Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กยศ.เปิดระบบให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ยื่นกู้ผ่านระบบ Pre-Approve

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อพัฒนาคนและพัฒนาชาติ โดยให้ความสำคัญกับการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดระบบ Pre-Approve เพื่อคัดกรองนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ ที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเคยได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี และศึกษาในสาขาวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการดูแลผู้ขาดโอกาสได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ประสงค์จะขอกู้ยืมสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน 2569 ส่วนระดับอุดมศึกษาสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 – 13 กรกฎาคม 2569 ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th หากผ่านคุณสมบัติและ กยศ. อนุมัติให้กู้ยืมแล้ว ให้ยื่นคำขอกู้ยืมในระบบ DSL ต่อไป สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเลื่อนชั้นปีในสถานศึกษาเดิม สามารถยืนยัน แบบเบิกเงินกู้ยืมในระบบ DSL ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

โฆษณา - Advertising

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ จะต้องเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ไม่เคยกู้ยืมเงินกองทุนมาก่อน หรือเคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนระดับการศึกษา รวมถึงผู้ที่เคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนสถานศึกษา โดยเตรียมความพร้อมในการเข้าระบบ Pre-Approve ทั้งนี้ หลังจากที่นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ดำเนินการในระบบ Pre-Approve แล้ว เมื่อผ่านการอนุมัติให้กู้ยืมให้เข้าระบบ DSL เพื่อดำเนินการยื่นแบบคำขอกู้ยืมต่อไป กยศ. ขอให้นักเรียน นักศึกษาที่ประสงค์ขอกู้ยืมเงิน เตรียมความพร้อมและเอกสารให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา 

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 16/5/2569

พรรคประชาชน-เครือข่ายแรงงาน จี้รัฐบาลดันกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับกลับเข้าสภา

นายเซีย จําปาทอง พร้อมด้วย นางสาวธนพร วิจันทร์ และนางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมกับเครือข่ายคนทำงานและคณะ แถลงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่นำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับกลับเข้าสู่การพิจารณาในสภาชุดปัจจุบัน ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีเวลาพักผ่อน ที่เสนอให้ลดเวลาทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ยืนยันหลักการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเท่าเทียม 

โฆษณา - Advertising

นางธนัญภรณ์ สมบรม ตัวแทนเครือข่ายคนทำงาน ระบุว่า รัฐบาลกำลังหันหลังให้ผู้ใช้แรงงาน ทั้งที่ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเป็นความหวังในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการรับฟังความคิดเห็นประชาชน และผ่านความเห็นชอบวาระแรกจากหลายพรรคการเมือง รวมถึงผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แล้ว แต่สุดท้ายกลับถูกยุติการผลักดัน พร้อมยืนยันว่าเครือข่ายคนทำงานจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายต่อไป เพราะเชื่อว่าประเทศจะฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ได้ หากแรงงานยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี 

ขณะที่ นายวินัย มีราศรี ตัวแทนเครือข่ายคนทำงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเป็นความหวังสำคัญของแรงงานไทย พร้อมแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลที่เพิกเฉยต่อคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของผู้ใช้แรงงาน โดยยืนยันจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายต่อไป เพราะเชื่อว่าคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานไม่ใช่ภาระ แต่เป็นรากฐานสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

ด้าน นายเซีย กล่าวว่า ในฐานะ สส.สัดส่วนแรงงาน ของ ปชน. ยืนยันว่า ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงาน และหากแรงงานยังเห็นว่ากฎหมายมีสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ ตนจะยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง เพื่อผลักดันให้มีผลบังคับใช้และยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในอนาคต

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 15/5/2569 

โฆษณา - Advertising

สหภาพไรเดอร์ไทย ชวนร่วม "Global Switch Off" นัดปิดแอป 1 ชั่วโมง ส่งเสียงถึง ILO ดันคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม

เพจ สหภาพไรเดอร์ - Freedom Rider Union โพสต์ข้อความประกาศนัดหมายไรเดอร์ร่วมแคมเปญ "Global Switch Off" ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยขอความร่วมมือไรเดอร์ปิดแอปพลิเคชัน หรือ "ล็อกออฟ" จากระบบพร้อมกัน ระหว่างเวลา 12.00 - 13.00 น. เพื่อส่งสัญญาณถึงผู้แทนรัฐบาลที่จะเข้าร่วมการประชุมประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

ทางเพจระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นความร่วมมือขององค์กรแรงงานแพลตฟอร์มจากกว่า 13 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการโหวตรับรองอนุสัญญาเกี่ยวกับการทำงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หากอนุสัญญาดังกล่าวได้รับการรับรอง และแต่ละประเทศให้สัตยาบัน จะส่งผลให้กฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับงานแพลตฟอร์มต้องสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากลของ ILO

ปัจจุบัน อนุสัญญาดังกล่าวยังอยู่ในขั้นร่าง หรือที่เรียกว่า "ILO Blue Report" โดยองค์กรแรงงานหลายแห่งทั่วโลกกังวลว่า บริษัทแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมักระบุว่าตนเองไม่ใช่นายจ้าง อาจพยายามผลักดันเงื่อนไขที่ลดความรับผิดชอบของบริษัท และโยนภาระไปยังภาครัฐและคนทำงานมากขึ้น

โฆษณา - Advertising

ด้าน International Trade Union Confederation หรือ ITUC ซึ่งเป็นสมาพันธ์แรงงานสากลที่มีสมาชิกกว่า 200 ล้านคน จาก 163 ประเทศ ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ควรถูกบรรจุไว้ในอนุสัญญาฉบับนี้ ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน ความปลอดภัยในการทำงาน การป้องกันความรุนแรงและการคุกคาม การเข้าถึงข้อมูลและอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม การคุ้มครองจากการปิดระบบอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงการกำหนดค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรื่องสิทธิในการ "ล็อกออฟ" หรือออกจากระบบการทำงาน การห้ามหักเงินจากคนทำงานโดยไม่เป็นธรรม การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนการเข้าถึงกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทและการชดเชยความเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศที่เข้าร่วมแคมเปญครั้งนี้ ได้แก่ โคลอมเบีย ไนจีเรีย แทนซาเนีย กานา บราซิล เม็กซิโก เปรู ศรีลังกา เคนยา อินโดนีเซีย กัมพูชา แอฟริกาใต้ ปานามา และไทย

ที่มา: สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, 15/5/2569

โฆษณา - Advertising

รมว.แรงงาน ยันตั้งใจดันสัตยาบัน ILO 87, 98 เตรียมตั้งคณะทำงานแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ คาดเห็นความคืบหน้าใน 4 ปี

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะของ นายเซีย จำปาทอง สส. พรรคประชาชน ซึ่งถามถึงความตั้งใจและกระบวนการต่างๆ ของรัฐบาลในการลงสัตยาบันในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98

นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า แม้เวลานี้ไทยยังไม่ได้ลงสัตยาบันในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 แต่อย่างไรก็ตามสิทธิในการรวมตัวและกระบวนการในการรวมตัว ตนมีนโยบายที่ชัดเจนคือการสนับสนุนการเรียกร้องสิทธิและสวัสดิการของแรงงานทุกประเภท ทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ

ส่วนกรณีคำถามที่ต้องการให้มีการชี้แจงถึงกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ในการลงสัตยาบันในอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ ฉบับที่ 98 นั้น นายจุลพันธ์ เผยว่า มีความพยายามผลักดันประเด็นนี้กันมาไม่น้อยกว่า 30 ปี และเคยมีการส่งเรื่องเข้าไปยังคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาในอดีตที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

รมว.แรงงาน ย้ำว่า ตนเองไม่ได้มีข้อขัดข้องใดต่อการให้สัตยาบันในอนุสัญญาทั้งสองฉบับ ส่วนกระบวนการที่ผ่านมาในอดีต ทางกระทรวงแรงงานได้เคยส่งเรื่องเข้าไปยังคณะรัฐมนตรีแล้ว และได้มีข้อท้วงติงจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าการให้สัตยาบันนั้น จะต้องมาพร้อมกันกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้องมีการยกร่างแก้ไข พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ และ พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ส่งเข้าไปยัง ครม. ในครั้งเดียวกัน 

จึงมีการส่งเรื่องกลับมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จและส่งกลับไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง เพื่อให้พิจารณาในรายละเอียดของร่างกฎหมายว่ามีความครบถ้วนถูกต้องตามมิติที่จะให้สัตยาบันหรือไม่ และส่วนที่สำคัญที่สุดในเรื่องของการให้สัตยาบันจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนที่จะจะต้องมีการดำเนินการโดยกระทรวง คณะรัฐมนตรี และสุดท้ายจะกลับมาที่รัฐสภาในการให้ความเห็นชอบ

ส่วนกรณีที่มีการถามถึงความตั้งใจในการเดินหน้าเรื่องการให้สัตยาบันในอนุสัญญาทั้งสองฉบับ นายจุลพันธ์ ระบุว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ดีและให้ประโยชน์ต่อพี่น้องแรงงาน แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของประเทศในเวลานี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติเหมือนที่ผ่านมา ตอนนี้มีเหตุการณ์ปะทะชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรื่องนี้มีผลกระทบต่อภาพรวมทั้งหมด ฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเด็นของกระทรวงแรงงานแค่เพียงส่วนเดียว แต่ทำให้มีหลายหน่วยงานที่จะต้องเข้ามาคิดพิจารณาร่วมกัน 

ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ ให้คำยืนยันว่า หากภายในสี่ปีตนยังเป็นรัฐมนตรีอยู่ ประเด็นเรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับ รวมทั้งการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์อีกสองฉบับ อย่างน้อยจะต้องมีความคืบหน้า โดยในส่วนของกระทรวงแรงงาน จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการเรื่องการยกร่างกฎหมาย และการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆ ให้มีความสมบูรณ์

“จังหวะและเวลาเป็นสิ่งสำคัญ กระบวนการในการพูดคุยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมเองจะรับภารกิจนี้ไป เพราะว่าผมเองก็ต้องไปคุยกับฝ่ายความมั่นคง ไปคุยกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันก่อน หากเรื่องนี้เรามีการส่งเข้าไปยังคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการดูสถานการณ์อย่างรอบคอบ สิ่งที่เราได้รับอาจจะกลับกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะเดินหน้าได้” นายจุลพันธ์ กล่าว

ส่วนประเด็นคำถามเกี่ยวกับการเป็นคู่ค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งจะมีการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับการให้สัตยาบัน ILO ทั้งสองฉบับด้วย นายจุลพันธ์ ระบุว่า เรื่องนี้เป็นความตั้งใจจริงของรัฐบาล และเชื่อว่าจะสามารถแสดงความจริงใจและความพร้อมว่า ประเทศไทยจะรับสัตยาบันทั้งสองฉบับนี้ โดยอาจจะเป็นการแสดงถึงกรอบเวลาที่มีความเหมาะสมและทุกฝ่ายยอมรับได้ 

“ผมเชื่อว่า ในส่วนของ OECD เองแม้จะมีมิติในการร่วมมือที่กว้างกว่าเรื่องของแรงงาน แต่ในเรื่องของแรงงานก็เป็นส่วนที่เขาให้ความสำคัญ เราจึงจำเป็นต้องมีคำตอบ แต่อย่างไรก็ตามองค์ประกอบอื่นๆ ที่ประกอบเข้าด้วยกันในการที่เจรจาให้ทางสหภาพยุโรปพิจารณาประเทศไทยในการเข้าร่วมกับ OECD มีมิติที่มากกว่านั้น และผมเชื่อมั่นว่าด้วยกระบวนการเจรจาและนำเสนอในข้อเท็จจริง จะสามารถทำให้สหภาพยุโรปและ OECD ยอมรับได้”

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อถึงการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจมีความพยายามในการให้สัตยาบันในอนุสัญญา ILO ฉบับที่  98 ว่าด้วยเรื่องสิทธิในการต่อรอง เพียงฉบับเดียว โดยระบุว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีแนวคิดมาก่อนหน้าจริง 

โดยนายจุลพันธ์ ขยายความว่า ประเด็นเรื่องสิทธิในการต่อรองนั้นประเทศไทยไม่มีปัญหาหรือว่ามีข้อติดขัดใดๆ แต่ส่วนที่ยังติดขัดอยู่เป็นปัญหาข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาในการพูดคุยและทำความเข้าใจ ฉะนั้นหากจะมีการให้สัตยาบันรับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 ก่อน ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งก้าว ที่จะทำให้กระบวนการในการเจรจาพูดคุยเพื่อทำให้เกิดก้าวต่อไป

ที่มา: บ้านเมือง, 15/5/2569

รัฐบาลตั้งทีมปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่ายกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ แฝงตัวกลุ่มแรงงานผีน้อย

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ผนึกกำลังกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานจากเกาหลีใต้ ตั้ง “ทีมปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่าย” หรือ Task Force ล้างบางเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ที่ใช้แรงงานไทยเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานผิดกฎหมาย หรือ “ผีน้อย” หลังพบพฤติกรรมเปิดบัญชีม้า-ซิมม้า และลำเลียงยาเสพติดผ่านประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อเดินหน้ายกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และฟื้นความเชื่อมั่นของทางการเกาหลีใต้ต่อแรงงานไทย

นอกจากนี้ จะมีมาตรการเพิ่มการตรวจหาสารเสพติดในขั้นตอนตรวจสุขภาพสำหรับผู้ขอวีซ่า E-9 พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ “สุ่มตรวจ” สารเสพติด ระหว่างอบรมก่อนเดินทางและบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงปรับหลักสูตรอบรมให้เข้มข้นขึ้น รวมทั้งจัดตั้ง “ทีมปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่าย” ประกอบด้วย ป.ป.ส. กรมการจัดหางาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลผู้เดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วอยู่เกินกำหนด หรือ Overstay พร้อมประสานเครือข่ายอาสาสมัครแรงงานไทยในเกาหลีใต้ในการติดตามข้อมูล

รัฐบาลยืนยันว่ามาตรการทั้งหมดจะไม่กระทบต่อการพิจารณาวีซ่า E-9 ของแรงงานไทยที่ถูกกฎหมาย และจะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นว่าแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ เป็นแรงงานคุณภาพและปลอดจากยาเสพติด พร้อมยกระดับความร่วมมือในการทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แรงงานไทยเป็นเครื่องมือ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อไป

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 15/5/2569 

รมว.ต่างประเทศ ขอคนไทยเคารพกฎหมาย หลังเกาหลีใต้แบนแรงงานไทย 4 จังหวัดในภาคอีสาน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย  กรณีที่เกาหลีใต้แบนแรงงานไทย 4 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น ชัยภูมิ อุดรธานี และมหาสารคาม ที่มาจาก MOU (E-8) ไม่ให้ไปทำงานภาคการเกษตรและภาคการประมง ว่า เราต้องระวัง กฎหมายของเขาคือกฎหมายของเขาจะต้องเคารพว่า เขาให้อยู่นานแค่ไหน หากไปวีซ่าท่องเที่ยวก็ไม่ควรไปประกอบอาชีพ เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของเขา ขอให้คนไทยจะไปที่ไหนก็ตาม ต้องอยู่ในกติกาและเคารพกฎหมาย

ที่มา: มติชนออไลน์, 15/5/2569 

จี้ตรวจสอบความโปร่งใสอาชีวศึกษา เสนอโมเดล SOLID ปฏิรูปการศึกษาไทยทั้งระบบ

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย สส.ของพรรค ประกอบด้วย นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สส.จังหวัดสมุทรปราการ และนางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กรุงเทพมหานคร และนายปรินทร์ จิระภัทรศิลป์นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาและการศึกษา ร่วมกันแถลงข่าวถึงปัญหาความโปร่งใสในสถาบันอาชีวศึกษาไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้ระบบอาชีวศึกษาจะมีนักเรียนและนักศึกษากว่า 1 ล้านคน แต่กลับยังไม่สามารถขับเคลื่อนหรือพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ นายกันต์พงษ์ ระบุว่า ปชน.เตรียมนำประเด็นดังกล่าวส่งต่อให้คณะกมธ.การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ศึกษาและตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการบริหารงานของผู้มีอำนาจระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ ว่าอาจเป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่   

นายกันต์พงษ์ ยังเสนอแนวคิด SOLID เพื่อปฏิรูปการศึกษาไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะด้านอาชีวศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ด้านแรก Skill หรือทักษะความเชี่ยวชาญของนักศึกษา ที่ต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ด้านที่สอง Outcome หรือผลลัพธ์ของการศึกษา รวมถึงหลักสูตรและโปรแกรมการเรียนการสอน ที่ต้องมีความทันสมัยและตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ด้านที่สาม Lecture หรือบุคลากรทางการศึกษา โดยระบุว่า ปัจจุบันอาชีวศึกษาขาดแคลนอาจารย์จำนวนมาก อีกทั้งรายได้และสวัสดิการยังไม่จูงใจ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรง ด้านที่สี่ Image หรือภาพลักษณ์ของผู้เรียนสายอาชีวะ ซึ่งมองว่าสังคมควรให้การยอมรับและเห็นความสำคัญมากขึ้น เพราะอาชีวศึกษาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ และด้านสุดท้าย Dropout หรือปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีเด็กไทยออกจากระบบจำนวนมาก โดยเฉพาะในสายอาชีวะ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านทุนการศึกษา อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า ปชน.ต้องการผลักดันโมเดล SOLID เข้าสู่การหารือกับรัฐบาล เพื่อยกระดับทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาไทยควบคู่กัน พร้อมชี้ว่า การพัฒนาอาชีวศึกษา ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 14/5/2569 

พรรคกล้าธรรม เสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต-สิทธิและสวัสดิการ

นายสิรภพ สมผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสกลนคร พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย สส.พรรค ร่วมแถลงข่าวยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. .... เพื่อผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์มทั่วประเทศกว่า 20 ล้านคน โดยระบุว่า ปัจจุบันแรงงานอิสระ อาทิ ไรเดอร์ส่งอาหาร พนักงานส่งพัสดุ รวมถึงแรงงานออนไลน์และแรงงานแพลตฟอร์มทุกประเภท ถือเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่คุ้มครองสิทธิ์อย่างเป็นธรรม สส.พรรคกล้าธรรมจึงร่วมกันเสนอร่างกฎหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างหลักประกันให้กับแรงงานกลุ่มดังกล่าว

สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ครอบคลุมหลายด้าน ทั้งเรื่อง ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โดยกำหนดให้แรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์มมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และสามารถกำหนดค่าตอบแทนขั้นต่ำได้ในกรณีที่ถูกเอาเปรียบจากแพลตฟอร์ม พร้อมยังเสนอให้จัดตั้ง กองทุนเยียวยา เพื่อช่วยเหลือแรงงานในกรณีที่บริษัทแพลตฟอร์มค้างจ่ายเงิน โดยแรงงานสามารถรับเงินเยียวยาจากกองทุนได้ก่อน แล้วรัฐจึงไปดำเนินการเรียกคืนจากผู้ประกอบการภายหลัง เพื่อลดภาระและความเสี่ยงของผู้ใช้แรงงาน ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย ร่างกฎหมายกำหนดให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มมีสิทธิ์ได้รับประกันอุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าชดเชยรายได้ หากประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติงาน ขณะเดียวกัน ยังเปิดทางให้แรงงานอิสระสามารถรวมกลุ่มต่อรอง จัดตั้งองค์กรหรือสภาแรงงานอิสระ เพื่อเจรจาต่อรองกับแพลตฟอร์มได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงคุ้มครองสิทธิในกรณีถูกระงับงาน ปิดแอปพลิเคชัน หรือยกเลิกการทำงานอย่างไม่เป็นธรรม โดยสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและฟ้องร้องได้

นายสิรภพ ย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ใช่กฎหมายของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นกฎหมายของคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงและความไม่มั่นคงในชีวิต โดยเห็นว่าแรงงานอิสระไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพาร์ทเนอร์ในวันที่บริษัทได้กำไร แต่กลับต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพังเมื่อเกิดปัญหา พร้อมยืนยันว่า สส.พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้แรงงานอิสระทุกคนมีศักดิ์ศรี ความมั่นคง และมีอนาคตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 14/5/2569 

ฟรีแลนซ์กองถ่ายหนังเข้าพบ ก.แรงงาน จี้แก้ปัญหาจ้างงานไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ทีมงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนรับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Freelance) ในอุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์และสื่อโทรทัศน์ เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างและผู้ว่าจ้าง

โดยมี น.ส.บุณยกร ดำรงรัตน์ คณะทำงานรัฐมนตรี นายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการงานแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เข้าร่วมรับฟังปัญหาและหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายพิพัฒน์ชัย กล่าวว่า การเข้ายื่นข้อร้องเรียนของฟรีแลนซ์ ในอุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์และสื่อโทรทัศน์ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากปัญหาเรื้อรังในอุตสาหกรรมกองถ่ายภาพยนตร์ ที่ผู้ปฏิบัติงานอิสระและคนทำงานเบื้องหลังต้องเผชิญกับสภาพการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมหลายประการ โดยตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบอาชีพฯ ได้นำเสนอข้อเท็จจริงและปัญหาหลักในการทำงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานได้เปิดพื้นที่รับฟังข้อเท็จจริงอย่างละเอียด พร้อมอธิบายถึงกฏหมายที่เกี่ยวข้องและแสดงความห่วงใยต่อคุณภาพชีวิตของคนทำงานเบื้องหลัง ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Soft Power) ของประเทศ

“การเข้าหารือกับกระทรวงแรงงานในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้คนทำงานเบื้องหลังสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีและได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายแรงงานต่อไป” นายพิพัฒน์ชัย กล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 14/5/2569

รมว.แรงงาน เร่งเจรจาทูตเกาหลี สร้างความเชื่อมั่น กรณีแรงงานไทยหลบหนีนายจ้าง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีเกาหลีใต้แบนแรงงานไทยจาก 4 จังหวัด คือ ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ และมหาสารคาม ไม่ให้ไปทำงาน ภาคเกษตร ภาคประมง ตามฤดูกาลที่มาจาก MOU (E8) เป็นระยะเวลา 1 ปี ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 69 เนื่องจากมีรายงานบางส่วนที่หลบหนีนายจ้างว่า ในกรณีที่ส่งแรงงานไทยไปในลอตที่ผ่านมามีจำนวนคนไทยที่หนีจากการจ้างงานมากกว่า 20 % ซึ่งต้องตรวจดูว่าเป็นเรื่องของสวัสภาพ สวัสดิการหรือไม่ เมื่อไปแล้วกลายเป็นแรงงานที่อยู่นอกระบบ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากสัญญาจ้างสั้นๆ ตามฤดูกาลเกษตร เมื่อมีแรงงานส่วนหนึ่งที่ออกไปทำให้เกิดความเดือดร้อนกับแรงงานกลุ่มอื่นที่กำลังจะเดินทาง ซึ่งจุดนี้กระทรวงแรงงานได้ประสานไปยังสถานทูตเกาหลีในประเทศไทย เพื่อเชิญท่านทูตเกาหลีประจำประเทศไทยมาหารือ ซึ่งยังยืนยันไม่ได้ว่าจะสามารถพูดคุยได้มากน้อยเพียงใด 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามกระทรวงแรงงานต้องสร้างกลไก สร้างหลักประกันเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กรณีเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยกระทรวงแรงงานจะหารือกับสถานทูตเกาหลี เพื่อจะสื่อสารไปยังกระทรวงแรงงานของเกาหลีใต้ ซึ่งจุดนี้จะต้องมาคุยกันเนื่องจากเป็นการกระทำของแรงงานกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดผลกระทบกับแรงงานที่กำลังจะเดินทางทั้งจังหวัด

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงานเอง ผลักดันในเรื่องของการจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศอย่างมาก ซึ่งตนได้มอบนโยบายเรื่องของการจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศไทย รวมทั้งการ Upskill/Reskill ที่ดีที่สุด คือ การส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศที่มีเทคโนโลยีที่แตกต่าง เพื่อให้แรงงานไทยได้เรียนรู้ เอาประสบการณ์ ความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนาประเทศ ทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญ พยายามหาตลาดใหม่ๆ ซึ่งเกาหลีใต้เองเป็นตลาดแรงงานที่สำคัญ กระทรวงแรงงานจึงต้องทำความเข้าใจกับประเทศปลายทาง เพื่อสร้างกลไกภายในในการ

ที่จะคุ้มครองแรงงานให้มีคุณภาพ มีสวัสดิภาพ และขณะเดียวกันการไปทำงานต้องเป็นไปตามสัญญาจ้าง เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 13/5/2569

นายกระบุไม่ช่วยคนทำผิดกฎหมาย หลังเกาหลีแบนแรงงานไทย 4 จังหวัดอีสาน

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ประเทศเกาหลีใต้ประกาศขึ้นบัญชีดำ (แบน) แรงงานไทยจาก 4 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี, จังหวัดขอนแก่น, จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดมหาสารคาม โดยห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล ตลอดทั้งปี 2569 ว่า  ต้องทำความเข้าใจก่อน เพราะยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ หากมีการเข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกแบน เช่นเดียวกับผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็ต้องถูกแบนเช่นกัน

ดังเช่นการลงพื้นที่ตรวจเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพบว่ามีการทำผิดกฎหมาย ที่พักและโรงแรม ไม่มีใบอนุญาต มีวิลล่าเถื่อน แม้จะบอกว่านำเงินมาลงทุนในประเทศไทย แค่นี้ไม่พอ เพราะมีการทำผิดกฎหมาย ซึ่งก็เหมือนกัน หากเราไปทำงานต่างประเทศแล้วทำผิดกฎหมายบ้านเขา เขาก็มีสิทธิแบนเรา ดังนั้นจึงต้องไม่ทำผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ช่วยครับ ช่วยไม่ได้ครับ เพราะคุณทำผิดกฎหมายเอง” แต่ถ้าหากคุณทำถูกกฎหมายแล้วถูกกลั่นแกล้ง รัฐบาลจะเข้าไปปกป้องอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การที่เกาหลีใต้แบน จะส่งผลกระทบต่อคนไทยที่ไปท่องเที่ยวหรือไม่ โดยนายอนุทิน ยกสุภาษิตไทยขึ้นว่า ปลาเน่าตัวเดียว ทำให้เหม็นหมดทั้งข้อง ดังนั้นเราต้องมีสำนึกในความรับผิดชอบด้วย ตนเองคิดว่าเรื่องแรงงานกับเรื่องท่องเที่ยวเป็นคนละเรื่องกัน อย่าเพิ่งไปฟังคนนั้นคนนี้พูดว่า จากนี้คนไทยจะเข้าไปท่องเที่ยวเกาหลีลำบาก เพราะเกาหลีเองเขาก็ต้องการรายได้จากการท่องเที่ยว จากคนไทย เพราะคนไทยไปใช้เงินทั้ง Shopping และเสริมสวยต่างๆ ซึ่งเราถือเป็นคู่ค้าสำคัญของเขา หากมีปัญหาใดๆ ตนจะไปชี้แจงกับทางรัฐบาลเกาหลี เรารู้จักกันดี

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 15/5/2569

รมว.แรงงาน เตรียมเจรจาเกาหลีใต้ แก้ปัญหาแรงงานไทยหลบหนีนายจ้าง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาแรงงานไทยหลบหนีออกนอกระบบหลังเดินทางไปทำงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลในเกาหลีใต้ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-เกาหลีใต้ หรือวีซ่า E-8 จนส่งผลให้ถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ไม่ให้ไปทำงานทั้งจังหวัด ว่า ใน MOU ระบุชัดว่าหากแรงงานจากจังหวัดใดหลบหนีเกิน 20% จะมีผลต่อการระงับการรับแรงงานจากจังหวัดนั้น ซึ่งที่ผ่านมาแรงงานที่ส่งไปล็อตแรกมีสัดส่วนเกินจริง จนหลายเป็นปัญหาตามมา เรื่องนี้จำเป็นต้องหารือกับฝ่ายเกาหลีใต้ เพราะไม่ควรนำการกระทำผิดของคนส่วนน้อยไปกระทบต่อแรงงานอีกกว่า 80% ที่ตั้งใจไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไม่ต้องการออกมาตรการที่เพิ่มภาระหรือค่าใช้จ่ายให้แรงงานไทย ทั้งนี้ ไทยต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า MOU เป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันลงนามและยอมรับเงื่อนไขร่วมกัน ไม่ใช่ข้อเสนอจากฝ่ายเกาหลีใต้เพียงฝ่ายเดียว โดยขณะนี้รัฐบาลเตรียมเจรจาขอผ่อนผันกับเกาหลีใต้ มากกว่าการขอแก้ไข MOU ทั้งฉบับ เนื่องจากไทยไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก และต้องยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากแรงงานไทยหลบหนีเอง ส่วนแนวคิดเพิ่มบทลงโทษแรงงานไทยที่หลบหนี 

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แม้สามารถทำได้ แต่ทุกมาตรการจะย้อนกลับไปภาระต่อแรงงาน เช่น การเก็บเงินประกันก่อนเดินทาง แม้จะช่วยลดการหลบหนีได้ แต่อาจทำให้แรงงานจำนวนมากต้องไปกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลจึงไม่อยากใช้แนวทางดังกล่าว อีกทั้งค่าปรับก็แทบไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อหลบหนีไปแล้วจะไปติดตามปรับใครได้ ประเทศไทยเสียหายไปแล้ว ซึ่งกว่าจะหาแรงงานส่งออกได้แต่ละพันตำแหน่งไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่สถานการณ์แรงงานไทยผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 100,000-130,000 คน

ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ต้องการให้แรงงานทั้งหมดกลับประเทศ แต่ต้องการผลักดันให้แรงงานเข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมายมากขึ้น แต่ระบบแรงงานของเกาหลีใต้ซับซ้อน กำหนดให้แรงงานที่หมดสัญญาะต้องเดินทางกลับประเทศก่อน แล้วจึงสมัครกลับเข้าไปใหม่ อีกทั้งไม่มีหลักประกันว่าจะได้กลับไปทำงานกับนายจ้างเดิม ทำให้แรงงานจำนวนมากเลือกอยู่ต่อแบบผิดกฎหมาย ส่วนแนวทางการดึงแรงงานกลับเพื่อใช้ต่อรองกับเกาหลีใต้ทำได้ยาก เพราะรัฐบาลไม่สามารถบังคับให้แรงงานไทยกลับประเทศได้ อีกทั้งตลาดแรงงานเป็นระบบแข่งขัน หากไทยไม่ส่งแรงงาน ประเทศอื่นก็พร้อมเข้าไปแทนทันที

ที่มา: NBT Connext, 14/5/2569 

ชาวอาข่าเชียงรายรวมตัวร้องเอาผิดนายหน้าหนุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน ตุ๋นพาไปทำงานต่างประเทศสูญเงินกันระนาว

หนุ่มสาววัยทำงานจากหลายอำเภอใน จ.เชียงราย รวมตัวกันเข้าร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่แรงงาน จ.เชียงราย ว่าถูกหลอกลวงจะพาไปทำงานในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศอิสราเอล-โปรตุเกส สูญเงินไปรายละตั้งแต่ 5,000-83,000 บาท

ซึ่ง น.ส.อังศุวีร์ มณีณัฐกุล นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ และนายชินกร สถิติเลิศพิภัทร์ นักวิชาการแรงงาน สำนักงานจัดหางาน จ.เชียงราย ได้เข้ารับเรื่อง เบื้องต้นผู้เสียหายส่วนใหญ่ให้การว่าได้รับการติดต่อจากนายกร ชาวอาข่าอาศัยอยู่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย อายุ 24 ปี บอกพาไปทำงานต่างประเทศทั้งประเทศอิสราเอลและโปรตุเกสได้

ผู้เสียหายแต่ละคนให้การว่าช่วงต้นปี 2569 เป็นต้นมาได้รับการติดต่อจากหลากหลายช่องทาง เช่น งานเลี้ยง เฟซบุ๊กจัดหางาน ญาติหรือคนรู้จัก ฯลฯ ว่านายกรสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ จึงติดต่อกับนายกรซึ่งรับจะประสานกับบริษัทจัดหางานให้ พร้อมแจ้งผ่านทางไลน์แนะนำวิธีการส่งเอกสารยื่นขอวีซ่า-ทำสัญญาจ้างงานในต่างประเทศเป็นเวลา 5 ปี 3 เดือน

โดยให้ส่งหนังสือเดินทางระหว่างประเทศหรือพาสปอร์ตไปให้เพื่อทำวีซ่าด้วยค่าใช้จ่าย 9,800 บาท ค่าตรวจโรคประมาณ 4,550-4,650 บาท เงินมัดจำ 5,000 บาท ค่าใบสมัคร 25,000 บาท ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนไม่เท่ากัน

แต่เมื่อถึงเวลานัดเดินทางไปทำงานกลับเงียบ และทุกคนก็ไม่ได้เดินทางไปทำงานจริงแต่อย่างใด เมื่อสอบถามไปนายกรก็พยายามบ่ายเบี่ยง นานวันเข้าก็ไลน์มาขู่เจ้าทุกข์ว่าจะไม่คืนเงินให้หากอยากได้เงินคืนให้ไปใช้สิทธิตามกฎหมายเอาเอง

ต่อมา น.ส.อังศุวีร์ และนายชินกร ได้ตรวจสอบเอกสารที่มีผู้นำไปร้องทุกข์พบว่าบริษัทที่นายกรอ้างว่าสามารถประสานให้เจ้าทุกข์ทั้งหมดไปทำงานที่ต่างประเทศไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อบริษัทที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงแรงงาน แต่เป็นบริษัทนำเที่ยวหรืออื่นๆ จึงได้ให้ผู้เสียหายนำเอกสารหลักฐานส่งให้กับเจ้าหน้าที่ภายใน 1-2 วัน พร้อมสอบปากคำอย่างละเอียดเพื่อจะรับเป็นตัวแทนพาไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายกรตามสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก อ.แม่ฟ้าหลวง และ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย และเป็นหนุ่มสาวกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าเหมือนกัน

เจ้าหน้าที่ระบุว่าบริษัทที่มีรายชื่อจัดหางานให้คนไปทำงานในต่างประเทศทั่วประเทศไทยมีอยู่ 114 บริษัท ซึ่งพื้นที่ จ.เชียงราย มีจำนวน 7 บริษัท สามารถตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์กรมการจัดหางานหรือสอบถามที่สำนักงานจัดหางาน จ.เชียงราย ทั้งทางออนไลน์ โทรศัพท์ หรือเดินทางไปด้วยตัวเอง โดยเจ้าหน้าที่ยินดีจะให้บริการอย่างเต็มที่ ที่สำคัญอย่าหลงเชื่อหรือไปทำงานกับเอกชนที่ไม่มีชื่อในบัญชี เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวงได้

สำหรับกรณีนี้ ถือเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 30 ประกอบ 82 ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นความผิดฐานหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ,มาตรา 62 ประกอบ 88 เกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ,มาตรา 91 หลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 60,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 12/5/2569

เกาหลีใต้แบน 4 จังหวัดภาคอีสานในไทย ขึ้นบัญชีดำวีซ่า E-8 ตลอดปี 2569

เพจเฟซบุ๊ก "Anti-Fake News Center Thailand" เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ยืนยันข่าวจริง 'เกาหลีใต้' ขึ้นบัญชีดำ 4 จังหวัดของไทย ห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล (วีซ่า E-8) ตลอดทั้งปี 2569

เนื่องจากมีแรงงานไทยที่ไปทำงานในภาคภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล ซึ่งเป็นการจัดส่งผ่านบันทึกความเข้าใจ MOU (วีซ่า E-8) ด้านการจัดส่งแรงงานภาคเกษตรหรือประมงตามฤดูกาล จากพื้นที่ 4 จังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม

บางส่วนหลบหนีนายจ้างส่งผลให้ทางการสาธารณรัฐเกาหลีดำเนินมาตรการขึ้นบัญชี (Blacklist) แรงงานงานที่กระทำผิด และมีการตัดสิทธิการนำเข้าแรงงานไทยทั้ง 4 จังหวัดเป็นระยะเวลา 1 ปี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 12/5/2569

หารือ 3 ฝ่ายประกันสังคม เร่งแก้ ‘วิกฤตศรัทธา’ ตั้งเป้ากองทุน ‘โปร่งใส-อิสระ-ยั่งยืน’ ตอบโจทย์แรงงานครอบคลุมทุกกลุ่ม

11 พฤษภาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงหลังจากร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อนนโยบายกับ คณะกรรมการกองทุนทดแทน คณะกรรมการประกันสังคม และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม เพื่อวางรากฐานการทำงานเชิงรุก มุ่งยกระดับกองทุนประกันสังคมให้เป็นสถาบันหลักที่มอบความมั่นคงแก่ผู้ใช้แรงงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่

นายจุลพันธ์ เผยว่า จากการหารือ ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมกำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตศรัทธา’ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในเชิงลบ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของกระทรวงการคลังพบว่า สถานะและการดำเนินงานของตัวกองทุนยังคงไม่มีปัญหาใดๆ แต่ในส่วนอื่นๆ พี่น้องประชาชนเห็นว่าเป็นปัญหาเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะไม่มีการซุกปัญหาไว้ใต้พรม แต่จะเร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยการดำเนินการของสำนักงานประกันสังคมจะต้องคำนึงถึงความโปร่งใสเพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบและติดตามได้อย่างครบถ้วน  ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อถึงประเด็นความท้าทายของกองทุนประกันสังคมซึ่งเวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะสังคมสูงวัยเต็มขั้น แต่ที่ผ่านมาพบว่ากองทุนยังมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่เพียงพอทำให้เกิดความเสี่ยงกับกองทุน โดยเรื่องนี้จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีในเรื่องของการลงทุนว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ทางกองทุนก็ได้เริ่มต้นดำเนินการไปแล้ว 

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญคือการดึงคนเข้ามาสู่ระบบกองทุนประกันสังคมให้ได้มากที่สุด เนื่องจากวันนี้ยังมีพี่น้องแรงงานที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบอีกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องสร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มที่เป็นแรงงานแพลตฟอร์ม และกลุ่ม Gig worker โดยสองกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทุกวันนี้โลกการทำงานได้เปลี่ยนแล้ว

“ในปัจจุบันนี้ เรามีคนที่เป็นไรเดอร์อยู่ประมาณ 300,000 คน และรับประกันได้ว่าในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า ตัวเลขนี้จะขยับเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวอย่างแน่นอน โจทย์ของเราคือจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานในกลุ่มนี้สามารถที่จะได้รับสิทธิและได้รับความคุ้มครองผ่านการดึงเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม โดยเราจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้” นายจุลพันธ์ กล่าว 

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ชี้ว่า มีประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือปัจจุบันกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยยังเข้าสู่ระบบประกันสังคมในสัดส่วนที่น้อยเกินไป โดยกระทรวงแรงงานมีเป้าหมายที่จะดึงแรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิความคุ้มครองตามกฎหมายและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากแรงงานเหล่านี้ไม่เข้าสู่ระบบประกันสังคม สุดท้ายอาจนำไปสู่ปัญหาการเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนหรือกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีเน้นย้ำ คือการบริหารจัดการงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลซึ่งสูงถึงปีละกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเรื่องนี้ได้มอบหมายให้ สปส. ให้ความสำคัญกับงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยมากขึ้น โดยเน้นการป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพแรงงานให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้โดยเร็ว ซึ่งหากสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยลงได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินให้กับกองทุนอย่างมหาศาล

ส่วนเรื่องเงินบำนาญชราภาพสูตร CARE นายจุลพันธ์ ระบุว่า ใกล้ที่จะได้ข้อสรุปแล้ว แต่ต้องขอเวลาในการพูดคุยให้รอบด้าน โดยขณะนี้ได้มีการเริ่มต้นนัดหมายกับกลุ่มต่างๆ เพื่อที่จะคุยกันในรายละเอียดว่าเขายังติดขัดในประเด็นใดบ้าง และเราควรจะเดินหน้าในรูปแบบไหน เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ให้กับคนทุกกลุ่ม 

สำหรับปัญหาด้านการบริการ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมายังคงมีปัญหาในเรื่องระบบไอที โดยได้สั่งเร่งแก้ไขระบบ IT หลัก (SSO core) ที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้งาน พร้อมพิจารณาข้อเรียกร้องด้านสวัสดิการต่างๆ โดยให้คำนึงถึงความมีเสถียรภาพของกองทุน หากสิ่งใดที่เป็นการเพิ่มสวัสดิการแล้วไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนก็เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ระบุว่า ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้มีความโปร่งใส ทันสมัย มีความเป็นอิสระ และเป็นหลังพิงที่มั่นคงให้กับพี่น้องแรงงานทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะเจ็บป่วย ว่างงาน หรือเกษียณอายุ 

“วันนี้ทางสำนักงานประกันสังคมเราจะต้องสร้างมิติใหม่ เราต้องเดินหน้าสู่การทำงานแบบการมีส่วนร่วม การรับฟังกัน เพื่อขับเคลื่อนให้สำนักงานประกันสังคมเดินหน้าและตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชน” นายจุลพันธ์ กล่าว

ที่มา: บ้านเมือง, 11/5/2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising