ศาลยกคำร้อง มอง ตม.กักตัว 'จาง ซื่นเยี่ยน' ผู้ลี้ภัยชาวฮ่องกง ชอบด้วยกฎหมาย แม้มีประเทศที่ 3 ยอมรับตัวไปแล้ว ด้าน ตม.แจงในศาล จีนทำหนังสือขอชะลอการส่งตัว 1 วันก่อนซิ่นเยี่ยน ขึ้นเครื่องบิน สมช. เตรียมชงนายกฯ ตัดสินชะตากรรม
17 ก.ค. 2569 ประชาไท สรุปประเด็น เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น.เป็นต้นมา ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 602 ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดพิจารณาคำร้องที่ ยท.1/2569 กรณีทนายความของจาง ซิ่นเยี่ยน ผู้ลี้ภัยชาวฮ่องกง อายุ 55 ปี ยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนภายใต้ มาตรา 26 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมาน และการบังคับสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยมีประเด็นหลัก 2 ประเด็น คือ
- สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้กักขังไม่ให้จาง ซิ่นเยี่ยน เดินทางไปประเทศที่ 3 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะอำนาจในการกักตัวเพื่อรอส่งออกนอกประเทศควรสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เมื่อมีประเทศที่ 3 รับตัว จึงเป็นคำถามว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจอะไรในการกักตัวผู้ลี้ภัย ไม่ให้ไปประเทศที่ 3
- กรณีที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ปฏิเสธไม่ให้ทนายความเข้าเยี่ยมและทำให้ติดต่อซิ่นเยี่ยน ไม่ได้ตั้งแต่ 13-15 ก.ค. 2569 ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการปกปิดชะตากรรม หรือการทำให้หายไปชั่วขณะ (short-term enforced disappearance) เป็นการละเมิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานฯ หรือไม่
2. หากศาลไต่สวนและมองว่าการกักตัวของ สตม.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะมีคำสั่งยุติการกักตัว และผู้ลี้ภัยจะสามารถเดินทางไปยังประเทศที่ 3 ได้
3. นอกจากประเด็นดังกล่าว ทางทนายความของจาง ซิ่นเยี่ยน และองค์กรภาคประชาสังคม มีข้อกังวลด้วยว่าอาจมีการสอดไส้ส่งกลับผู้ลี้ภัยไปประเทศต้นทาง พร้อมกับผู้ต้องกักชาวจีนในคดีอาชญากรรมฟอกเงิน สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ หรืออื่นๆ รวม 300 คน ผ่านชาร์เตอร์ไฟล์ท หรือเครื่องบินเช่าเหมาลำส่งกลับจีน ระหว่างวันที่ 13-15 ก.ค. 2569
4. อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ทาง สตม.ได้พาตัวของจาง ซิ่นเยี่ยน จากห้องกักฯ มาเบิกความต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ถือเป็นข้อยืนยันว่าทางการไทยยังไม่ส่งเธอกลับจีน ‘อย่างน้อย ณ เวลานี้’
5. ดังนั้น การไต่สวนวันนี้จะพุ่งเป้าประเด็นไปที่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ว่าใช้อำนาจกฎหมายใดกักตัวผู้ลี้ภัยไม่ให้ไปประเทศที่ 3 และการปฏิเสธไม่ให้ทนายความเข้าเยี่ยมผู้ลี้ภัย
'จาง ซิ่นเยี่ยน' เป็นใคร
6. จาง ซิ่นเยี่ยน เป็นผู้ลี้ภัยชาวฮ่องกง อายุ 55 ปี วันนี้เธอมาปรากฏตัวต่อศาลด้วยเสื้อสีเขียวมีข้อความ “ผู้ต้องกัก สตม.” ทั้งด้านหน้าและหลัง และร้องไห้ตลอดการให้การในชั้นศาลว่าลี้ภัยมายังประเทศไทยในปี 2557 เนื่องจากเมื่อปี 2542 ประเทศจีนมีนโยบายปราบปรามลัทธิ “ฝ่าหลุนกง” ซึ่งลัทธิทางสังคมและฝึกปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เธอนับถือ พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปราบปรามครั้งนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอหนีมาที่ไทย และได้รับบัตรผู้ลี้ภัยของ UNHCR ในเวลาต่อมา
7. ต้นปี 2568 เธอเข้าร่วมการหยั่งเสียงออนไลน์และได้รับเลือกเป็นสมาชิกกลุ่ม “Hong Kong Parliament” และในปีเดียวกัน ตำรวจฮ่องกงได้ตั้งข้อกล่าวหาเธอในข้อหาความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง โดยอ้างว่ากลุ่มดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ต้องการแบ่งแยกประเทศเพื่อปกครองตนเอง และบ่อนทำลายอำนาจรัฐ พร้อมกับตั้งรางวัลนำจับเธอ 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง
8. ในช่วงให้การต่อศาล เธอยืนยันว่าไม่เคยกระทำผิดอื่นใดในคดีความอาญาในจีน และกล่าวทั้งน้ำตาว่าไม่ต้องการกลับไปประเทศจีนอีกแล้ว
จีนส่งหนังสือขอไม่ให้ส่งตัว 'ซิ่นเยี่ยน' ไปประเทศที่ 3
9. ในการไต่สวน ฝั่งเจ้าหน้าที่มาเบิกความเพียงแค่ปากเดียว คือ วัชรพล กาญจรกันทร ผู้กำกับการ 3 บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
10. วัชรพล เบิกความว่า เดิมจาง ซิ่นเยี่ยน ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองควบคุมที่บ้านพักกรุงเทพฯ เมื่อ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ในข้อหา บุคคลต่างด้าวที่เข้ามา และอยู่ในประเทศไทยเกินกำหนด หรือภาษาบ้านๆ คืออยู่เกิน VISA ศาลจึงตัดสินลงโทษ จ่ายค่าปรับ 5,000 บาท และจำคุก 1 เดือน
11. เมื่อจาง ซิ่นเยี่ยน ถูกส่งกลับมาที่ ตม. เธอได้ถูกกักตัว เพื่อรอส่งกลับไปประเทศจีน แต่เนื่องด้วยซิ่นเยี่ยน ได้แสดงตัวว่ามีบัตรประจำตัว ‘ผู้ลี้ภัย’ ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เมื่อมีบัตรสถานะดังกล่าว ตามกระบวนการ ทาง สตม. จึงต้องสอบถามทางซิ่นเยี่ยน ว่าประสงค์จะเดินทางกลับประเทศจีนหรือไม่ ซึ่งซิ่นเยี่ยน กล่าวว่าเธอไม่ยินยอมให้ผลักดันกลับ ทำให้เธอต้องอยู่ในห้องกัก เพื่อรอส่งตัวออกนอกประเทศ
วัชรพล เผยว่า เมื่อเป็นบุคคลสัญชาติจีน สตม. มีการแจ้งไปยังสถานทูตจีน ประจำประเทศไทยด้วย เพื่อเช็กข้อมูลว่า จาง ซิ่นเยี่ยน เป็นคนของประเทศจีนหรือไม่ เพื่อให้ประเทศต้นทางเข้ามาคุ้มครองประชาชนในประเทศตนเอง หรือหากบุคคลดังกล่าวเคยกระทำผิดในประเทศต้นทาง ทาง สตม.จะได้จัดระดับการควบคุมตัวได้อย่างเหมาะสม
12. ระหว่างถูกกักตัวรอผลักดัน ทางแคนาดา ได้ประสานงานเข้ามาเพื่อขอรับตัวจาง ซิ่นเยี่ยน ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่ 3 มีการทำเอกสาร VISA และตั๋วเครื่องบินให้เรีนยร้อยแล้ว ซึ่งมีกำหนดการเดินทางไปแคนาดา ในวันที่ 8 ก.ค. 2569
แต่ทางวัชรพล ให้การว่า การที่ผู้ลี้ภัยไปประเทศที่ 3 ต้องได้รับความยินยอมจากประเทศต้นทางด้วย และเมื่อ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา สถานทูตจีน ประจำประเทศไทย ได้มีการส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยัง สตม. ระบุว่าขอให้ชะลอการผลักดันไปประเทศที่ 3 เนื่องจากซิ่นเยี่ยน มีพฤติกรรมที่ทำให้ประเทศจีนเสียหาย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าทางการจีนจะอ้างว่าซิ่นเยี่ยน มีพฤติการณ์ทำให้จีนเสียหาย แต่ไม่ได้มีการส่งหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหา มีเพียงหนังสือขอความร่วมมือจากทางการไทยเท่านั้น
13. ตามกระบวนการ เมื่อประเทศต้นทางคัดค้าน จะต้องมีการเรียกประชุมทุกฝ่าย เพื่อทำความเห็นส่งให้ สมช. ตัดสินอนาคตของจาง ซิ่นเยี่ยน ว่าได้ไปประเทศที่ 3 หรือผลักดันกลับจีน
14. ที่น่าสนใจคือเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สถานทูตจีนส่งหนังสือถึง สตม. ได้มีการเรียกประชุมทันที โดยมีผู้เข้าร่วมจาก สมช. กระทรวงการต่างประเทศ สตม. และองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และได้ข้อสรุปว่า สมช.จะส่งข้อมูลให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน สมช. พิจารณาตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าจะส่งตัวจาง ซิ่นเยี่ยน ไปที่ใด และเป็นสาเหตุให้ในวันที่ 8 ก.ค. ตัวซิ่นเยี่ยน ยังไม่ได้ไปประเทศที่ 3 แม้ว่าแคนาดา ยินดีรับเธอแล้ว เพราะต้องรอการตัดสินใจจากทางนายกฯ
15. ปัจจุบัน สถานะของจาง ซิ่นเยี่ยน จะยังถูกกักตัวในห้องกักสวนพลูต่อไป จนกว่าจะมีการตัดสินใจจากหัวหน้าฝ่ายบริหาร เพราะ สมช.มองแล้วว่าเป็นกรณีที่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
16. ขณะที่ UNHCR ตอนนี้ยังไม่เพิกถอนสถานะผู้ลี้ภัยของจาง ซิ่นเยี่ยน และทางแคนาดา ยังยืนยันว่าจะรับตัวผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐาน
ทำไมไม่ให้ทนายความเยี่ยม จาง ซิ่นเยี่ยน ระหว่าง 13-15 ก.ค. 69
17. ทาง สตม. ตอบคำถามทนายเรื่องการงดเข้าเยี่ยมจาง ซิ่นเยี่ยน ระหว่าง 13-15 ก.ค. 2569 เนื่องจากทาง สตม. ต้องส่งตัวผู้ต้องกักชาวจีนที่ต้องคดีอาญากรรมสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และอื่นๆ จำนวน 300 คน กลับประเทศต้นทาง จึงต้องใช้เจ้าหน้าที่จัดการ และรถเคลื่อนที่จำนวนมาก จีงไม่สะดวกให้ทนายความเข้าเยี่ยมในวันดังกล่าว
ศาลยกคำร้อง ตม.กักตัวชอบด้วยกฎหมาย
18. ต่อมา เวลา 14.50 น. ผู้พิพากษาได้ ‘ยกคำร้อง’ ของทนายความซิ่นเยี่ยน โดยให้เหตุผล 2 ประเด็น ดังนี้
- ศาลเห็นว่า ตม.มีอำนาจควบคุมตัวตามมาตรา 54 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 วรรค 3 โดยระหว่างการรอส่งกลับ เจ้าหน้าที่สามารถกักตัวไว้นานเท่าใดก็ได้ตามความจำเป็น ดังนั้น ยังถือว่าเป็นการกักตัวที่ชอบด้วยกฎหมาย
- เรื่องการบังคับสูญหายชั่วขณะ ถือว่าขัด พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานฯ มาตรา 26 หรือไม่นั้น ศาลมองว่า สตม.มีเหตุผลที่จำเป็นในการงดเยี่ยมซิ่นเยี่ยน ไม่ได้มีเจตนาปกปิด และทาง สตม. ได้นำตัวซิ่นเยี่ยน มาเบิกความที่ศาลแล้ว จึงมองว่าไม่มีการบังคับสูญหาย แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
19. เมื่อศาลยกคำร้องแล้ว จะไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งได้
20. อย่างไรก็ดี ก็มีข้อสังเกตจากณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความของซิ่นเยี่ยน มองว่า การกักตัวเพื่อรอผลักดันกลับ เมื่อผู้ลี้ภัยไม่ยินยอมกลับประเทศจีน และมีประเทศที่ 3 ยินยอมรับตัวผู้ลี้ภัยแล้ว ถือว่าอำนาจควบคุมตัวตามมาตรา 54 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ควรสิ้นสุดลงไปด้วย และ ตม. ควรให้ผู้ลี้ภัยเดินทางไปประเทศที่ 3 ได้ทันที
หมุดหมายกระบวนการยุติธรรม
21. สำหรับการไต่สวนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการไต่สวนภายใต้กลไก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งสามารถสังเกตได้จากตัวเลขคดี ยท. 1 / 2569 โดยตัวเลข ยท. ย่อมาจากการยุติการกระทำที่จะทำให้เกิดการทรมาน และบังคับสูญหาย
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความพยายามยื่นไต่สวนในกรณีของการส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน ไปจีน เมื่อปี 2567 และการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน อีควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด ที่มีบัตรผู้ลี้ภัยของ UNHCR กลับประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2568 แต่ถูกศาลปัดตกคำร้องทั้งหมด
โดยกรณีส่งกลับชาวอุยกูร์ ศาลปัดตกคำร้องขอไต่สวน เนื่องจากไม่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องกักร่วมยื่นคำร้อง ส่วนในกรณีอีควิน เบดั๊บ ศาลมองว่าเป็นการส่งตัวภายใต้ พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ถือเป็นความรับผิดชอบของทางการเวียดนาม
