Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สว.ห่วง "แรงงานจ้างเหมา" กระทบ จากกฎหมายใหม่ ขอ รมว.แรงงาน เร่งออกกฎหมายลูก

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เรียกร้องไปยังนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้เร่งรัดออกกฎหมายลำดับรอง เพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มแรงงานจ้างเหมาบริการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังขาดความมั่นคงในการทำงาน โดยหลังจากที่วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบผ่านวาระ 3 ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะมีประเด็นสำคัญเรื่องการขยายสิทธิการลาคลอดแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประเด็นหลักคือการยกระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงานกลุ่ม "จ้างเหมาบริการ" ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ

เป้าหมายสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ การทำให้แรงงานจ้างเหมาบริการได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าสิทธิที่ระบุไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั่วไป แต่จากการติดตามพบว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการออกกฎหมายลำดับรองหรือระเบียบต่าง ๆ มารองรับอย่างเป็นรูปธรรม

นายเทวฤทธิ์ แสดงความกังวลว่า ความล่าช้าในการออกกฎหมายลูกจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานจ้างเหมาที่มีจำนวนหลายแสนคนทั่วประเทศ ทำให้คนกลุ่มนี้ตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยง ทั้งในแง่ของความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน และการเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการที่พึงได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ขอฝากความหวังไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้เข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักในการเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกแผนรองรับและกฎหมายลำดับรองให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายในการสร้างความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานกลุ่มนี้อย่างแท้จริง

โฆษณา - Advertising

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 9/5/2569

ภาคประชาชนยื่นสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ผลักดันสิทธิลาดูแลผู้ป่วยในครอบครัวปีละ 15 วัน

นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รับหนังสือจากกลุ่ม Peaceful Death และภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน ฉบับพรรคประชาชน ที่เสนอสิทธิลาดูแลสมาชิกครอบครัวปีละไม่เกิน 15 วัน 

นายเอกภพ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว เสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ก่อนครบกำหนดในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ โดยหากไม่ได้รับการอนุมัติ ร่างกฎหมายจะตกไปและต้องเริ่มกระบวนการเสนอใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี

โฆษณา - Advertising

ด้านนางสาววรรณา กล่าวว่า ขอสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นสิทธิการลาเพื่อดูแลครอบครัวเป็นเวลาไม่เกิน 15 วันต่อปี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกฎหมายแรงงานไทยในการเปิดโอกาสให้ลูกจ้างสามารถลาไปดูแลผู้ป่วยในครอบครัวได้ ทั้งนี้ ร่างฉบับดังกล่าวเคยผ่านการพิจารณาวาระรับหลักการจากสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ก่อนมีการยุบสภา แม้สิทธิลา 15 วันอาจยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยระยะท้าย แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างระบบสังคมที่ให้ความสำคัญกับการดูแลกันในครอบครัว จึงขอให้รัฐบาลอนุมัติให้นำร่างกฎหมายกลับเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์สังคมสูงวัย และสอดคล้องกับนโยบาย Caring Society ของรัฐบาล พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งมอบรายชื่อผู้สนับสนุนจำนวน 627 รายชื่อ ซึ่งรวบรวมผ่านเว็บไซต์ Change.org และผ่านการตรวจสอบแล้ว เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/5/2569 

สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย จับมือ กสร. ต่อยอด GLP+ ผลักดันธุรกิจไทย ไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ

นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งไทย กล่าวหลังประกาศเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่น เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ว่า อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของประเทศ มีการใช้แรงงานตลอดห่วงโซ่การผลิตกว่า 1 ล้านคน เป็นแรงงานในส่วนอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มประมาณ 400,000 คน สร้างรายได้จากการส่งออกมูลค่ากว่า 2,200 ล้านเหรียญสรัฐต่อปี มีอัตราการเติบโต 5% ในปีที่ผ่านมา สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ซึ่งเป็นสมาคมการค้าที่ก่อตั้งมากกว่า 54 ปี มีสมาชิกเป็นโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มกว่า 190 บริษัท ถือเป็นสมาคมที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างการผลิต โดยก้าวไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งหมายถึงการรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ระดับบนหรือแบรนด์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยแบรนด์ในกลุ่มนี้ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการคัดเลือกโรงงานที่มีมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับนโยบายของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป และอเมริกา ที่มีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นทั้งความจำเป็นและโอกาสของโรงงานในประเทศไทยซึ่งมีพื้นฐานและศักยภาพที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐโดยเฉพาะแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices) หรือ GLP ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยยึดหลัก “4 ไม่” ได้แก่ ไม่ใช้แรงงานเด็ก ไม่ใช้แรงงานบังคับ ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ตลอดจนระบบบริหารจัดการและการปฏิบัติต่อแรงงานตามหลัก “6 มี” สมาคมฯ พร้อมด้วยสมาชิก จึงจับมือร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในการนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices หรือ GLP) ไปใช้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก แรงงานบังคับในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มอย่างยั่งยืน รวมถึงการแสดงเจตนารมณ์ในการไม่สนับสนุนการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การเลือกปฏิบัติ และการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

โฆษณา - Advertising

เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ดูแลแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ถือว่า “แรงงานทุกคน” คือ “ผู้สร้างคุณค่า” ของเศรษฐกิจไทย เป็น “เสาหลักต้นสำคัญ” และ “ฟันเฟืองอันทรงพลัง” ของประเทศ โดยกรมฯ ผลักดันนโยบายเพื่อ “การคุ้มครองสิทธิเชิงรุก” ให้กับแรงงานทุกภาคส่วนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน ผ่านกลไกการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และขยายผลไปยังห่วงโซ่อุปทาน ในการนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี หรือ GLP ไปใช้บริหารจัดการแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ภายใต้หลักการ “4 ไม่ 6 มี” นอกจากนี้ กรมฯ ยังสนับสนุนให้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม “ยกระดับการปฏิบัติต่อแรงงาน และดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม” สามารถตรวจสอบการปฏิบัติได้ในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิติการปฏิบัติต่อแรงงาน ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มากไปกว่านั้น ยังแสดงเจตจำนงในการ “ไม่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ” เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ผลิตปลอดจากการละเมิดสิทธิแรงงาน โดยร่วมกันผลักดันให้เกิดกิจกรรม Get Better Get GLP+  ในวันนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยต่อประเด็นดังกล่าว โดยกรมฯ พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินการทุกด้าน พร้อมทั้งต่อยอด GLP+ ไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นต่อไป เพื่อมุ่งสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่สถานประกอบกิจการ ส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเป้าหมายในการถอดถอนสินค้าเครื่องนุ่งห่มออกจากบัญชีรายการสินค้าที่มีเหตุผลเชื่อได้ว่าผลิตโดยการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ (TVPRA List) และบัญชีรายการสินค้าที่มีการใช้แรงงานเด็กบังคับ หรือแรงงานเด็กขัดหนี้ (EO List) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาต่อไป

ที่มา: บ้านเมือง, 7/5/2569 

ครูเกษียณยื่นหนังสือถึง ศธ. ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครู หวั่นถูกฟ้องล้มละลาย-ตกงาน ขอให้มีดอกเบี้ยเท่าเทียมไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. สมาพันธ์ข้าราชการบำนาญภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้ยื่นหนังสือถึงนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เพื่อเสนอข้อเรียกร้องในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีนายภาควัต ศรีสุรพลคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) รับเรื่อง

โฆษณา - Advertising

นางภัทรวรรณ กล่าวว่า ทางสมาพันธ์ฯ ได้เสนอข้อเรียกร้องในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีหลายเรื่องที่เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะข้อกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฎิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่ต้องทำให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ศธ. ได้ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะสถาบันการเงิน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่เป็นเจ้าหนี้

“ตอนนี้สิ่งที่สมาพันธ์ฯกังวลคือ การถูกฟ้อง ล้มละลาย คนที่รับราชการอยู่ต้องออกจากราชการ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทางสมาพันธ์ฯขอให้ช่วยผลักดัน กรณีที่ถูกฟ้องล้มละลาย โดยไม่ได้เป็นการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ อยากให้ได้โอกาสในการทำงานต่อไป ส่วนเรื่องดอกเบี้ย โดยเฉพาะในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น ก็อยากจะขอให้มีดอกเบี้ยในอัตราที่เท่าเทียมและได้มาตรฐานเดียวกัน คือ ไม่ควรเกินร้อยละ 4.75 %ต่อปี ส่งผลให้ดอกเบี้ยรวมทั้งหมดน้อยลงและปิดหนี้ได้ไวขึ้น ซึ่งมีหลายสหกรณ์ที่ต่ำกว่าร้อยละ 4.75 %ต่อปี แต่มีบางสหกรณ์ที่ยังสูงอยู่ ตอนนี้สูงที่สุดคือร้อยละ 7.2 %ต่อปี“นางภัทรวรรณ กล่าว

สำหรับสรุปข้อหารือของสมาพันธ์ข้าราชการครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

1.ลดดอกเบี้ย + ใช้สหกรณ์เป็นฐานแก้หนี้

โฆษณา - Advertising

ทางสมาพันธ์ฯ ขอให้ภาครัฐกำกับดูแลอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ไม่เกินร้อยละ 4.75 และควรสนับสนุนให้มี แหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ ประมาณ 2–3% เพื่อให้สหกรณ์นำไปใช้เป็นฐานในการ “รวมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และลดดอกเบี้ย” ให้ครูได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังมาตรการนี้จะช่วย “ตัดวงจรดอกเบี้ยทบต้น” ทำให้เงินต้นลดลงจริง ครูสามารถชำระหนี้ได้ตามกำลัง ไม่ต้องกู้ซ้ำซ้อน และช่วยให้สหกรณ์กลับมามีบทบาทเป็น “กลไกช่วยเหลือสมาชิก” อย่างแท้จริง นำไปสู่การแก้หนี้เชิงระบบ ไม่ใช่เพียงแก้เฉพาะราย

2.จัดลำดับหนี้ให้ถูกต้อง ไม่กระจายหนี้ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศดำเนินการ จัดลำดับการหักชำระหนี้ให้ถูกต้องตามแนวทางของกรมบัญชีกลาง โดยกำหนดให้หนี้บำเหน็จค้ำประกัน อยู่ลำดับหลัง ภาษีอากร กองทุนสวัสดิการ และหนี้สหกรณ์และต้อง หักตามลำดับ (ไม่กระจายหนี้) อย่างเคร่งครัด โดยการหักหนี้ตามลำดับจะช่วยให้หนี้หลักลดลงเร็ว ลดภาระดอกเบี้ยสะสม และทำให้ระบบการแก้หนี้มี “ประสิทธิภาพจริง” ต่างจากการกระจายหนี้ที่ทำให้หนี้ไม่ลดและดอกเบี้ยพอกพูน นอกจากนี้ยังช่วยให้การช่วยเหลือครูมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่

3.เร่งผลักดันกฎหมาย ชะลอฟ้องคดี โดยเร่งประกาศใช้ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือนและเงินบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. ….. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาปรับปรุง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กรณีล้มละลาย (ไม่ใช่ทุจริต) ไม่ควรต้องออกจากราชการ เปิดทางใช้สิทธิ ช.พ.ค. ช่วยลดภาระหนี้ขอความร่วมมือ ธนาคารออมสินชะลอฟ้องคดี เพื่อเปิดโอกาสให้ครูเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้าง ช่วย “หยุดวิกฤตก่อนล้ม” ลดแรงกดดันทางจิตใจของครู ป้องกันการสูญเสียอาชีพ และทำให้ครูมีโอกาสฟื้นฟูสถานะทางการเงินได้จริง พร้อมสร้างระบบกฎหมายที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานในระยะยาว

4.จัดตั้ง สหกรณ์กลางระดับภูมิภาค (5 ภูมิภาค) โดยคัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพและบริหารจัดการดี มาเป็น “แกนกลาง” ในการรวมหนี้ รีไฟแนนซ์ และกำหนดมาตรฐานดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ไม่เกินร้อยละ 4 จะช่วยเพิ่ม “อำนาจต่อรองเชิงระบบ” ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสหกรณ์ สร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ และทำให้ครูเข้าถึงแหล่งเงินที่เป็นธรรมมากขึ้น เกิดกลไกแก้หนี้ที่ยั่งยืนในระยะยาว ไม่ต้องพึ่งพามาตรการเฉพาะหน้าอีกต่อไป

ที่มา: The Politics ข่าวบ้าน การเมือง, 6/5/2569 

เสนอตั้ง กมธ.ศึกษามาตรการคุ้มครองสิทธิ หลัง AI กระทบอาชีพและละเมิดผลงาน

นายภูริวรรธก์ ใจสําราญ สส.กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) รับหนังสือจากนางสาวนีรชา โสพล นายปโชติ ธำรงสมบัติสกุล ตัวแทนกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ผู้ผลิตเนื้อหาดิจิทัลและคณะ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษามาตรการคุ้มครองแรงงานสร้างสรรค์และอธิปไตยทางวัฒนธรรมดิจิทัลโดยเร่งด่วน

นางสาวนีรชา เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกกฎหมายกำกับการใช้ AI อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงานและรักษาพื้นที่การทำงานของมนุษย์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยชี้ว่าแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ไม่ควรเติบโตบนการละเมิดสิทธิของศิลปิน ทั้งการนำผลงานหรืออัตลักษณ์ไปใช้ฝึกระบบโดยไม่ขออนุญาต ไม่มีค่าตอบแทน และเจ้าของผลงานไม่มีสิทธิปฏิเสธ พร้อมเตือนว่าระบบอัตโนมัติกำลังแทนที่งานระดับเริ่มต้น ทำให้คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสสะสมประสบการณ์ และอาจนำไปสู่การขาดแคลนบุคลากรคุณภาพในอนาคต จึงเสนอให้เปิดเผยแหล่งข้อมูลที่ใช้ฝึก AI กำหนดสิทธิให้เจ้าของผลงานปฏิเสธการนำไปใช้ได้ และวางมาตรการรองรับแรงงานไทยให้เติบโตควบคู่เทคโนโลยี 

ด้านนายปโชติ ตัวแทนคนทำงานด้านแอนิเมชันและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ระบุว่า ภาคสร้างสรรค์ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่กำลังเผชิญความไม่เป็นธรรมจากการที่ผลงานซึ่งเกิดจากการฝึกฝนและใช้เวลาสร้างสรรค์ยาวนาน ถูกนำไปใช้ฝึก AI โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีค่าตอบแทน ขณะที่ถูกนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์จนคุณค่างานและความมั่นคงในอาชีพลดลง พร้อมเสนอ 3 ข้อเรียกร้องสำคัญ คือ ความโปร่งใส ผู้พัฒนา AI ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ฝึกระบบและจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม สิทธิในการเลือก เจ้าของผลงานต้องมีสิทธิปฏิเสธการนำผลงานไปใช้ และการคุ้มครองแรงงาน รัฐต้องมีมาตรการช่วยให้แรงงานสร้างสรรค์ปรับตัวและอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

นายภูริวรรธก์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จะรับเรื่องดังกล่าวไว้ พร้อมขอเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันสร้างกรอบกฎหมาย รวมไปถึงนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องมือรองรับการใช้ AI ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ยืนยันว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าไปผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ผู้ผลิตเนื้อหาดิจิทัลต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 6/5/2569

ยื่นหนังสือถึง รมว.แรงงาน ขอคณะรัฐมนตรีผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ค้างในสภา หลังสะดุดเหตุยุบสภา 

นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย นำโดยนายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสหพันธ์แรงงานฯ เข้ายื่นหนังสือต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้คณะรัฐมนตรีผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่ค้างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้ง สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าว ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับปรับลดชั่วโมงการทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมเพิ่มวันหยุดและวันพักผ่อน และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งกำหนดสิทธิการลาปวดประจำเดือน และการจัดให้มีพื้นที่ปั๊มนมบุตรในสถานประกอบการ โดยร่างกฎหมายทั้งสองฉบับเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน

นายเซีย กล่าวว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับเคยผ่านการรับหลักการในวาระที่ 1 และอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ แต่กระบวนการต้องชะงักลงจากการยุบสภา ส่งผลให้ร่างกฎหมายตกค้าง ทั้งนี้ ได้มีการประสานงานกับพรรคเพื่อไทย และเห็นเป็นสัญญาณเชิงบวกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเดินทางมารับหนังสือด้วยตนเอง

ด้านนายธนพงษ์ กล่าวว่า การชะงักของร่างกฎหมายจากเหตุยุบสภาส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้แรงงาน โดยร่างกฎหมายทั้งสองฉบับมีความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงและความไม่มั่นคงในการจ้างงาน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ เนื่องจากไม่เห็นด้วยที่กฎหมายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแรงงานจะต้องตกหล่นจากกระบวนการทางการเมือง

ขณะที่นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานพร้อมรับข้อเสนอไปพิจารณา โดยยอมรับว่าร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากคณะรัฐมนตรีเพื่อนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภา จึงต้องเริ่มกระบวนการใหม่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และเห็นว่าหลายข้อเสนอมีประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ทั้งนี้ ในประเด็นสิทธิการลาปวดประจำเดือน รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับแรงงานหญิง กระทรวงแรงงานจะนำไปหารือในคณะทำงาน เพื่อจัดทำร่างกฎหมายร่วมกัน และเร่งเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 6/5/2569 

ก.แรงงาน - กอ.รมน. ถกความร่วมมือ เชื่อมฐานข้อมูลแรงงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ

นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมพิจารณา (ร่าง) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการบูรณาการข้อมูลสนับสนุนการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม ระหว่างกระทรวงแรงงาน กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยมี พลตรี อธิกร เอกชัยฤดี ผู้อำนวยการศูนย์ดิจิทัลเพื่อความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบผลการดำเนินการที่ผ่านมา และร่วมกันพิจารณารายละเอียดของร่างบันทึกข้อตกลงฯ เพื่อให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนดำเนินการลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการในลำดับต่อไป

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านแรงงาน เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการด้านความมั่นคงของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 6/5/2569

ครม. เห็นชอบไทยร่วมรับรองปฏิญญา IMRF เดินหน้าคุ้มครองแรงงานโยกย้าย–ต้านค้ามนุษย์

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาความคืบหน้าของเวทีทบทวนการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 หรือ International Migration Review Forum: IMRF และร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทย เพื่อให้คณะผู้แทนไทยร่วมรับรองและประกาศในเวที IMRF ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 5–8 พฤษภาคม 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ร่างปฏิญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญเพื่อยืนยันหลักการของข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ หรือ GCM โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การเคารพสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองผู้โยกย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะสตรีและเด็กหญิง การส่งเสริมช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานที่ถูกต้อง การคุ้มครองแรงงานโยกย้ายจากการถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจัดหางานอย่างไม่เป็นธรรม และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการชายแดนภายใต้กรอบกฎหมายและจริยธรรม

สำหรับคำมั่นโดยสมัครใจของไทย มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งในการตอบสนองต่อการค้ามนุษย์ในบริบทของการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ ผ่านกลไกการส่งต่อข้ามชาติ โดยยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และเปิดให้หน่วยงานรัฐ ภาคส่วนต่าง ๆ และสังคมมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในประชาคมระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างสมดุล ทั้งด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ร่างปฏิญญาและร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทยไม่เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีถ้อยคำที่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ

“รัฐบาลย้ำว่า การโยกย้ายถิ่นฐานต้องไม่ใช่ช่องว่างของการเอารัดเอาเปรียบหรือค้ามนุษย์ แต่ต้องเป็นระบบที่ปลอดภัย เป็นธรรม และคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน” นางสาวลลิดา กล่าว

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 5/5/2569

สำนักงานประกันสังคมปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ช่วยผู้ป่วยโรคไตได้รับสิทธิเร็วขึ้น - เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต

คณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการประกันสังคม เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์ทางการแพทย์ด้านการบำบัดทดแทนไต สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 ที่มีประวัติโรคไตเรื้อรัง

โดยผู้ต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ให้สิทธิไม่เกินครั้งละ 1,500 บาท และไม่เกิน สัปดาห์ละ 4,500 บาท หรือเดือนละ 18,000 บาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายตามรายการ

แต่กรณีผู้ป่วยมีเชื้อ HIV จ่ายให้ตามจริง ไม่เกินครั้งละ 4,000 บาท และไม่เกินสัปดาห์ละ 12,000 บาท

ส่วนผู้ต้องล้างช่องท้องด้วยน้ำยาถาวร ให้สิทธิไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท และค่าอุปกรณ์ต่อคนอีก 20,000 บาท ภายในเวลา 2 ปี หากพ้นกำหนดแต่หมอประเมินให้รักษาต่อ จะจ่ายเพิ่มไม่เกิน 10,000 บาท

และผู้ที่ล้างช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ จะจ่ายตามจริงไม่เกินเดือนละ 32,700 บาท และผู้ที่ต้องปลูกถ่ายไตจะได้รับบริการทางการแพทย์ทุกขั้นตอน รวมถึงยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต

ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์รักษาโรคไต เพื่อผู้ประกันตนที่ป่วยโรคนี้เข้าถึงการรักษารวดเร็ว และไม่ต้องสำรองจ่าย ส่วนผู้ยังไม่เข้าเกณฑ์ สามารถเสนอพิจารณาเป็นรายกรณีได้ด้วย

ที่มา: Ch7.com, 4/5/2569 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising