Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กมธ.แรงงาน วุฒิสภา ยุติพิจารณาเรื่องร้องเรียนแรงงานต่างด้าว ชี้เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชน

นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการแอบอ้างสถานะและการดำเนินการที่อาจเกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากแรงงานต่างด้าว โดยเรื่องดังกล่าว สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้ยื่นร้องเรียนว่ามีบุคคลแอบอ้างเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ และมีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์จากแรงงานต่างด้าว ขณะที่บุคคลที่ถูกพาดพิงชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ ภายหลังการพิจารณา ที่ประชุมเห็นว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชน และไม่ปรากฏว่ามีหน่วยงานของรัฐหรือบุคลากรของคณะกรรมาธิการเข้าไปเกี่ยวข้อง

นายนิรุตติ ระบุว่าประเด็นการเรียกรับผลประโยชน์เป็นเรื่องในทางคดีอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่ นายชินโชติ แสงสังข์ รองประธานคณะกรรมาธิการ เห็นว่าจากข้อมูลที่ได้รับ ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับภาครัฐ จึงมีมติให้ยุติการพิจารณาเรื่องดังกล่าว

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 26/4/2569 

โฆษณา - Advertising

รมว.ต่างประเทศ ย้ำไทยให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฏิบัติต่อแรงงานกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการผลักดันความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงานกับฝ่ายกัมพูชา ว่า เรื่องสิทธิมนุษยชน ไทย ให้ความสำคัญอยู่แล้ว ขณะเดียวกันแรงงานต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ไทยดูแลเป็นอย่างดี สิทธิประโยชน์ต่างๆก็ได้เท่าเทียมกับแรงงานไทย ซึ่งไม่ควรเลือกปฏิบัติ เพราะทุกคนก็มีส่วนในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย แต่บางครั้งที่เกิดความขัดแย้ง ตนมองว่า อย่าให้ไปถึงระดับประชาชน เนื่องจาก เราต้องอยู่ด้วยกันอีกยาวนาน และประชาชนก็เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

ฉะนั้นในความขัดแย้ง ระดับรัฐบาลเราต้องหาทางแก้ไขต่อไป ส่วนกรณีที่ปัจจุบันแรงงานกัมพูชาไม่น้อย ยังอยู่ในประเทศไทยแต่ไม่มีใบอนุญาต อันเป็นผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลนั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาล ที่จะตัดสินใจ ว่ามีความจำเป็นมากน้อย แค่ไหนในการที่จะมีแรงงานต่างด้าว พร้อมย้ำว่าเรื่องของรัฐบาลกับประชาชนเป็นคนละส่วนกัน

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 25/4/2569

ประกันสังคมแจง “บำนาญชราภาพ” ไม่เปลี่ยนหลักคำนวณ ชี้เป็นกรณีเฉพาะเหตุสื่อสารคลาดเคลื่อน

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 สำนักงานประกันสังคมชี้แจงการจ่ายบำนาญชราภาพผ่านเพจเฟซบุ๊คว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ประกันตนสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ในขณะที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพแล้ว (อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ส่งเงินสมทบ 182 เดือน) ต่อมาอีก 2 เดือน สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และนำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลา 60 เดือนจึงลาออกและมายื่นขอสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ

กรณีรายดังกล่าวสำนักงานประกันสังคมได้จ่ายเงินบำนาญชราภาพโดยคำนวณค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายโดยใช้ฐานค่าจ้างตามมาตรา 39 เนื่องจากปรากฎข้อเท็จจริงผู้ประกันตนยังไม่เคยขอรับเงินในช่วงออกจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33

การพิจารณาของศาลฎีกามีประเด็นข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่าผู้ประกันตนได้ไปติดต่อขอรับเงินบำนาญ

ชราภาพแล้ว ประสงค์จะขอยื่นใช้สิทธิรับเงินบำนาญครั้งแรกแล้วแต่ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 นำส่งเงินสมทบต่อไปก่อนเพื่อให้ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น ผู้ประกันตนจึงยังไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่มีสิทธิได้รับแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกา 3307/2567 ให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพโดยให้จ่ายเงินบำนาญในช่วงตั้งแต่ลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งมีสิทธิครบตามเงื่อนไขในการรับบำนาญชราภาพแล้วจำนวน 2 เดือน และหยุดจ่ายเมื่อกลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และเมื่อลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ให้คำนวณเงินบำนาญชราภาพใหม่โดยใช้ฐานค่าจ้างเฉลี่ยเดิมและได้รับอัตราบำนาญเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ของการนำส่งเงินสมทบทุกๆ 12 เดือน ให้แก่ผู้ประกันตนซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. 2550

ดังนั้นการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคำนวณประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพของสำนักงานประกันสังคมแต่อย่างไร แต่เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะรายบุคคล ซึ่งกรณีนี้ที่เกิดจากการสื่อสาร ทำความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกันตนที่คลาดเคลื่อน อีกทั้งหากมีข้อเท็จจริงแตกต่างกันผลของคดีย่อมแตกต่างกันไปได้ ยังไม่อาจนำมาเป็นแนวทางการวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมได้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ ได้กำชับและแจ้งเวียนแนวปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ประกันสังคมให้สื่อสารทำความเข้าใจสิทธิที่ถูกต้อง ครบถ้วน ให้ผู้ประกันตนเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดจากการสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ให้ผู้ประกันตนรับทราบอย่างชัดเจน เมื่อผู้ประกันตนได้รับทราบข้อมูลแล้ว การตัดสินใจจะสมัครหรือไม่สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นสิทธิของผู้ประกันตนซึ่งอาจมีความจำเป็นที่แตกต่างกันในแต่ละคน

สำหรับกรณีผู้ประกันตนที่สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 หลังออกจากงานและอายุไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ ยังไม่มีสิทธิรับเงินบำนาญชราภาพ แล้วสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เมื่อผู้ประกันตนลาออกและยื่นขอรับสิทธิบำนาญชราภาพ สำนักงานฯ จะคำนวณเงินบำนาญชราภาพตามฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของสำนักงานประกันสังคม

ที่มา: Hfocus, 24/4/2026 

สสรท.ยื่นหนังสือค้านลดเงินสมทบ - สูตรบำนาญ CARE 

วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ทีมงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทน พร้อมด้วย นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายเกริกไกร นาสมยนต์ ที่ปรึกษากฎหมาย รับมอบหนังสือจากนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ในโอกาสนำกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ประมาณ 100 คน เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อแสดงจุดยืนในการคัดค้านมาตรการปรับลดเงินสมทบประกันสังคม นโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การเลิกจ้างงานที่ไม่มั่นคง และการคัดค้านสูตรบำนาญ CARE ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายพิพัฒน์ชัย กล่าวภายหลังการรับหนังสือว่า กระทรวงแรงงานพร้อมและยินดีจะรับฟังปัญหาจากทุกฝ่าย และยินดีจะนำทุกเรื่องที่กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์นำเสนอเข้าสู่การพิจารณาอย่างเร็วที่สุด ในส่วนของการลดเงินสมทบในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นการลดภาระให้กับประชาชน แต่เมื่อได้รับฟังแล้วทางกลุ่มสหภาพฯ มีความกังวลว่าจะเกิดปัญหาในอนาคต จึงจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายให้รอบด้าน ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะพิจารณาทบทวนมาตรการดังกล่าวที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่อไป

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 24/4/2569

ก.แรงงาน - หอการค้า หารือยกระดับระบบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ 

วันที่ 24 เมษายน 2569 พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางพัฒนาระบบการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์แรงงานและความต้องการของภาคธุรกิจ โดยมี นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน และเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานร่วมหารือด้วย ณ ห้องประชุม เทียน อัชกุล ชั้น 10 กรมการจัดหางาน

การหารือในครั้งนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงกระบวนการอนุญาตทำงานให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น รวมถึงการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าว อาทิ ระบบ e-Work Permit และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศไทย-จีน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปตามกฎหมาย สร้างมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นธรรม และสนับสนุนการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะ รองรับการลงทุน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมุ่งพัฒนาระบบอนุญาตทำงานให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเสริมศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 24/4/2569

เรียกร้อง รมว.แรงงาน เดินหน้าบำนาญสูตร CARE

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่กระทรวงแรงงาน นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี รักษาการคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ฝ่ายผู้ประกันตน พร้อมด้วยทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้ายื่นหนังสือต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เพื่อขอให้เร่งออกกฎกระทรวงรับรองสูตรคำนวณบำนาญชราภาพสูตรแบบ “CARE” และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว หนังสือฉบับดังกล่าวมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ ที่สื่อถึงการจำนำชีวิตต่อประกันสังคม ที่รอการบังคับใช้สูตรบำนาญสูตรแคร์ที่มองว่าจะเป็นการเพิ่มเงินบำนาญในระดับที่เหมาะสม  

นายจุลพันธ์ ให้สัมภาษณ์หลังรับหนังสือว่า ความคืบหน้าการพิจารณาสูตรคำนวณบำนาญแบบ CARE ขณะนี้การพิจารณาเดินหน้าไปมากแล้ว ขอยังไม่กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่ยืนยันว่าจะไม่ล่าช้า และภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนจากนี้ จะเชิญทั้งกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายฝ่ายเข้ามาให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน ก่อนนำมาประเมินร่วมกัน ยืนยันว่าไม่มีการรื้อสูตรทำใหม่ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบผลกระทบและการเยียวยา อย่างไรก็ตาม ตนขอชี้แจงเพิ่มเติมว่าขณะนี้เอกสารยังไม่ได้ส่งมาถึงตน ยังอยู่ในขั้นตอนเอกสารราชการ และคาดว่าจะถึงมือรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้

รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับสูตร CARE นั้นคือเรื่องผู้มีรายได้เพิ่มสูงช่วงปลายก่อนเกษียณ อาจได้รับบำนาญลดลง ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสมมุติฐานที่ต้องพิจารณา โดยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลกระทบรายบุคคลกับประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ทั้งนี้ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นอำนาจของรัฐมนตรี หลังรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายครบถ้วน โดยจะไม่ตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้า

ด้าน นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า บำนาญสูตร CARE มีการศึกษามาอย่างครบถ้วน โดยยืนยันว่า ผู้รับบำนาญปัจจุบันกว่า 800,000 คน จะไม่มีใครได้รับเงินบำนาญลดลงแม้กระทั่งครึ่งคน เพราะเป็นสูตรที่ถูกออกแบบให้สะท้อนความเป็นธรรมทางคณิตศาสตร์และโครงสร้างรายได้ของแรงงานในปัจจุบัน จึงหวังว่านายจุลพันธ์ รมว.แรงงานคนใหม่ จะผลักดันให้สำเร็จ ซึ่งท่านย้ำว่าไม่รื้อใหม่  ไม่ใช้เวลานาน ถือเป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม หลังสูตรแคร์ประกาศใช้จะไม่มีใครได้รับบำนาญน้อยลงทันที แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านจะมีการชดเชยเต็ม อย่างปี 2569 ก็จะขยายไปถึงปี 2575 ขณะนั้น จะทำให้ส่วนต่างระหว่างสูตรแคร์ กับสูตรเก่าแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย จึงขอวิงวอนแกนนำแรงงานกลุ่มต่างๆ ศึกษาสูตรแคร์ และมองให้เห็นถึงสภาพแรงงานที่แท้จริง

“ขอวิงวอนทุกฝ่ายว่าสูตรแคร์ เป็นคณิตศาสตร์ เป็นความยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องการเมือง ถึงใครไม่ชอบผม ไม่ชอบประกันสังคมก้าวหน้า แต่การหยิบประเด็นนี้มาคัดค้านประโยชน์คนกว่า 6 แสนคน ถือว่าใจร้ายมาก” นายษัษฐรัมย์ กล่าว  

เมื่อถามว่า รมว.แรงงาน ระบุว่า ตอนนี้บำนาญสูตรใหม่ยังส่งไม่ถึงมือ ดังนั้นยังติดในขั้นตอนไหน นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า  สูตร CARE ผ่านบอร์ดประกันสังคมรอบที่ 3 ไปเมื่อเดือน ต.ค. 2568  ครั้งแรกในสมัยนายพิพัฒน์ รัชกิจประกร เป็น รมว. ลากมาถึงนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ และนางสาวตรีนุช เทียนทอง จนถึงตอนนี้ ตนไม่แน่ใจว่าพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดอาจไมใช่ภูมิใจไทย, เพื่อไทย, พรรคประชาชน  แต่น่าจะเป็นพรรคข้าราชการ ที่ทำให้จดหมายเดินช้าเหลือเกิน ตนจึงย้ำอีกครั้งว่า สูตร CARE ไม่ได้เป็นสูตรของประกันสังคมก้าวหน้า แต่เป็นสูตรที่มีการศึกษามาก่อนหน้านี้นับ 10 ปี ถึงเวลาประกาศใช้ได้แล้ว

ที่มา: เดลินิวส์, 23/4/2569

หนุนรวมตัวแรงงานสร้างสรรค์ เร่งรัฐคุ้มครองสิทธิ รับมือผลกระทบ AI

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา และนายภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ร่วมแถลงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงปัญหาจากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพ

นายอิสริยะ กล่าวว่า แรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจจากสังคมเท่าที่ควร ทั้งที่เป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญ แต่กลับเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะรูปแบบการจ้างงานที่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะฟรีแลนซ์หรือรับงานเป็นชิ้น ไม่มีสัญญาที่ชัดเจน หลายกรณีเป็นเพียงข้อตกลงปากเปล่า ส่งผลให้เกิดปัญหาการไม่ได้รับค่าจ้าง และความไม่มั่นคงในอาชีพ จนอาจทำให้แรงงานต้องย้ายออกไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น ตนจึงขอเสนอให้แรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์รวมตัวกันในรูปแบบสมาคมวิชาชีพ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ว่าจ้าง ลดการถูกละเมิดสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน พร้อมระบุว่า พรรคประชาชนมีนโยบายสนับสนุนการคุ้มครองแรงงานทุกรูปแบบ และพร้อมเป็นตัวกลางในการผลักดันและเชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ยังชี้ว่า เทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบแรงงานสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านนายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา สส. กทม. กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทยน่าเป็นห่วง โดยมีผู้ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคมเฉลี่ยกว่า 40,000 คนต่อเดือน ขณะที่การเข้ามาของ AI อาจส่งผลกระทบต่อบันไดทางอาชีพของแรงงานสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในบริบทของกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ยังมีช่องว่าง ไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปิดช่องให้นำผลงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จะมีแนวคิดเรื่องค่าชดเชย แต่ภาระกลับตกอยู่กับผู้สร้างสรรค์ และยังเสี่ยงต่อการถูกเลียนแบบอัตลักษณ์โดยที่กฎหมายคุ้มครองไม่ทั่วถึง

ขณะที่ นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส. กทม. กล่าวว่า ตนขอเสนอแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้าง โดยเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเร่งกำหนดกติกาใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ การยกร่างกฎหมายลิขสิทธิ์ให้สอดคล้องกับยุค AI การบังคับให้ผู้พัฒนา AI เปิดเผยข้อมูลแหล่งที่ใช้ในการฝึกระบบ และการปรับภาระการพิสูจน์ให้ตกอยู่กับผู้พัฒนา AI แทนศิลปินรายย่อย นอกจากนี้ เสนอให้มีมาตรการรองรับการเปลี่ยนผ่านของแรงงานสร้างสรรค์ เช่น การอัปสกิลเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ รวมถึงการสนับสนุนนักศึกษาจบใหม่ เพื่อสร้างโอกาสและเส้นทางอาชีพในอนาคต พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้บริษัทข้ามชาตินำข้อมูลและผลงานของคนไทยไปใช้โดยไร้กติกา และต้องเปลี่ยนจากระบบเยียวยาความเสียหายภายหลัง มาเป็นระบบที่คุ้มครองสิทธิและสร้างโอกาส

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 22/4/2569 

เลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่" อาจเลื่อนไป ส.ค. 69

การประชุมคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ครั้งที่ 6/2569 โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน ใช้เวลาประชุมกว่า 5 ชั่วโมง โดยมีวาระการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่ถูกนำมาพิจารณาด้วย ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปวันเลือกตั้งที่ชัดเจน

นายชลิต รัษฐปานะ รักษาการกรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน เปิดเผยว่า ไทม์ไลน์การจัดการเลือกตั้งของสำนักงานประกันสังคม ในวันนี้มีการเลื่อนวันเลือกตั้งจากเดิมช่วงเดือน ก.ค. ไปเป็นเดือน ส.ค. จึงยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนเรื่องนี้

ส่วนงบประมาณการเลือกตั้ง เคาะกรอบที่ 275 ล้านบาท โดยยืนยันว่างบประมาณที่ใช้ครั้งนี้ ลดลงจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยตัดงบไอที จากเดิมที่ขอมากว่า 10 ล้านบาท เหลือที่ 1 ล้านบาท

แม้ยังไม่ได้วันเลือกตั้งที่ชัดเจน และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ยังไม่เซ็นรับระเบียบเลือกตั้งฉบับเดิม แต่มั่นใจว่านายจุลพันธ์จะจัดการเลือกตั้งตามที่ให้นโยบายไว้ได้

"เรื่องการเลือกตั้งนี้ ผมเห็นว่านายจุลพันธ์ แสดงออกค่อนข้างชัดเจนมาโดยตลอด คือการใช้สูตรการเลือกตั้งเดิม 1 คนเลือก 7 คน สื่อของพรรคเพื่อไทยก็พูดเช่นเดียวกันว่าใช้สูตร 1 เลือก 7 เราก็เข้าใจว่าปี 66 เป็นอย่างไรการเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะเป็นแบบเดิม เอาเป็นว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมนี้ เราเป็นห่วงน้อยกว่าการเปลี่ยนบำนาญชราภาพเป็นสูตร CARE ซึ่งทางรัฐมนตรีบอกว่า ขอกลับไปศึกษาก่อน ทั้งที่เราคุยกันเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 57-60 มีการศึกษาผ่านการพิจารณาของอนุฯ การพิจารณาของบอร์ด จึงคิดว่านายจุลพันธ์อาจเข้าใจผิด หรือเข้าใจไม่ครบถ้วนหรือไม่" นายชลิต กล่าว

นายชลิต กล่าวต่อว่า ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ที่เป็นรักษาการบอร์ดประกันสังคมทั้งหมด พร้อมด้วยผู้ประกันตนที่ได้รับความเดือดร้อน เตรียมเดินทางเข้าพบ รมว.แรงงาน เพื่อทวงถามความชัดเจนเกี่ยวกับการนำสูตรบำนาญชราภาพสูตรใหม่ หรือสูตร CARE เข้าที่ประชุม ครม. และจะประกาศใช้เมื่อใด พร้อมจะสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับการเซ็นรับระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฉบับเดิมด้วย

ที่มา: ไทยพีบีเอส, 21/4/2569

ยื่น 4 ข้อเสนอปรับสิทธิ “ประกันสังคม” ด้านทันตกรรม ดัน MOU สองรูปแบบ-เปิดร่วมจ่าย เพิ่มเข้าถึงบริการ

ทพญ.จุไรภรณ์ วิจักขณวงศ์ กรรมการทันตแพทยสภา ยื่นหนังสือถึง ประธานคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุข วุฒิสภา เรื่องข้อเสนอเชิงนโยบายด้านทันตกรรมต่อประกันสังคม โดยมี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เป็นผู้รับหนังสือ

ทั้งนี้รายละเอียดของหนังสือระบุว่า ตามที่มีการพิจารณานโยบายสิทธิประโยชน์ทางทันตกรรมในระบบประกันสังคม ทันตแพทยสภาขอเรียนเสนอข้อเท็จจริงจากการประชุม พร้อมทั้งจุดยืนและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อประกอบการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการฯ และสะท้อนต่อสํานักงานประกันสังคม ดังนี้

1. ประเด็นการจัดทําบันทึกข้อตกลง (MOU) ทันตแพทยสภาเห็นว่าการจัดทํา MOU ควรมีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อหน่วยบริการ โดยไม่ควรกําหนดเงื่อนไขที่จํากัดสิทธิในการเบิกจ่ายโดยไม่จําเป็น และควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาควิชาชีพอย่างรอบด้าน

จากข้อเท็จจริงในการประชุม ทันตแพทยสภาได้เสนอแนวทาง “Two-tier MOU” หรือ MOU สองรูปแบบ ได้แก่ MOU พื้นฐาน ซึ่งครอบคลุมบริการทั่วไป เช่น อุดฟัน ขูดหินน้ําลาย และถอนฟันตามสิทธิเดิม และ MOU เพิ่มเติม ซึ่งครอบคลุมบริการที่มีความซับซ้อน เช่น การผ่าฟันคุด ซึ่งแนวทางดังกล่าวเปิดโอกาส ให้สถานพยาบาลเลือกเข้าร่วมตามศักยภาพของตนเอง ส่งผลให้ทั้งคลินิกขนาดเล็กและขนาดใหญ่สามารถเข้าร่วม

ระบบได้อย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องสํารองจ่าย ล่วงหน้า และได้รับบริการตามความจําเป็นภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ขณะเดียวกัน แนวทางนี้ยังเอื้อต่อผู้ประกอบ

วิชาชีพทันตกรรมให้สามารถบริหารจัดการบริการให้สอดคล้องกับความพร้อมและต้นทุนของสถานพยาบาล โดยยังคงรักษาคุณภาพการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ และเริ่มปรากฏผลในระดับหนึ่ง

2. ประเด็น “การส่งต่อเพื่อมาตรฐานวิชาชีพ” ทันตแพทยสภาเห็นควรให้มีการกําหนดนิยามและแนวปฏิบัติของการส่งต่อให้ชัดเจน เพื่อให้การ ส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างแท้จริง ลดความคลุมเครือในการปฏิบัติ และคุ้มครองทั้งผู้ป่วยและผู้ให้บริการ

3. ประเด็นนิยามการผ่าฟันคุดและสิทธิการเบิกจ่าย ทันตแพทยสภาเห็นควรกําหนดนิยาม “ฟันคุด” ให้ครอบคลุมข้อบ่งชี้ทางคลินิกและสอดคล้อง กับการรักษาในทางปฏิบัติ โดยเสนอว่าสิทธิพื้นฐานในวงเงิน ๒,๕๐๐ บาท ควรสามารถเบิกจ่ายได้ตามเกณฑ์ที่ เหมาะสม และในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายเกินจากสิทธิ ควรเปิดโอกาสให้มีระบบจ่ายร่วม (co-payment) เพื่อไม่จํากัด การเข้าถึงบริการของผู้ประกันตน และให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงของการรักษา

4. แนวทางการให้สิทธิด้านสุขภาพช่องปากในอนาคต ทันตแพทยสภาจะเร่งผลักดันให้สิทธิทันตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักว่าสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพโดยรวมของร่างกาย การดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว อันจะนําไปสู่การใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพ อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และยั่งยืน

ทั้งนี้ ทันตแพทยสภาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอและจุดยืนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ และสามารถสะท้อนต่อสํานักงานประกันสังคม เพื่อให้การกําหนดนโยบาย ด้านทันตกรรมเป็นไปอย่างเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ

ที่มา: Hfocus, 21/4/2569 

ยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.จัดการการทำงานของคนต่างด้าว เน้นจัดระเบียบ-คุ้มครองอาชีพสงวนคนไทย

นายโสภณย์ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรี สัณห์ พิยะ  รักษาการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชา กลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนรับยื่นการเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวจากนางสาวชวลักษณ์ เวียงวิเศษ ประธานเครือข่ายพลเมืองเพื่อตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายด้านแรงงานต่างด้าว-ประเทศไทย และคณะ เพื่อเสนอปรับปรุงโครงสร้างการกำกับดูแลแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย

นางสาวชวลักษณ์ กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะงานที่คนไทยไม่นิยมทำ หรือกลุ่มงาน 3Ds ได้แก่ งานสกปรก (Dirty) งานอันตราย (Dangerous) และงานยากลำบาก (Difficult) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าแรงงานบางส่วนเข้าสู่อาชีพสงวนของคนไทย เช่น ค้าขาย เสริมสวย และนวดแผนไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสทางเศรษฐกิจของแรงงานไทย นอกจากนี้ ยังสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวที่พาครอบครัวเข้ามาพำนักในประเทศ ซึ่งอาจเพิ่มภาระด้านงบประมาณของรัฐ ทั้งในด้านการศึกษาและสาธารณสุข โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณาการบริหารจัดการงบประมาณอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว สำหรับข้อเสนอของร่างกฎหมายดังกล่าว มุ่งให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบที่สามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวทางที่แรงงานไทยต้องปฏิบัติเมื่อไปทำงานในต่างประเทศ

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี สัณห์ ระบุว่า หลังจากรับร่างกฎหมายแล้ว จะส่งต่อไปยังสำนักการประชุมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ว่าเข้าข่ายหมวด 3 หรือหมวด 5 หรือไม่ และจะแจ้งผลให้ผู้ยื่นทราบภายใน 15 วัน ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 21/4/2569 

ประธาน กมธ.เศรษฐกิจฯ ถอนรายงาน "ปฏิรูปภาษี" ยันแค่ผลงานวิชาการ ห่วงกระทบคนรายได้น้อย

นายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธานกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถอนรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ออกจากวาระการประชุมวุฒิสภาวันนี้ ว่า ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการด้านการเงินไปจัดทำรายงานการศึกษาเรื่องนี้ เพราะงบประมาณที่ต้องนำมาใช้ ทั้งการขึ้นค่าแรง เบี้ยผู้สูงอายุ สาธารณูปโภค สวัสดิการต่าง ๆ ค่ารักษาพยาบาล การศึกษา รัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งนำมาเป็นหลักคิดในการศึกษา โดยต้องพิจารณาจากในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก่อนจะนำมาเสนอต่อคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ เห็นด้วยกับรายงานฉบับดังกล่าว เรียกว่าเป็นผลงานทางวิชาการ

นายกัมพล อธิบายถึงการจับเก็บรายได้เพิ่มเติมของรัฐบาลว่า ตนได้บอกว่าต้องไม่กระทบกับผู้มีรายได้น้อยหรือรายได้ปานกลาง และการขึ้นภาษีต้องทำเป็นแบบขั้นบันได ซึ่งทราบดีว่าไม่มีสิทธิจะไปบอกให้รัฐบาลทำแบบนั้นแบบนี้ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ ที่ต้องจัดทำเป็นรายงานการศึกษาขึ้นมา เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล หากไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร โดยในรายงานระบุชัดว่าให้ขึ้นปีละ 1% เน้นกลุ่มผู้มีรายได้สูง แต่หากให้ขึ้นทีเดียวเป็น 10% หากเป็นแบบนั้นตนก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว

นายกัมพล ยังกล่าวด้วยว่า รายงานการศึกษาฉบับนี้ดำเนินการมาเป็นปีแล้ว แต่ปัจจุบันที่ไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง กลับเป็นจังหวะเดียวกับที่รายงานถูกบรรจุในวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมพอดี จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ตนจึงให้ถอนรายงานออกมาก่อน โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาร้าย และอาจจะนำกลับมาในช่วงที่สงครามยุติลงและเศรษฐกิจดีขึ้น

นายกัมพล ยอมรับว่า การสื่อสารออกไปว่า สว. เสนอให้ขึ้นภาษีเป็น 10% ประชาชนตกใจ ตนเองก็ตกใจ ทั้งที่เป็นรายงานเชิงวิชาการเท่านั้นเอง และการขึ้นภาษีนั้นจะกระทบกับคนที่มีรายได้มาก เพื่อความเสมอภาค รวมถึงจะจัดการกับการหลบเลี่ยงภาษีด้วย

ทั้งนี้ ในรายงานฉบับดังกล่าว ยังมีการศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างการจัดเก็บภาษีในกลุ่มอาเซียน พบว่าไทยเก็บภาษี 7% มากกว่าเมียนมาประเทศเดียว ซึ่งเก็บที่ 5% และประเทศในอาเซียนเก็บสูงสุดที่ 14% 

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 21/4/2569 

รายย่อย แห่จอง “บ้านชาวไทย” เกินยูนิตสร้าง 3 เท่าตัว

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส เป็นประธานคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ โครงการ “บ้านชาวไทย” ภายใต้แนวคิด “สนับสนุนคุณภาพชีวิตเพื่อการอยู่อาศัย” ในโครงการ D:CODE SRI NAKARIN หลังเปิดให้ ประชาชนลงทะเบียนจองสิทธิ นับว่า มีผู้สนใจจำนวนมาก เกินกว่าจำนวนยูนิตที่มีอยู่   3 เท่าตัว ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนจองสิทธินับ 10,000 คน จากจำนวนยูนิตเพียง 3,000 ยูนิตเท่านั้น จึงต้องคัดเลือก และจัดสรรสิทธิฯ อย่างเช่นห้องชุดไซซ์ใหม่ “FRESHii” ขนาดประมาณ 25 ตารางเมตร เอาใจนักศึกษา และผู้ต้องการห้องขนาดกระทัดรัด ในราคาเริ่มต้น 1,299,000 ล้านบาท เริ่มผ่อน 4,500 บาทต่อเดือน

นายคีรี ยอมรับว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนก่อสร้างแพงขึ้นหลายด้านร้อยละ 20 แต่กลุ่มบีทีเอส ยังขอตรึงราคาบ้าน “บ้านชาวไทย” เอาไว้ราคาเดิม เนื่องจากเห็นว่า บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงในชีวิต โครงการบ้านชาวไทย หวังจุดประกายความฝันให้ชาวไทย เพราะเป็นโครงการฯ ที่ไม่ต้องมีเงินก้อนหรือเงินดาวน์ระหว่างการก่อสร้าง  เริ่มผ่อนกับธนาคารโดยตรงเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ และไม่ต้องใช้เงินก้อนในการตกแต่งภายใน เพราะห้องได้รับการตกแต่งตามมาตรฐาน กลุ่มบริษัทบีทีเอส ​ได้ออกแบบการตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และระบบไฟฟ้าครบครัน ยอมรับว่าแม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังมีคนใจจองคอนโดจำนวนมาก เพราะบีทีเอส กระโดดเข้าไปลงทุนด้านเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่ง จึงควบคุมต้นทุนก่อสร้างได้อีกทางหนึ่ง

การเน้นกลุ่มคนต้องการบ้านระดับกลาง เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมาย นักศึกษา วัยทำงานช่วงแรก ไม่ต้องวางเงินดาวน์ ผ่อนชำระเหมือนกับการจ่ายเช่า เพราะกลุ่มต้องการบ้านรายย่อย รัฐบาลดูแล ส่วนรายใหญ่ราคา 3-5 ล้านบาท เป็นกลุ่ม ไม่มีปัญหาเรื่องทุน อีกทั้ง กลุ่มบริษัทธนายง ของบิดา เคยพัฒนาด้านอสังหาฯ จึงมีประสบการณ์มาแล้ว จึงเตรียมทุน 2 หมื่นล้านบาท ทยอยเปิดโครงทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รองรับความต้องการบ้านของคนระดับกลาง

สำหรับกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิการจองฯ ด้วยการคัดสรรผ่านโปรแกรมระบบคอมพิวเตอร์ โดย 1 ท่านจะมีสิทธิจำนวน 1 สิทธิ ตามประเภทของห้องชุดที่ผู้สนใจได้เลือกในขั้นตอนการลงทะเบียนจอง (ประมาณ 30 ตร.ม., ประมาณ 45 ตร.ม. และประมาณ 60 ตร.ม.) ทั้งแบบเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ (Pet Friendly) และแบบไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยง (Non-Pet Friendly) แบ่งเป็น ผู้ได้รับการจัดสรรสิทธิจำนวน 1 ราย ต่อ 1 หมายเลขจัดสรรสิทธิของห้องชุด แต่ละประเภท และผู้ได้รับการคัดเลือก (ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3) จำนวน 2 ลำดับ

สำหรับหมายเลขการจัดสรรสิทธินั้น หากผู้ได้รับการจัดสรรสิทธิสละสิทธิ หรือเสียสิทธิ เช่น ไม่ผ่านการพิจารณาความสามารถทางการเงิน ผู้ได้รับการคัดเลือก (ลำดับที่ 2   และลำดับที่ 3) ในหมายเลขจัดสรรสิทธิหมายเลขเดียวกัน จะได้รับจัดสรรสิทธิแทนผู้ได้รับการจัดสรรสิทธิตามลำดับ ทั้งนี้ ผู้ได้รับการคัดเลือก (ลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3) ต้องผ่านการพิจารณาความสามารถชำระเงินของธนาคารผู้ให้กู้ โดยผู้ได้รับการคัดเลือก (ลำดับที่ 2  และลำดับที่ 3) ผู้ลงทะเบียน สามารถตรวจสอบผลการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิได้ทางเว็บไซต์ www.baan-chaothai.com ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 20/4/2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising