Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แจงรัฐคุมเข้มตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว เชื่อมข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี การออกมาตั้งข้อสังเกตว่า มีสถานพยาบาลที่ไม่มีใบอนุญาต แอบลักลอบออกใบรับรองสุขภาพให้แรงงานต่างด้าวว่า รัฐบาลยืนยันการดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบรับรองแพทย์สำหรับแรงงานต่างด้าว เป็นไปตามกฎหมาย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัด โดยกรมการจัดหางานในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และระบบตรวจสอบตามมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ การปลอมแปลงเอกสาร และการลักลอบทำงานผิดกฎหมาย

กรมการจัดหางานในฐานะหน่วยงานพิจารณาออกใบอนุญาต มีระบบคัดกรองที่เข้มงวด กำหนดให้แรงงานต่างด้าวทุกคนต้องผ่านการตรวจโรคต้องห้าม และต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ถูกต้องจากสถานพยาบาลของรัฐ หรือโรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เท่านั้น

นอกจากนี้ ผลตรวจทั้งหมดยังต้องถูกส่งเชื่อมโยงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตรงถึงกรมการจัดหางานโดยอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกและป้องกันการปลอมแปลงเอกสารในทุกขั้นตอน ซึ่งปัจจุบันมีสถานพยาบาลเอกชนที่ผ่านหลักเกณฑ์และเชื่อมโยงข้อมูลระบบออนไลน์กับกรมการจัดหางานอย่างถูกต้อง จำนวน 63 แห่ง ซึ่งนายจ้างและประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อที่ถูกต้องได้ ที่สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัด หรือ เว็บไซต์สำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า กรมการจัดหางานมีมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้กระทำความผิด โดยได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์กรณีใบรับรองแพทย์ปลอม ที่ชั้น 4 กรมการจัดหางาน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แจ้งเบาะแสและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทันที และยังสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบใบรับรองแพทย์ และให้สุ่มตรวจนายจ้างและสถานประกอบการ รวมถึงแรงงานต่างด้าว ว่าได้ดำเนินการตรวจสุขภาพ ณ สถานพยาบาลจริงหรือไม่ พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอเตือนนายจ้างและตัวแทน อย่าหลงเชื่อขบวนการนอกกฎหมายที่อ้างว่าทำใบรับรองแพทย์ได้โดยไม่ต้องตรวจจริง เพราะระบบอิเล็กทรอนิกส์จะตรวจสอบพบทันที และหากตรวจพบการใช้เอกสารปลอม จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด 

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 24/5/2569

กกร.จี้รัฐแก้ด่วนปัญหาแรงงานต่างด้าว ชี้กระทบ 36 สมาคมธุรกิจ เตรียมยื่นหนังสือรัฐมนตรีแรงงาน 25 พ.ค.นี้

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างเร่งด่วน โดยนายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ชี้ว่าปัจจุบันภาคธุรกิจทั้งก่อสร้าง การผลิต เกษตร และบริการ ต่างประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และแรงงานฝีมือ ซึ่งเป็นผลพวงจากโครงสร้างประชากรไทยที่อัตราเกิดลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานต่างด้าว

ปัญหาเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือแรงงานกัมพูชากว่า 194,000 คนที่ยังอยู่ในไทยแต่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว หากไม่มีการแก้ไข แรงงานกลุ่มนี้จะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและหลุดออกนอกระบบ ซึ่งยากต่อการควบคุมและอาจกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงในที่สุด นายวิบูลย์ย้ำว่าภาคเอกชนต้องการให้รัฐแยกประเด็นความขัดแย้งทางการทูตออกจากการบริหารจัดการแรงงาน เพื่อไม่ให้กระทบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่ยังอยู่ในไทยโดยมีเงื่อนไขตรวจสอบความมั่นคงและให้นายจ้างรับผิดชอบกำกับดูแล การไม่ต่อใบอนุญาตสำหรับผู้ที่ออกจากประเทศไปแล้วหรือลักลอบเข้าเมือง การลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียน การเร่งแก้ไขระบบ e-Work Permit ของกรมการจัดหางานที่มีปัญหาด้านเสถียรภาพ และการวางแผนระยะยาวด้วยการเพิ่มช่องทางนำเข้าแรงงานภายใต้ MOU จากประเทศอย่างศรีลังกา บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย

กกร.ระบุว่า หากสถานการณ์ไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME จะได้รับผลกระทบรุนแรงและส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเบื้องต้น กกร.ประเมินว่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจฉุด GDP ไทยลงได้ 0.1-0.8% ตามระดับความรุนแรง ทั้งนี้ภาคเอกชนเตรียมเข้าพบนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. เพื่อยื่นหนังสือและขอให้นำเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 23/5/2569

สพฐ. ปรับจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว 7,588 อัตรา เงินเดือนสูงสุด 19,120 บาท ดีเดย์ 2 มิ.ย. นี้ 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขับเคลื่อนนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรในระบบการศึกษา โดยล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้ไฟเขียวปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจากจ้างเหมาบริการ ไปสู่สถานะลูกจ้างชั่วคราว จำนวนทั้งสิ้น 7,588 อัตรา ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้

สำหรับการปรับสถานะในครั้งนี้ จะช่วยให้ครูอัตราจ้างและบุคลากรสนับสนุน ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น และถือเป็นการปรับอัตราค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับคุณวุฒิและลักษณะงานอย่างเหมาะสม โดยอัตราเงินเดือนใหม่นี้ กำหนดให้ครูผู้ช่วย วุฒิปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ได้รับเงินค่าตอบแทนสูงสุด 19,120 บาทต่อเดือน ส่วนวุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับค่าตอบแทน 18,220 บาทต่อเดือน ขณะที่ครูช่วยสอนและบุคลากรสนับสนุนอื่น ๆ จะได้รับค่าตอบแทนรวมค่าครองชีพประมาณ 11,000 บาทต่อเดือน

ซึ่งขณะนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งกระบวนการสรรหา คัดเลือก และจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้บุคลากรทั้งหมดสามารถเริ่มปฏิบัติงานภายใต้สัญญาจ้างรูปแบบใหม่ได้ภายในกรอบเวลาตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 โดยให้ยึดหลักการสรรหาด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 23/5/2569 

บอร์ดแพทย์-ประกันสังคม เห็นชอบสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนที่สูญเสียดวงตา

น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกันสังคม เห็นชอบตามมติคณะกรรมการการแพทย์ ให้สิทธิประโยชน์การรักษาผู้ประกันตนที่สูญเสียดวงตา ด้วยลูกตาเทียมเฉพาะบุคคล ให้มีผลใช้บังคับต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ประกันตนที่สูญเสียดวงตา ได้รับโอกาสในการฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน

น.ส.กาญจนา กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่สามารถรับสิทธิประโยชน์นี้ประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ป่วยตาฝ่อโดยกำเนิด ผู้ป่วยตาฝ่อหลังลูกตาแตก และผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดนำลูกตาออก

โดยสำนักงานประกันสังคม จะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ ให้แก่สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนในอัตราที่กำหนด เช่น ค่าตรวจประเมินและลองตาปลอม 500 บาท ค่าพิมพ์ตา 500 บาท ค่าบริการวันรับตา 600 บาท และค่าลูกตาเทียมเฉพาะบุคคล (Customized eye prosthesis) ในอัตราข้างละ 5,000 บาท รวมถึงค่าตาปลอมชนิดใส (Customized conformer) สำหรับขยายร่องตา ในอัตราอันละ 1,500 บาท ตามความจำเป็นทางการแพทย์

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า จากข้อมูลการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 31 มี.ค.2569 สำนักงานประกันสังคม จ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ประกันตนไปแล้วรวม 250 คน เป็นเงินกว่า 1.1 ล้านบาท ผ่านสถานพยาบาลชั้นนำที่มีศักยภาพ อาทิ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ศูนย์ตาปลอมโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)

โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์ดวงตาประเสริฐโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยในปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าจะมีผู้ประกันตนรายใหม่เข้าถึงบริการอีกประมาณ 185 คน ซึ่งใช้งบประมาณราว 1 ล้านบาท

ที่มา: Thai PBS, 23/5/2569 

รัฐบาลจะปลดล็อกกลุ่มไรเดอร์เข้าประกันสังคมขีดเส้น 1 ปี หวังยกระดับสวัสดิการแรงงานแพลตฟอร์มอย่างเท่าเทียม

ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับทราบถึงข้อเรียกร้องของสหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์ม และเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของกลุ่มไรเดอร์ส่งอาหารและพัสดุ ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงอยู่บนท้องถนนทุกวัน แต่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียม เพราะติดปัญหาข้อกฎหมายส่งผลให้ที่ผ่านมาไรเดอร์จำนวนมากมีสถานะเป็นเพียงผู้รับจ้างอิสระ ที่จะขาดการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน

ทั้งนี้ ทางกระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว โดยให้ตัวแทนไรเดอร์และภาคประชาชนเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เพื่อจะได้รับฟังเสียงสะท้อนที่แท้จริงจากคนทำงาน โดยคณะทำงานจะเร่งตรวจสอบว่าแรงงานแพลตฟอร์มแต่ละประเภท จะสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคม ได้อย่างไร ซึ่งหากมีกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ก็จะปรับแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกสิทธิประกันสังคมให้กับกลุ่มแรงงานเหล่านั้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างเต็มกำลัง โดยตั้งเป้าหมายกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า ภายใน 1 ปีนับจากนี้ จะต้องเริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลงออกมาเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 22/5/2569 

เคาะวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย. 69 เริ่มลงทะเบียนใช้สิทธิ 1 มิ.ย. 69 ใช้กติกาเดิม 

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งของสำนักงานประกันสังคมได้กำหนดวันเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) แล้ว โดยจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ใช้กติกาและรูปแบบเดียวกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน คณะกรรมการได้ขยายระยะเวลาลงทะเบียนใช้สิทธิเป็น 45 วัน และเพิ่มหน่วยเลือกตั้งระดับอำเภอ จากเดิมที่มีเฉพาะระดับจังหวัด

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 รวมถึงนายจ้าง สามารถลงทะเบียนใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม 2569 ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ www.sso.go.th และแอปพลิเคชัน SSO Plus ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขาในเวลาทำการ โดยสำนักงานจะเปิดให้บริการไม่เว้นวันหยุดราชการในช่วงวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2569

สำหรับผู้สนใจสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนบอร์ด สามารถยื่นใบสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด ระหว่างวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.30-16.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 10 สิงหาคม และประกาศรายชื่อผู้สมัครพร้อมหมายเลขประจำตัวในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ทางเว็บไซต์ sso.go.th แอปพลิเคชัน SSO Plus และที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ

ที่มา: มติชนออนไลน์, 22/5/2569

กยศ. ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างเพิ่มเติมกว่า 5,200 แห่ง เริ่มหักเงินเดือนผู้กู้ยืมเงินตั้งแต่เดือน พ.ค.69 นี้ 

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างกว่า 5,200 แห่ง ที่จะเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินคืนกองทุนผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาได้ที่เว็บไซต์ กยศ. เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย

กยศ. ขอแจ้งว่าขณะนี้ กยศ. ได้จัดส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพิ่มเติมกว่า 5,200 แห่ง ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ซึ่งเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่มีภาระหนี้ค้างชำระก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการหักเงินเดือน ขอให้ชำระยอดค้างด้วยตนเองให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย กยศ. ขอเชิญองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” 

กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

ที่มา: NBT, 21/5/2569 

กอช. เตือนรับมือ “ยุคอายุยืน” แนะแรงงานนอกระบบ-คนรุ่นใหม่ เร่งออมเงินตั้งแต่วันนี้

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยข้อมูลจาก World Economic Forum และ World Population Review 2025 ว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 71.21 ปีในปี 2543 เป็น 78.10 ปีในปี 2568 และคาดการณ์ว่าภายในปี 2633 คนไทยจะมีอายุยืนเฉลี่ยถึง 90 ปี ความเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งความท้าทายสำคัญ เพราะหากเกษียณที่อายุ 60 ปีตามเกณฑ์ปัจจุบัน หมายความว่าต้องมีเงินเลี้ยงตัวเองนานถึง 30 ปี โดยไม่มีรายได้จากการทำงาน

กอช.ระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ระยะเวลาที่ยาวขึ้น แต่ยังรวมถึงภาวะเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวัยสูงอายุ ขณะที่ความมั่นคงทางอาชีพหลัง 60 ปีในหลายสาขายังไม่แน่นอน ทำให้เงินออมที่เคยคิดว่าเพียงพออาจไม่เพียงพออีกต่อไป

กอช.จึงรณรงค์ให้ประชาชน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและคนรุ่นใหม่ ปรับมุมมองจากการออมระยะสั้นมาเป็นการสร้าง "บำนาญตลอดชีพ" โดยจุดเด่นของกอช.คือรัฐบาลร่วมสมทบเงินออม 100% สูงสุด 1,800 บาทต่อปี สมาชิกจะได้รับเงินบำนาญรายเดือนหลังอายุ 60 ปีตลอดอายุขัย ต่างจากเงินออมทั่วไปที่ใช้แล้วหมดไป และมีความยืดหยุ่นสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานต่อเกินอายุ 60 ปี

"อายุยืนคือของขวัญ หากเรามีแผนการเงินที่ดี แต่จะเป็นภาระหากเราไม่ได้เตรียมพร้อม" กอช.ระบุ พร้อมเชิญชวนให้คนไทยทุกคนเห็นความสำคัญของการออมเพื่ออนาคตตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้วัยเกษียณเป็น "วัยแห่งการพักผ่อนที่มีความสุขและมีศักดิ์ศรี"

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 21/5/2569

ยื่นยับยั้ง ‘สูตร CARE’ จี้ตั้งคณะทำงานร่วมแก้สิทธิ ม.33-39

นสพ.บูรณ์ อารยพล หรือ หมอบูรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนเครือข่ายผู้ประกันตนและภาคประชาชน ได้เดินทางเข้าพบ นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ยื่นหนังสือคัดค้านและยับยั้งสูตร CARE อย่างเป็นทางการ

หลังจากที่พบสัญญาณอันตรายว่า สูตรนี้อาจถูกนำมาใช้แบบเร่งรีบจนสร้างความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างต่อผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39

โดยมี 2 ข้อเรียกร้อง คือ 1.ต้องชะลอการประกาศบังคับใช้สูตร CARE ไว้ก่อนทันที เพื่อหยุดยั้งผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกันตน และเปลี่ยนมาใช้แนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 เป็นบรรทัดฐานหลักในการคำนวณและคุ้มครองสิทธิ์แทน

2. ต้องแต่งตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group) ระหว่างภาครัฐและฝ่ายคัดค้าน โดยต้องมีสัดส่วนของ​นสพ.บูรณ์ อารยพล และตัวแทนจากเครือข่ายฯ เข้าไปนั่งเป็นกรรมการร่วมพิจารณา เพื่อปรับปรุงโครงสร้างนโยบายให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายและเสียงของประชาชน

นสพ.บูรณ์ กล่าวว่า พบว่าสูตร CARE ที่กำลังมีความพยายามจะผลักดันอยู่นั้น มีช่องโหว่ร้ายแรงที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินสมทบและสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพี่น้องระบบประกันสังคม

มันคือการแก้ปัญหาแบบโปะซ้ายป้ายขวา ที่ลิดรอนสิทธิของคนกลุ่มหนึ่งเพื่อไปเอื้อประโยชน์ให้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขัดต่อหลักธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง

​"นโยบายแรงงานที่ดี ต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ และต้องไม่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทำงานเบื้องหลัง” นสพ.บูรณ์ กล่าว

​นสพ.บูรณ์ กล่าวต่อว่า ในการเจรจาครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อปฏิเสธนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เราได้นำทางออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย มายื่นต่อกระทรวงแรงงาน

“โดยข้อเสนอของพวกเราคือการให้กระทรวง นำแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 มาเป็นบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหา” ​นสพ.บูรณ์ กล่าว

​นสพ.บูรณ์ กล่าวต่อว่า แนวคำพิพากษานี้ ถือเป็นเกราะคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายสูงสุดที่เคยวางบรรทัดฐานไว้แล้วในเรื่องสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของผู้ประกันตน ซึ่งมีความเป็นธรรมชัดเจน

“และไม่สร้างความแตกแยกเหลื่อมล้ำระหว่าง ม.33 และ ม.39 การที่กระทรวงจะไปคิดค้นสูตร CARE ขึ้นมาใหม่ ยิ่งสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อแนวทางของศาลฎีกาและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายในอนาคต” ​นสพ.บูรณ์ กล่าว

ดังนั้น การกลับมาใช้แนวทางตามฎีกา 3307/2567 จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยและเป็นธรรมที่สุดต่อทุกฝ่าย

​ด้าน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ได้รับหนังสือคัดค้านด้วยตนเอง กล่าวว่า ข้อมูลและข้อกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำมาเสนอนี้มีน้ำหนักและเป็นประโยชน์มาก การเมืองภาคประชาชนต้องคุยกันให้จบทั้งสองฝ่ายก่อน

“จะนำหนังสือฉบับนี้เรียนตรงถึง ท่านรัฐมนตรีจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ทันที และจะประสานเปิดโต๊ะเจรจาร่วมกันเพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมที่สุด ยืนยันว่าจะไม่มีการแอบยัดไส้นโยบายที่ประชาชนเคลือบแคลงใจแน่นอน” ​นายพิพัฒน์ชัย กล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 21/5/2569

สหภาพไรเดอร์-สรส.ยื่นหนังสือรัฐมนตรีแรงงาน ขอรัฐบาลไทยหนุนอนุสัญญา ILO คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ร่วมกับกลุ่มสหภาพไรเดอร์ ยื่นหนังสือต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เรียกร้องให้รัฐบาลไทยสนับสนุนอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองงานที่มีคุณค่าในอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มในการประชุมประจำปีขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILC) ปี 2026 ซึ่งจะมีการลงมติรับรองอนุสัญญาฉบับดังกล่าว และจะมีผลผูกพันต่อกฎหมายภายในประเทศหากรัฐบาลให้สัตยาบัน

ประเด็นสำคัญในแนวทางสากลที่ทั้งสองฝ่ายเสนอคือการพิสูจน์สถานะของแรงงานแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยให้บริษัทแพลตฟอร์มเป็นผู้แบกรับภาระการพิสูจน์ว่าผู้ทำงานไม่ใช่ลูกจ้าง ซึ่งเงื่อนไขที่จะทำให้ไม่เข้าข่ายลูกจ้าง ได้แก่ บริษัทไม่มีอำนาจสั่งการหรือให้คุณให้โทษ งานที่ทำไม่ใช่รายได้หลักของบริษัท หรือคนทำงานรับงานจากแอปพลิเคชันมากกว่าหนึ่งแห่ง

กลุ่มสหภาพไรเดอร์ชี้แจงว่าไม่ได้ต้องการบังคับให้ทุกคนมีสถานะลูกจ้าง แต่ต้องการให้ผู้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกควบคุมการทำงานในลักษณะลูกจ้าง มีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองตามสิทธินั้น ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศที่บริษัทแพลตฟอร์มต้องจ่ายค่าชดเชยย้อนหลังเป็นจำนวนมาก

สหภาพไรเดอร์ยังเตือนว่าหากปล่อยให้บริษัทแพลตฟอร์มหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อแรงงานโดยไม่มีการตรวจสอบ จะเปิดช่องให้นายจ้างในอุตสาหกรรมอื่นอ้างเป็นบรรทัดฐานเพื่อกดดันให้ลดการคุ้มครองแรงงานในระบบด้วย โดยยกกรณีการจ้างแรงงานเหมาค่าแรงที่เริ่มต้นจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งแต่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้เป็นบทเรียน

"สิ่งที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและทำลายอำนาจการต่อรองของแรงงานได้ ไม่เคยเห็นนายทุนที่ไหน ที่พอยื่นเข้าปากแล้วจะบอกว่าไม่เอา" สหภาพไรเดอร์ ระบุ

ที่มา: สหภาพไรเดอร์ - Freedom Rider Union, 21/5/2569 

สมานฉันท์แรงงานไทยออกแถลงการณ์หลังโศกนาฏกรรมแยกอโศก เรียกร้องปฏิรูประบบรางทั้งประเทศ อย่าให้จบแค่หาคนผิด

สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยชี้ว่าอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่แยกอโศก-มักกะสัน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐละเลยมากว่า 5 ทศวรรษ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูประบบขนส่งทางรางอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่จัดการรายเหตุการณ์

สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์รถสินค้าขบวนที่ 2126 ชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 คน

แถลงการณ์ระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุสาธารณะ มักเกิดรูปแบบซ้ำๆ คือผู้บริหารและนักการเมืองแห่แสดงความเห็นเพื่อปรากฏในสื่อ ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบหายเมื่อกระแสสังคมเปลี่ยนไป สสรท.จึงเรียกร้องว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องไม่จบลงเพียงแค่การตั้งข้อกล่าวหาพนักงานขับรถไฟ คนขับรถเมล์ หรือเจ้าหน้าที่กั้นถนน แต่ต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างแท้จริง ทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย บุคลากร เทคโนโลยี และการรณรงค์สร้างจิตสำนึกการใช้ถนนร่วมกับทางรถไฟ

แถลงการณ์ยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกถึงสภาพที่แท้จริงของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกละเลยมากว่า 5 ทศวรรษ โดยรัฐกำหนดให้เก็บค่าโดยสารเพียง 24 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อคน ทั้งที่ต้นทุนจริงอยู่ที่ 3.20 บาท และแม้กฎหมายกำหนดให้รัฐชดเชยส่วนต่าง แต่ปัจจุบันรัฐค้างจ่ายสะสมกว่า 320,000 ล้านบาท ทำให้การรถไฟต้องกู้เงินเสริมสภาพคล่องและแบกรับดอกเบี้ยปีละกว่า 5,000 ล้านบาท นอกจากนี้หัวรถจักรมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 40 ปี ขณะที่จำนวนพนักงานลดลงจาก 20,000 คน เหลือเพียง 8,000 คน เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีปี 2541 จำกัดการรับคนใหม่ไว้ที่ร้อยละ 5 ของผู้เกษียณในแต่ละปีเท่านั้น

สสรท.ระบุว่าระบบรางมีความสำคัญยิ่งขึ้นในโลกที่เผชิญวิกฤตพลังงานและภาวะโลกร้อน เนื่องจากเป็นการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนระบบขนส่งทางรางให้เป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศ พร้อมคัดค้านแนวคิดที่จะไม่ให้รถไฟเข้าพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ และคัดค้านการปิดสถานีรถไฟหัวลำโพงซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติ

ในส่วนของพนักงานรถไฟที่ถูกกล่าวหา สสรท.ระบุว่าต้องดำเนินการตามกระบวนการสอบสวนหาความจริง หากพิสูจน์ได้ว่ากระทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย พร้อมส่งกำลังใจให้พนักงานรถไฟและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนด้วยความซื่อสัตย์ต่อไป

ที่มา: สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย, 20/5/2569 

ครม.ไฟเขียว ยกระดับฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้าง 550-650 บาท/วัน

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา จากเดิมที่กระทรวงแรงงานเคยกำหนดไว้แล้ว 141 สาขา

รายละเอียดเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 29 ม.ค.2569 เพื่อให้แรงงานฝีมือได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม จูงใจให้แรงงานพัฒนาฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มหลักประกันรายได้ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ

ครม.เห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 4 สาขา สำหรับลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ในแต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับ ดังนี้

1. สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์

อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน

อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน

2. สาขาช่างเชื่อมมิก

อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 550 บาท/วัน

อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 : 650บาท/วัน

3. สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System)

อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 560 บาท/วัน

4. สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 : 630 บาท/วัน

ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับ 90 วัน นับจากวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ที่มา: Thai PBS, 19/5/2026

สหภาพแรงงานรถไฟฯ ออกโรงโต้กรมราง ยืนยันคนขับมีใบอนุญาต อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ชี้ขาดกำลังพลการทำงาน

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่เกิดอุบัติเหตุอันน่าสลดใจ กรณีขบวนรถสินค้าที่ 2126 ชนกับรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากนั้น

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกท่าน โดยในส่วนของข้อเท็จจริงและสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและสอบสวนอย่างละเอียดของคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่มีบางประเด็นที่เป็นข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงสหภาพแรงงานฯ ขอชี้แจงให้ประชาชนทราบดังนี้

ตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางรางได้มีการให้ข่าว เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ต่อสื่อมวลชน อย่างไรก็ดีโดยระบุในทำนองว่า “พนักงานขับรถไฟขบวนที่เกิดเหตุ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่จากกรมการขนส่งทางราง และได้สั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่” ซึ่งการให้ข้อมูลดังกล่าว โดยขาดการอธิบายบริบทและข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน ได้สร้างความสับสนต่อระบบการทำงานของพนักงานขับรถไฟและทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดไปอย่างกว้างขวางว่า พนักงานขับรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีใบอนุญาตหรือขาดคุณสมบัติในการขับรถไฟอย่างผิดกฎหมาย

สร.รฟท. ในฐานะตัวแทนของผู้ปฏิบัติงานการรถไฟฯ จึงมีความจำเป็นต้องแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงตามหลักกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีการทำงานและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน ดังนี้

1. กรณีที่อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ที่ขบวนรถต้องใส่ห้ามล้อก่อนถึงจุดที่หยุดระยะ 2 กิโลเมตร นั้น ไม่ถูกต้อง การจะหยุดขบวนรถได้อย่างมีประสิทธิภาพจะประกอบด้วย ความสมบูรณ์ของรถจักร อัตราหน่วยลากจูงของขบวนรถ วันดังกล่าวขบวนรถมีหน่วยลากจูง 578 หน่วย ความเร็วไม่เกินพิกัด 40 กม./ชม. ระยะทางสามารถหยุดขบวนรถได้ตามปกติประมาณ 200 เมตร ไม่ใช่ 2 กิโลเมตร

2. ก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 บังคับใช้นั้น พนักงานขับรถของการรถไฟแห่งประเทศไทยทุกคน ได้รับการกลั่นกรอง การฝึกอบรม การทดสอบ และการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดย เป็นไปตามข้อบังคับของการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 3.1 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 25 (3) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 บุคลากรทุกคนจึงผ่านกระบวนการคัดกรองที่มีมาตรฐานและมีกฎหมายรองรับสถานะการทำงานมาโดยตลอดโดย ฐานอำนาจและมาตรฐานเดิมในการปฏิบัติหน้าที่ก่อนมีการจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง

3. แม้ว่าพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 จะได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 แต่ในบทเฉพาะกาล มาตรา 156 ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้บัญญัติรองรับและคุ้มครองสิทธิของพนักงานขับรถไฟเดิมไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้พลางก่อนในระหว่างช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบใบอนุญาตใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสูญญากาศและกระทบต่อการบริการเดินรถสาธารณะเป็นการคุ้มครองสิทธิตามบทเฉพาะกาล มาตรา 156

4. ในปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ได้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อกฎหมายใหม่ แต่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 156 อย่างต่อเนื่อง โดยได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประจำหน้าที่ต่ออธิบดีกรมการขนส่งทางรางแล้วจำนวนทั้งสิ้น 951 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ การรถไฟฯ ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่มาแล้วจำนวนเพียง 208 ราย และหากให้เป็นไปตามความเห็นของอธิบดีการขนส่งทางราง พนักงานขับรถอีก 743 คน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ต้องหยุดขบวนรถ 743 ขบวน ทั้งนี้ในความเป็นจริงพนักงานขับรถไฟที่เหลือรวมถึงพนักงานในขบวนรถที่เกิดเหตุได้ทำหน้าที่ขับรถไฟมานานก่อนมีการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางหลายปีมาแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่านตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงถือเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎข้อบังคับของการรถไฟฯ และกฎหมายทุกประการ ไม่ใช่เป็น "ผู้ขับรถไฟที่ไม่มีใบอนุญาต" ตามที่กรมการขนส่งทางราง ได้สื่อให้สังคมรับรู้ ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจคาดเคลื่อนได้

5. ข้อเท็จจริงพนักงานขับรถไฟต้องมีอัตรากำลังทั้งสิ้น 1,258 คน แต่ปัจจุบันมีพนักงานขับรถเพียง 951 คน ที่ต้องทำงานตลอดเวลาแทบจะไม่ได้หยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ ซึ่ง สร.รฟท. และการรถไฟฯ ได้เรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตลอดมา ให้เพิ่มอัตรากำลังให้เพียงพอต่อการทำงาน เพื่อประโยชน์ในการให้บริการประชาชน และเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าของพนักงาน ที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษในการขับเคลื่อนรถจักรที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน และเพื่อความปลอดภัยต่อประชาชน สหภาพแรงงานฯได้ตระหนักและได้เรียกร้องให้มีเรื่องการปรับปรุงด้านความปลอดภัยที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดมาโดยตลอด

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 19/5/2569 

สั่งตรวจสารเสพติด-แอลกอฮอล์พนักงานรถไฟ 100% หลังพบคนขับรถไฟชนรถเมล์ฉี่ม่วง แถมยังไม่มีใบอนุญาต

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยหลังได้รับข้อมูลจากตำรวจว่า ตรวจพบการใช้สารเสพติดในปัสสาวะของนายสยมพร สอนกูล พนักงานขับรถไฟที่ชนกับรถโดยสารประจำทาง รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จอดบริเวณ จุดตัดทางรถไฟถนนอโศก-ดินแดง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 รายและผู้บาดเจ็บ 30 ราย

จึงได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดให้มีการตรวจคัดกรองสารเสพติดและวัดปริมาณแอลกอฮอล์กับ "พนักงานที่มีหน้าที่ขับขี่และควบคุมการเดินรถ" รวมถึง "พนักงานภาคพื้นดินที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย" เช่น พนักงานกั้นถนน พนักงานประแจ ทุกรายก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละผลัด โดยใช้มาตรการ "Zero Tolerance" (ต้องเป็นศูนย์เท่านั้น)

นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพนักงานขับรถไฟ รายนายสยมพร สอนกูล ยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่จากกรมการขนส่งทางราง และสั่งให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขับรถไฟรายดังกล่าว และให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พร้อมทั้งสั่งการให้ รฟท. พักงานพนักงานขับรถไฟและพนักงานคุมไม้กั้นที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด และสืบสวนเชิงลึกว่าผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ปล่อยให้ผู้มีสารเสพติดมาปฏิบัติหน้าที่ขับรถไฟ ซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิตคนจำนวนมากได้อย่างไรต่อไป

นายพิเชฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 มาตรา 90  ระบุว่า "ในกรณีที่มีเหตุอันเชื่อได้ว่า ผู้ประจำหน้าที่ใดมีสารอยู่ในร่างกายอันเกิดจากการเสพสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น ยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ให้ผู้ตรวจการขนส่งทางรางมีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่า ผู้นั้นมีสารนั้น ๆ อยู่ในร่างกายหรือไม่ ทั้งนี้ วิธีการตรวจหรือทดสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบที่อธิบดีประกาศกำหนด“

ซึ่งกรมการขนส่งทางรางอยู่ระหว่างออกประกาศ เพื่อใช้บังคับตามกฎหมายต่อไปอีกด้วย การออกคำสั่งนี้เป็นไปเพื่อการสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนและผู้โดยสารว่ากรมการขนส่งทางรางยึดมั่นในหลักการความปลอดภัยสูงสุด

ที่มา: NBT Connext, 18/5/2569

รมว.แรงงาน รับยื่นหนังสือจากกลุ่มไรเดอร์ สั่งตั้งคณะทำงานทบทวน กม. หวังคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับยื่นหนังสือจากกลุ่มเครือข่ายแรงงานแพลตฟอร์มที่นำสมาชิกกว่า 30 คน เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานขอให้ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้แรงงานแพลตฟอร์มได้รับการคุ้มครอง มีสวัสดิการ และความปลอดภัยในการทำงานอย่างเท่าเทียม โดยมี นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นางสาวนันทินี ทรัพย์ศิริที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ สำนักงานประกันสังคม นายสุรสิทธิ์ ศรีแก้ว รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เข้าร่วม ณ บริเวณโถงชั้นล่าง กระทรวงแรงงาน และประชุมหารือร่วมกัน ณ ห้องประชุมคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนได้ประกาศนโยบายมาตลอด เพื่อที่จะแก้ไขกฎหมายผลักดันให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งต้องมาดูว่าแรงงานแพลตฟอร์มแต่ละประเภทสามารถเข้าประกันสังคมมาตรา 33 ได้ทั้งหมดหรือไม่ ถ้ากลุ่มไหนเข้าไม่ได้กระทรวงแรงงานจะต้องมาดูว่าจะปรับแก้กฎหมายอย่างไรรูปแบบไหน เพื่อให้แรงงานเหล่านี้ได้เข้าถึงการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ประกันสังคม โดยกระทรวงแรงงานจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา มีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือกันกับแรงงานแพลตฟอร์มแต่ละประเภท เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 1 ปี

นายจุลพันธ์ ยังได้รับทราบถึงกรณีที่ไรเดอร์ถูกคุกคามทางเพศขณะทำงาน การถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับเรื่องไว้ โดยตนยินดีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้พี่น้องแรงงานแพลฟอร์มได้รับความเป็นธรรมและมีความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งหากท่านใดพบปัญหาจากกรณีดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนเข้ามายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้โดยตรง เพื่อให้หน่วยเฉพาะกิจเข้าไปแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุดต่อไป

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 18/5/2569 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง