
จริยธรรม 3 หมวด มีอะไรบ้าง?
มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ (หากฝ่าฝืนถือว่าร้ายแรง)
- ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย
- ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
- ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเอง หรือผู้อื่น
- ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดในประการ ที่อาจทําให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่
- ต้องไม่รับของขวัญของกํานัล ทรัพย์สินอื่นใด เว้นแต่เป็นการให้โดยธรรมจรรยา และการรับที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้รับได้
มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก
- ไม่กระทําการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
- ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน
- ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคม
- รักษาไว้ซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพต่อมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมาก
- ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน
- ไม่ให้คําปรึกษาแก่บุคคลภายนอกหรือแสดงความเห็นต่อสาธารณะในเรื่องระหว่างพิจารณา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรม
- ไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง
- ไม่ปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้บุคคลใกล้ชิดเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์
- ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติ ในทางเสื่อมเสีย
- ไม่กระทําการอันมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ
จริยธรรมทั่วไป
- ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกําลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้
- ไม่เบียดบังเวลาราชการไปประกอบธุรกิจ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น
- ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเต็มใจ ให้บริการด้วยความรวดเร็ว เสมอภาค ถูกต้อง โปร่งใส ปราศจากอคติ
- ดูแลรักษาและใช้ทรัพย์สินของทางราชการอย่างประหยัด คุ้มค่า
- รักษาความลับของทางราชการตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของราชการ
- บริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และระบบคุณธรรม

ใช้กับใครบ้าง?
ศาลและองค์กรอิสระร่วมกันร่างมาตรฐานจริยธรรมเพื่อใช้กับ
- ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
- ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
- ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
- หัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ
โดยรัฐธรรมนูญกำหนดเพิ่มเติมให้รวมถึง
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)
- สมาชิกวุฒิสภา (สว.)
- คณะรัฐมนตรี
มาตรฐานจริยธรรมถือกำเนิดในปี 2561 เท่าที่ปรากฏข้อมูลผู้ที่ถูกตัดสินว่าฝ่าฝืนจริยธรรมและต้องหลุดจากตำแหน่ง รวมถึงหมดสิทธิเล่นการเมืองตลอดชีวิต มีเพียง สส.และรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนระดับนายกฯ นั้นมีอันต้องหลุดจากตำแหน่งทันที 2 คน คือ เศรษฐา และแพทองธาร เรื่องยังอยู่ในมือ ป.ป.ช. ว่าจะดำเนินการต่อเป็นคดีเพื่อให้ศาลฎีกาตัดสิทธิเล่นการเมืองตลอดชีวิตหรือไม่

ลงโทษหนักเป็นครั้งแรก
ขั้นตอน : ผู้ร้อง → ป.ป.ช. → ศาลฎีกา (พิพากษา)
โทษ :
- เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต*
- เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้
(*หมายถึง ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกเป็น สส., สว., สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใดๆ ตลอดไป)

ใครคนคิดมาตรฐานจริยธรรม?
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 2560 ได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งหัวหน้า คสช. เมื่อเดือนตุลาคม 2558 เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
ประกอบด้วย:
- นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการ
- นางกีระณา สุมาวงศ์
- รองศาสตราจารย์ ดร. จุรี วิจิตรวาทการ
- ศาสตราจารย์ ดร. ชาติชาย ณ เชียงใหม่
- นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง
- รองศาสตราจารย์ ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย
- นายเธียรชัย ณ นคร
- นายนรชิต สิงหเสนี
- พลเอก นิวัติ ศรีเพ็ญ
- นายปกรณ์ นิลประพันธ์
- นายประพันธ์ นัยโกวิท
- นายภัทระ คำพิทักษ์
- นายภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
- พลตรี วิระ โรจนวาศ
- ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ
- นายสุพจน์ ไข่มุกด์
- ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
- นายอภิชาต สุขัคคานนท์
- ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต
- นายอัชพร จารุจินดา
- พลเอก อัฏฐพร เจริญพานิช
จะสังเกตเห็นว่า ปกรณ์ นิลประพันธ์ ก็เป็นหนึ่งใน กรธ.โดยขณะนั้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปัจจุบันเป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายในรัฐบาลอนุทิน

ใครโดนแล้วบ้าง ฝ่าฝืนจริยธรรม?
2 คนแรกเป็นนายกฯ หลุดจากตำแหน่งเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดจริยธรรม จึงพ้นตำแหน่งพร้อม ครม.ทั้งคณะ แต่ป.ป.ช.ยังไม่ได้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตัดสิน ส่วน 5 คนหลังเป็น สส.พรรคต่างๆ ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา และศาลฎีกาวินิจฉัยให้ผิดจริยธรรม จึงไม่สามารถเล่นการเมืองได้อีกตลอดชีวิต
รายละเอียดมีดังนี้
1) แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย
กรณี : สนทนาส่วนตัวกับฮุนเซน
โทษ : ศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นตำแหน่งทั้งคณะ
*สิงหาคม 2568 มีสว.ร้องป.ป.ช.ให้ส่งศาลฎีกาวินิจฉัยแพทองธารฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง + สมชาย แสวงการ และพวกร้องกองบัญชาการสอบสวนกลาง แพทองธารผิด ม.157 และ ป.ป.ช.รับเรื่องแล้ว
2) เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย
กรณี : แต่งตั้งผู้ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี
โทษ : ศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นตำแหน่งนายกฯ ครม.พ้นตำแหน่งทั้งคณะ
*เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้อง ป.ป.ช. (ส.ค.2567) ให้สอบปมเศรษฐาผิดจริยธรรมเพื่อส่งศาลฏีกา
3) พรรณิการ์ วานิช อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล
กรณี : โพสต์ภาพและข้อความลงเฟซบุ๊กพาดพิงสถาบัน
โทษ : ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต
4) อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย
กรณี : เรียกรับเงินในการผ่านงบประมาณ
โทษ : ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต + ตัดสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 6 ปี
5) ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
กรณี : เสียบบัตรสส.แทนกันในการประชุมสภา
โทษ : ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต + ตัดสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
6) กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย
กรณี : รุกป่าเขาใหญ่
โทษ : ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต+ตัดสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
7) ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
กรณี : รุกที่ดินรัฐ
โทษ : ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต + ตัดสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

