาวนาน เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ได้เท่าเดิม พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุทางถนน เสียสุขภาพจิตเพราะความเครียดจากเรื่องดังกล่าว รวมถึงการต้องทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ฝุ่น PM 2.5 แล้วยิ่งช่วงนี้ปัญหาเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันสูงขึ้น ข้าวของอุปโภคบริโภคสูงขึ้นทุกอย่างรวมกันแล้วยิ่งทำให้เครียด ยังไม่รวมกับปัญหาระหว่างทำงานที่หลายคนต้องเผชิญ ทั้งการถูกคุกคามทางเพศ การดูหมิ่นต่างๆ ดังนั้น สิ่งที่อยากเรียกร้องไปยังอำนาจรัฐที่เกี่ยวข้องคือสิทธิ สวัสดิการที่เหมาะสม มีการจัดสถานที่เลี้ยงลูกให้กับไรเดอร์ที่ปลอดภัย ราคาไม่แพงเข้าถึงได้ การช่วยเจรจาค่ารอบไม่ให้ต่ำกว่า 40 บาท และหากไรเดอร์ต้องหยุดวิ่งงานระยะหนึ่ง ต้องไม่ปิดกั้นการมองเห็นหรือหักเปอร์เซ็น เป็นต้น ส่วนสถานภาพของไรเดอร์ที่ควรจัดเป็นแรงงานในระบบเหมือนกับหลายๆประเทศ ก็ต้องร่วมกันผลักดันกันต่อไปเพื่อให้มีกฎหมายมารองรับให้ชัดเจน
นางสาวศรีไพร นนทรีย์ นักเคลื่อนไหวกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง กล่าวว่า ปัญหาการคุกคามทางเพศต่อกลุ่มไรเดอร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไรเดอร์หญิง อีกด้านหนึ่งก็ยอมรับว่ามีไรเดอร์ไปคุกคามผู้อื่นเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทุกฝ่าย ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่ราคาน้ำมันสูง ข้าวของแพง แต่รายได้ไม่ได้มากตาม หนำซ้ำเงินในกระเป๋ายังมีมูลค่าลดลงด้วยนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวไรเดอร์เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงคนทั้งครอบครัวให้มีชีวิตยากลำบากขึ้น ทำให้เกิดการมีปากเสียง ทะเลาะกัน เกิดความรุนแรงในครอบครัวอันเป็นผลมาจากความจนบีบบังคับ ในส่วนของแรงงานกลุ่มอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศษฐกิจ และเกิดปัญหาการเลิกจ้างที่กังวลคือการจะไม่ได้รับเงินชดเชย ดังนั้นอยากให้รัฐเข้ามาดูแลให้ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงตอนนี้ในส่วนของผู้ประกันตนที่ยังรอการประกาศใช้ระเบียบบำนาญสูตรแคร์อยู่ก็อยากให้เร่งรัด หากประกาศได้ภายในวันแรงงานแห่งชาตินี้ก็จะถือว่าเป็นอีกหนึ่งของขวัญให้กับคนใช้แรงงานได้
นายสุทัศน์ เอี่ยมแสง ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจในบ้านเรา ส่งผลกระทบกับแรงงาน เกิดปัญหานายจ้างมองแรงงานเป็นต้นทุนสูงเพราะมีสวัสดิการ อีกทั้งยังมีการรวมตัวเรียกร้องมากกว่ากฎหมาย เลยมีการเลิกจ้างพนักงานประจำ แล้วหันไปใช้ซับคอนแทรกส์ หรือแรงงานต่างด้าวเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายสวัสดิการตามกฎหมาย อนาคตหากมีลักษณะนี้มากขึ้นจะทำให้แรงงานไทยไม่มีความมั่นคง เกิดภาวะแรงงานถดถอย เพราะปัจจุบันยังมีแรงงานจำนวนมากที่มีภาระหนี้สิน การเลี้ยงดูครอบครัว และมีค่าใช้จ่ายในค่าครองชีพสูงขึ้น ดังนั้นเนื่องในวันแรงงานปีนี้เราจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลลงนามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 แก้พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ให้ลูกจ้างมีสิทธิ์รวมตัวตั้งสหภาพแรงงาน เจรจาต่อรอง และขอให้รัฐบาลคุมราคาสินค้า กำกับให้มีการเลิกจ้างแรงงานเหมาค่าแรงมาเป็นการจ้างงานในระบบที่มีสวัสดิการที่เป็นธรรม รับรองและประกาศใช้บำนาญสูตรแคร์ การปรับค่าจ้าง เป็นต้น
เปิดตัว "สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย" ดัน 9 ล้านคนสู่ "อาชีพ" ทางการ หนุนตลาดโตกว่า 4.5 หมื่นล้าน
ตลาด Creator Economy (เศรษฐกิจครีเอเตอร์) ของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จากจำนวนครีเอเตอร์ กว่า 9 ล้านคน สู่มูลค่าตลาดราว 45,000 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ย 25–30% ต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจะมีขนาดใหญ่และมีบทบาทต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ "ครีเอเตอร์" ยังไม่ได้รับการยอมรับในฐานะอาชีพอย่างเป็นทางการ การขาดการกำหนดมาตรฐาน ส่งผลให้ต้องเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การไม่มีหลักประกันทางการเงิน เช่น การขอสินเชื่อหรือที่อยู่อาศัย การขาดระบบสนับสนุนและแหล่งทุน ไปจนถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังไม่คุ้มครองรูปแบบการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ ช่องว่างดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะครีเอเตอร์ แต่ส่งผลต่อทั้งแบรนด์ เอเจนซี และ Ecosystem ที่กำลังเติบโต
ล่าสุด คณะผู้ริเริ่มจัดตั้ง จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว "สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (Thailand Content Creator Association: TCCA)" อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ SCBX ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อทำหน้าที่เป็น "สมาคมวิชาชีพ" และองค์กรกลางในการยกระดับมาตรฐาน สนับสนุน และการกำกับดูแลอย่างยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักขายออนไลน์สู่ระดับนานาชาติ
ขจร เจียรนัยพานิชย์ บรรณาธิการบริหาร RAiNMaker, iCreator Community และนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย เปิดเผยว่า "อุตสาหกรรม Creator Economy ในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่เรากลับขาดการวางมาตรฐาน การกำหนดทิศทางร่วมกัน แม้แต่ในเอกสารราชการเองยังไม่เคยระบุคอนเทนต์ครีเอเตอร์ คืออาชีพจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานจำนวนมากที่ต้องการประสานความร่วมมือ การกำหนดกฎเกณฑ์ หรือต้องการสนับสนุนวงการครีเอเตอร์โดยภาพรวม เพียงแต่เพราะพวกเราไม่เคยรวมตัวกันอย่างจริงจัง การจะยกระดับวงการให้ยั่งยืนและถาวรจึงเกิดขึ้นได้ยาก"
"การจัดตั้งสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรวมตัวของผู้ประกอบอาชีพ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมในระยะยาว เราเลือกทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ สร้างกรอบการทำงานร่วมกัน และเชื่อมโยงผู้เล่นใน Ecosystem เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในระบบ"
ขจรกล่าวต่อว่า "บทบาทของสมาคมไม่ใช่การควบคุมครีเอเตอร์ แต่คือการสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรม ทั้งในด้านมาตรฐาน จริยธรรม และแนวปฏิบัติ เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเติบโตในฐานะวิชาชีพ ขณะที่แบรนด์และเอเจนซีสามารถทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ได้อย่างมั่นใจและวัดผลได้มากขึ้น"
"ผมเชื่อว่าครีเอเตอร์ไทยเก่งระดับโลก และเราอยากพาวงการนี้ไปให้ถึงระดับสากล เพราะ Creator Economy ไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิงอีกต่อไป แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจและสังคมไทยให้โตไปพร้อมกัน"
สุวิตา จรัญวงศ์ CEO & Co-Founder, Tellscore และอุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย กล่าวเสริมว่า "ครีเอเตอร์ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสื่อสาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจที่ต้องสร้างผลลัพธ์ทั้ง Engagement, Conversion และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้บทบาททางเศรษฐกิจจะชัดเจนมากขึ้น แต่อุตสาหกรรมยังขาดโครงสร้างรองรับในฐานะ ‘อาชีพ’ ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพื้นฐาน ความมั่นคงทางการเงิน หรือกรอบกฎหมายที่ยังไม่คุ้มครองรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งท้ายที่สุดส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งแบรนด์และผู้บริโภค บทบาทของสมาคมในด้านการกำกับดูแลวิชาชีพ จึงมุ่งสร้าง ‘มาตรฐานกลาง’ ที่ทุกภาคส่วนสามารถอ้างอิงร่วมกันได้ ทั้งด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และแนวปฏิบัติในการทำงาน เพื่อสนับสนุนให้ครีเอเตอร์เติบโตในฐานะวิชาชีพ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์ม แบรนด์ และผู้บริโภคสามารถทำงานร่วมกันบนความเชื่อมั่นที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอม คอนเทนต์จาก AI และกลโกงทางไซเบอร์ ส่งผลต่อระดับความไว้วางใจในสังคมในวงกว้าง"
กล้า ตั้งสุวรรณ CEO & Co-Founder, Wisesight (Thailand) และอุปนายกด้านการยกระดับครีเอเตอร์สู่สื่อสาธารณะสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย กล่าวว่า "สิ่งที่เห็นชัดจากข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย คือ ครีเอเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตคอนเทนต์ แต่กลายเป็น ‘สื่อ’ ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้และการตัดสินใจของผู้บริโภคในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังขาดการนิยามบทบาทของครีเอเตอร์ในฐานะสื่ออย่างชัดเจน ทำให้มาตรฐานในการสื่อสาร ความรับผิดชอบในฐานะสื่อสาธารณะ ที่ยังไม่สอดคล้องกันในระดับอุตสาหกรรม ควรได้รับการผลักดันให้เป็นวิชาชีพที่มีมาตรฐาน บทบาทของสมาคมในส่วนนี้จึงอยู่ที่การยกระดับครีเอเตอร์สู่การเป็น Public Media (สื่อสาธารณะ) ซึ่งอยู่ในนิเวศสื่อเดียวกัน และมีมาตรฐานบางส่วนร่วมกัน ทั้งในด้านคุณภาพเนื้อหา ความโปร่งใส และจริยธรรม เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถทำหน้าที่สื่อสาธารณะได้อย่างโปร่งใส น่าเชื่อถือ และมีความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน การยกระดับในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ครีเอเตอร์เติบโตได้อย่างสง่างามและยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและแบรนด์ต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง ‘สังคมข่าวสารที่มีคุณภาพ’ ให้กับประชาชนไทย เพื่อให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างแท้จริง"
อิสระ ฮาตะ YouTuber และ Co-Founder บริษัท รับทราบ โปรดักชั่น จำกัด และอุปนายกด้านมาตรฐานวิชาชีพครีเอเตอร์สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย กล่าวว่า "ในมุมของคนทำงานจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของครีเอเตอร์ แต่คือการขาดมาตรฐานกลางในการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอบเขตงาน การตั้งราคา หรือความเข้าใจระหว่างครีเอเตอร์กับแบรนด์ ซึ่งทำให้เกิดความไม่ชัดเจนและความเสี่ยงในทุกฝ่าย การกำหนดมาตรฐานวิชาชีพจึงไม่ใช่การจำกัดความคิดสร้างสรรค์ แต่คือการสร้าง ‘มาตรฐานกลาง’ ของอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพของงานคอนเทนต์ในภาพรวมให้สอดคล้องกับความคาดหวังของตลาดที่สูงขึ้น"
ภายในงานมีการนำเสนอ Vision และ Direction ของสมาคมในระยะเริ่มต้น พร้อมเปิดตัวคณะบริหารและที่ปรึกษาจากหลากหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรม ทั้งครีเอเตอร์ ผู้ผลิตคอนเทนต์ สื่อ และผู้ร่วมผลักดัน Ecosystem เพื่อสะท้อนมุมมองของอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือเวทีเสวนาในหัวข้อ "อนาคตวิชาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักขายออนไลน์: ศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการกำกับดูแล" ซึ่งสะท้อนทิศทางของ Creator Economy ในบริบทที่การแข่งขันสูงขึ้นและความคาดหวังของแบรนด์มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยรวบรวมผู้เล่นจากหลากหลายบทบาทในอุตสาหกรรม ได้แก่ ยุทธนา บุญอ้อม (ป๋าเต็ด) Senior Executive Vice President, Showbiz บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน), วุฒิธร มิลินทจินดา (วู้ดดี้) CEO & Founder บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด, วิชัย มาตกุล Co-Founder & Creative Director บริษัท แซลมอน เฮ้าส์ จำกัด, พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (หนุ่ย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด, อิสระ ฮาดะ (อิส) Co-Founder บริษัท รับทราบ โปรดักชั่น จำกัด และ ศรัญญู เพียรทำดี (เบียร์) CEO & Co-Founder บริษัท บัฟ แก๊ก จำกัด โดยมี ขจร เจียรนัยพานิชย์ และ สุวิตา จรัญวงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายในการยกระดับวิชาชีพครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักขายออนไลน์ ให้เป็นอาชีพที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับในระดับประเทศและสากล ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้บริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ในเชิงการดำเนินงาน สมาคมวางบทบาทในการขับเคลื่อนในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดทำแนวปฏิบัติทางวิชาชีพ การกำหนดนิยามของบทบาทต่างๆ ในอุตสาหกรรม เช่น Content Creator, Influencer, นักขายออนไลน์ และหรือ KOL ให้มีความชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการผลิตคอนเทนต์ การใช้เทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ขณะเดียวกัน สมาคมมุ่งสนับสนุนสิทธิและโอกาสทางเศรษฐกิจของครีเอเตอร์ ทั้งการส่งเสริมความรู้ด้านการผลิตคอนเทนต์ การเงิน ภาษี และกฎหมายที่ใช้บ่อย การผลักดันการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างระบบสนับสนุนที่ชัดเจนมากขึ้น
ในระดับอุตสาหกรรม สมาคมตั้งเป้าเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือ และผลักดันให้ Creator Economy เป็นส่วนหนึ่งของนิเวศสื่อ และของโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนการส่งออกคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และสร้างโอกาสในการเติบโตในระดับสากล
เปิดผลสำรวจ “แรงงานไทย” รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ก่อหนี้ประคองชีวิต เงินพอใช้เพียง 2 เดือน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,250 คน พบภาพสะท้อนที่น่ากังวลของแรงงานรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ทั้งจากรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้นสวนทางค่าครองชีพ ภาระหนี้ที่สูงขึ้น และความสามารถในการออมที่ลดลง จนกลายเป็น "วิกฤตเงียบ" ที่กำลังกัดกินเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
ผลสำรวจชี้ว่าแรงงาน 37.3% ระบุว่า รายจ่ายเพิ่มขึ้น มีเพียง 9.9% ที่รายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากอยู่ในภาวะ "พออยู่พอกินแต่ไม่เหลือเก็บ" หรือ บางส่วนเริ่มเข้าสู่ภาวะรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ซึ่งมีสัดส่วนรวมกว่า 13% โดยปัจจัยหลักมาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านการออม พบว่า ยิ่งน่าเป็นห่วง โดยแรงงานถึง 79.1% ไม่มีเงินออมเลย ขณะที่ผู้ที่มีเงินออมสามารถเก็บได้เฉลี่ยเพียง 1,219 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 10% ของรายได้เท่านั้น สะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินอย่างชัดเจน เงินที่มีอยู่จะเพียงพอใช้ได้เฉลี่ยเพียง 2 เดือนเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยพบว่ากว่า 98% ของครัวเรือนมีหนี้สิน และมีหนี้เฉลี่ยสูงถึงเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน พร้อมภาระผ่อนชำระเฉลี่ยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหนี้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นหนี้เพื่อการบริโภคและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มากกว่าการลงทุนหรือสร้างรายได้ในอนาคต สะท้อนว่าแรงงานไทยจำนวนมากกำลังใช้หนี้เพื่อ "ประคองชีวิต" มากกว่าสร้างความมั่นคง แรงกดดันจากหนี้ดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยกว่า 55.8% ของแรงงานระบุว่าต้องลดการใช้จ่ายลงอย่างมาก และมากกว่าครึ่งคาดว่าจะลดการใช้จ่ายต่อเนื่อง
ภาพรวมดังกล่าว สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนขึ้น คือ "รายได้ไม่ทันค่าครองชีพ" และ "หนี้ที่กลายเป็นภาระถาวร" ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงาน แต่ยังส่งผลต่อกำลังซื้อ การบริโภค และการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเข้ามาดูแลทั้งในด้านค่าแรง การควบคุมราคาสินค้า และมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม
กมธ.แรงงาน วุฒิสภา ออกแถลงการณ์เนื่องในวันแรงงาน ชูธงยกระดับคุ้มครองแรงงานทุกมิติ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ-สังคมผู้สูงอายุ
คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภานำโดย นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานกรรมาธิการฯ แถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่าคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ขอร่วมแสดงความชื่นชมและยกย่องผู้ใช้แรงงานทุกคน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และสติปัญญา ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง ในรอบปีที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบกับภาคแรงงานภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน วิกฤตการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการจ้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางที่จะยกระดับกลไกการคุ้มครองสิทธิและเสริมสร้างสวัสดิภาพความมั่นคงของแรงงาน มุ่งเน้นการรับมือกับผลกระทบในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการพิจารณาเรื่องที่สำคัญและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งได้เสนอต่อวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว การพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม การพิจารณาแนวทางการพัฒนาแรงงานในสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย การพิจารณาศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการจ้างงานผู้สูงอายุและวัยหลังเกษียณ การพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว หรือการพิจารณาการปรับโครงสร้างองค์กรของสำนักงานประกันสังคมในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคม
ท้ายที่สุดนี้ คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ใช้แรงงานทุกคนมีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และก้าวผ่านความท้าทายต่าง ๆ ไปได้อย่างมันคง มีความสุข ความเจริญและมีความสามัคคีมั่นคงในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคม เพื่อความเจริญของทุกคนและประเทศต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 28/4/2569
กลุ่มแรงงานเพื่อสังคมยื่นหนังสือขอให้แก้ปัญหา สปส.- สิทธิแรงงาน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชาติ เทียนทอง ทีมงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทน พร้อมด้วย นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นางสาวมาลากาลัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด รับยื่นข้อร้องเรียนจากกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม นำโดย นายชาญศิลป์ ทรัพย์โนนหวาย ประธานกลุ่ม ที่ได้นำเครือข่ายกว่า 50 คน เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกจ้างและการดูแลสิทธิประกันสังคม ณ บริเวณโถงชั้น 1 และห้องประชุมคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ อาคารกระทรวงแรงงาน
การเข้าพบในครั้งนี้ สืบเนื่องจากทางกลุ่มแรงงานเพื่อสังคมได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานอย่างต่อเนื่อง และพบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย การรับบริการ รวมถึงผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนระบบของหน่วยงานรัฐ จึงได้ขอเข้าพบเพื่อสะท้อนปัญหาและร่วมหาทางออก โดยมีประเด็นสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. การปกป้องสิทธิแรงงาน ปรึกษาและแจ้งปัญหาการละเมิดสิทธิด้านแรงงาน กรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
2. การแก้ปัญหาระบบ SSO Core เสนอแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงระบบประกันสังคมใหม่
3. การตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ หารือและติดตามเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนของสำนักงานประกันสังคม และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
4. การติดตามความคืบหน้า ติดตามผลการดำเนินการเรื่องที่เคยเสนอและข้อร้องเรียนกรณีต่างๆ ในอดีต
5. การปรับปรุงกฎหมาย รับฟังข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไข หรือยกเลิก กฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบต่างๆ ที่ประเมินแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานและผู้ประกันตน
ด้าน นายสุรชาติ เทียนทอง ทีมงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน ขอยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลและคุ้มครองสิทธิของพี่น้องแรงงานทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม กระทรวงฯ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะตัวแทนของผู้ใช้แรงงานที่สัมผัสปัญหาโดยตรง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงนโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย และยกระดับการให้บริการของหน่วยงานในสังกัดให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
"กระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงของภาคประชาชนชนพวกเราเปิดรับทุกประเด็นที่เป็นความเดือดร้อนและข้อร้องเรียนของประชาชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะทำงานด้วยกันอย่างสร้างสรรค์" นายสุรชาติ กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมหารือ กระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และจะมีการติดตามความคืบหน้าในแต่ละประเด็นอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งผลการดำเนินงานให้พี่น้องแรงงานได้รับทราบในลำดับต่อไป
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 27/4/2569
เคาะปรับค่าตอบแทน "พนักงานจ้าง" อบจ.-เทศบาล-อบต. รับเงินย้อนหลัง 2 ปีเต็ม ยกระดับรายได้สู้ค่าครองชีพ
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของบุคลากรภาครัฐในระดับท้องถิ่น โดยคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ได้ออกประกาศปรับอัตราค่าตอบแทนพนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2566
สาระสำคัญ คือ การปรับบัญชีอัตราค่าตอบแทนพนักงานจ้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ครอบคลุมทั้งพนักงานจ้างทั่วไป พนักงานจ้างตามภารกิจ และพนักงานจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษ โดยให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป และปรับต่อเนื่องอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับคุณวุฒิ ทักษะ และลักษณะงาน
สำหรับผู้ที่ได้รับการจ้างอยู่ก่อนวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ จะได้รับการปรับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นในลักษณะ เงินชดเชย เพื่อไม่ให้ได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้ที่เข้าจ้างใหม่ตามอัตราใหม่ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะออกคำสั่งปรับค่าตอบแทนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า การปรับค่าตอบแทนครั้งนี้ เป็นการดูแลบุคลากรท้องถิ่น ที่เป็นกำลังหลักในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ งานบริการสาธารณะ งานช่าง งานธุรการ งานสาธารณสุข งานพัฒนาเมือง และงานสนับสนุนภารกิจของท้องถิ่น พนักงานจ้างท้องถิ่นคือคนด่านหน้าที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนที่สุด
การปรับค่าตอบแทนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขรายได้ แต่คือการยืนยันว่า รัฐบาลเห็นคุณค่าของคนทำงานทุกระดับ และต้องการให้ระบบราชการท้องถิ่นมีขวัญกำลังใจที่ดีขึ้น เพื่อส่งต่อบริการที่มีคุณภาพให้ประชาชน
โดยมุ่งดูแลรายได้ของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว ทั่วถึง และมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
