Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ภาคประชาสังคมสะท้อนเทรนด์การละเมิดสิทธิปัจจุบันใช้กฎหมายเพื่อจับ คุกคาม และปิดปากประชาชน พร้อมใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) สร้างความเกลียดชังที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในสังคม

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2568/69 โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ฉายภาพวิกฤตสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่ยังคง "สอบตก" ในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือทางกฎหมายและเทคโนโลยีสอดแนมมาจำกัดเสรีภาพของพลเมือง ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีวิทยากร ได้แก่ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน, พรชิตา ฟ้าประทานไพร เยาวชนผู้ปกป้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและสิทธิชุมชน, ปฐมพร แก้วหนู หัวหน้าโครงการฟรีด้อมบริทจ์(Freedom Bridge), จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move)

‘Lawfare’ กฎหมาย  และไอโอ—เทรนด์ใหม่ของการจำกัดสิทธิ

อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนักสิทธิมนุษยชนผู้เผชิญกับการถูกฟ้องปิดปากโดยตรง ได้วิเคราะห์ว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากปัญหา "การซ้อมทรมานหรือการอุ้มหาย" ในอดีต มาสู่การใช้ "อาวุธทางกฎหมาย" (Lawfare)  และการคุกคามในโลกออนไลน์ที่มีรายละเอียดดังนี้

กฎหมายที่มีเงื่อนไข  และ ‘ท้ายมาตรา’ ที่เหนี่ยวรั้งสิทธิ อังคณาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะมีรัฐธรรมนูญที่เขียนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่รัฐมักใช้กลเม็ด "ท้ายมาตรา" ที่ระบุว่า "ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย" หรือ "ให้คำนึงถึงความมั่นคงของประเทศและศาสนา" ส่งผลให้สิทธิที่ควรได้รับความคุ้มครองถูก "ชะงักลง" ทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐหยิบยกเหตุผลเรื่องความมั่นคงมาอ้าง

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ 2558 ที่กลายเป็นว่าประชาชนต้อง "แจ้งเพื่อขออนุญาต" แทนที่จะเป็นการแจ้งเพื่อรับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากลตามอนุสัญญาข้อที่ 11 ของสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่ารัฐต้องอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม แต่รัฐไทยกลับใช้กฎหมายนี้มาแจ้งข้อกล่าวหาผู้ชุมนุมในเรื่องการใช้เสียงดังหรือกระทบการสัญจร

อังคณา นีละไพจิตร

ภาระทางคดี และ ‘บาดแผล’ จากกระบวนการยุติธรรม การละเมิดสิทธิในปัจจุบันไม่ได้หยุดแค่การแจ้งข้อหา แต่คือการสร้าง "ภาระที่หนักอึ้ง" ให้กับชีวิตประชาชนผ่านกระบวนการยุติธรรม หรือที่เรียกว่าคดีปิดปาก (SLAPPs)  มีการฟ้องร้องข้ามจังหวัด รัฐหรือกลุ่มธุรกิจมักฟ้องร้องชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าทนายความมหาศาล สร้างสงครามประสาทที่ยาวนาน คุณอังคณายกตัวอย่างตัวเองที่ถูกบริษัทฟาร์มไก่ฟ้องตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบันปี 2569 รวมเวลากว่า 7  ปีที่ยังคงมีคดีอาญาติดตัว แม้สุดท้ายศาลจะยกฟ้องโดยระบุว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งการเสียเวลาชีวิตและการถูกตีตราว่าเป็นคนมี "ประวัติอาชญากรรม" ซึ่งกระทบต่อการสมัครงานและการใช้ชีวิตปกติอย่างมาก 

ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) และการเพิกเฉยของรัฐต่อ "เฟคนิวส์"  อังคณาชี้ว่าประเด็นใหม่ที่น่ากังวลในปี 2568 คือการใช้ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของนักสิทธิมนุษยชน การบิดเบือนข้อมูลเชิงลึก มีความพยายามเข้าไปแก้ไขประวัติใน Wikipedia เพื่อสร้างข้อมูลเท็จ (เช่น อ้างว่าเป็นคนกัมพูชา) และการสร้าง Hate Speech ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง และความลักลั่นในการคุ้มครอง อังคณาตั้งคำถามถึงความจริงใจของกระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานรัฐ ที่มักเร่งรีบตรวจสอบและจับกุมผู้ที่โพสต์กระทบบุคคลสำคัญ (เช่น กรณีตรวจสอบกระเป๋าแบรนด์เนมภรรยาอดีตนายกฯ) แต่เมื่อคนธรรมดาหรือนักสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม รัฐกลับเพิกเฉยและโยนภาระให้ผู้เสียหายไปไล่ "ไฮไลต์" ข้อความด่าทอเอง ซึ่งถือเป็นการสร้างบาดแผลซ้ำ (Re-trauma) ให้กับผู้ถูกละเมิด

"วันนี้เทรนด์เปลี่ยนไป... รัฐบาลเลือกใช้กฎหมายเพื่อสะกดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และใช้ไอโอเพื่อสร้างความเกลียดชัง ทำให้การเข้าถึงความยุติธรรมของคนทำงานสิทธิมนุษยชนในไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"  อังคณากล่าว

การคุกคามที่มาในช่องแชท และรัฐที่เลือกข้างทุน

"เราลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ แต่กลับรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการที่บริษัทแชทมาหาเรา ดูช่องทางการติดต่อของเรา..." พรชิตา ฟ้าประทานไพร ตัวแทนจากหมู่บ้านกะเบอะดิน อมก๋อย กล่าว

พรชิตา ได้ฉายภาพการต่อสู้ของคนในพื้นที่ต่อโครงการเหมืองแร่ถ่านหินที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2562 โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน "หน้าตาของการคุกคาม" ได้เปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่แนบเนียนและกระทบต่อความมั่นคงทางจิตใจมากขึ้น

การสอดแนมผ่านพื้นที่ส่วนตัว: เมื่อ ‘แชท’ กลายเป็นเครื่องมือคุกคาม พรชิตาเล่าถึงประสบการณ์การถูกคุกคามในโลกออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย แฝงตัวมาเป็นเพื่อนในเฟส ฝ่ายบริษัททำเหมืองหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใช้วิธีแอดมาหรือทักแชทส่วนตัวมาในเชิง "ขอเป็นเพื่อนด้วยได้ไหม" หรือ "ติดตามเราอยู่นะ" ซึ่งมองผิวเผินอาจดูไม่มีอะไร แต่สำหรับคนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ สิ่งนี้คือการแสดงตัวตนว่า "เขากำลังจับตาเราอยู่"  นำไปสู่ ความหวาดระแวงในชีวิตประจำวัน  การถูกติดตามแบบดิจิทัล (Digital Stalking) ส่งผลให้เยาวชนและชาวบ้านเกิดความกังวลใจในความปลอดภัย ทุกครั้งที่ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่หรือไปทำงานสิทธิมนุษยชน ต้องใช้วิธีแจ้งพิกัดกับคนใกล้ชิดกับปรึกษาทีมทนายความเพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัย

คดีฟ้องปิดปาก (SLAPPs): กลยุทธ์ตัดตอนคนรุ่นใหม่และเครือข่ายสนับสนุน คือการใช้กฎหมายเพื่อทำลายแนวร่วม การดำเนินคดี 7 คน มีทั้งนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตัวแทนชาวบ้าน และนักวิชาการอิสระที่มาช่วยเผยแพร่ข้อมูลเหมืองแร่ให้สาธารณะรับรู้ เกิดผลกระทบต่อจิตวิทยาครอบครัว เมื่อกลุ่มนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ถูกดำเนินคดี ครอบครัวมักจะเกิดความกังวลอย่างหนักจนบีบให้ลูกหลานต้อง "หายไปจากกระบวนการต่อสู้" หรือเฟดตัวออก เพื่อความปลอดภัย ทำให้เครือข่ายการขับเคลื่อนในพื้นที่อ่อนแรงลง แม้ชาวบ้านจะยังยืนหยัดแต่ก็ต้องปรับกลยุทธ์ให้ "เซฟ" ตัวเองมากขึ้น เช่น การระวังไม่เอ่ยชื่อบริษัทตรงๆ เพื่อเลี่ยงการถูกฟ้องเพิ่ม 

พรชิตา ฟ้าประทานไพร

รัฐที่ไม่เคยเป็นที่พึ่ง: เมื่อหน่วยงานของรัฐยืนเคียงข้างผู้ประกอบการ  พรชิตาสะท้อนชัดเจนว่าในกระบวนการต่อสู้ที่ผ่านมา "แทบไม่ได้ใช้หน่วยงานรัฐเลย" เพราะเหตุผลดังนี้ การเลือกปฏิบัติ หน่วยงานรัฐมักทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้นายทุน เช่น การขออนุญาตสัมปทานเหมือง หรือการโทรไปกดดันยื่นข้อเสนอกับผู้นำชุมชน โดยอ้างว่าบริษัทไม่ทำ ชาวบ้านจะเป็นคนสร้างสำคัญ โดยบริษัทมีเครื่องมือให้ ซึ่งสร้างความกดดันให้ผู้นำในพื้นที่อย่างมาก

เสียงชุมชนคือที่พึ่งสุดท้าย: เมื่อกลไกรัฐล้มเหลว ชาวบ้านจึงต้องพึ่งพากันเองผ่านการทำข้อมูลโต้แย้ง (เช่น รายงาน CHIA) การสื่อสารต่อสาธารณะ และการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างการฟ้องศาลปกครองเพื่อเพิกถอน EIA ซึ่งปัจจุบันศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ชาวบ้านสู้มานั้นมีความชอบธรรม

"เราไม่สามารถให้ความสำคัญกับหน่วยงานรัฐได้ เพราะเขาคือกลุ่มคนที่อยู่ข้างนายทุนมากกว่าประชาชน... หากมีอะไรเกิดขึ้น หน่วยงานรัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบ"— พรชิตา ฟ้าประทานไพร

วิกฤตคดีการเมือง แค่แชร์ก็ติดคุก 

ปฐมพร แก้วหนู ผู้ก่อตั้ง Freedom Bridge ในฐานะหน่วยงานที่คลุกคลีกับการซัพพอร์ตผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งในและหลังออกจากเรือนจำ ได้เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจในช่วงปี 2567-2569 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า "เพดาน" ของการลงโทษในคดีการเมืองไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

"คนส่วนใหญ่ในเรือนจำตอนนี้ 50 คนไม่เคยขึ้นเวทีปราศรัยเลยสักครั้ง บางคนแค่แชร์โพสต์เดียวก็อยู่ในเรือนจำได้แล้ว" ปฐมพรกล่าว 

"ผู้ต้องขังหน้าใหม่": แค่แชร์โพสต์เดียวก็เปลี่ยนชีวิต นัยสำคัญของปี 2568 คือการที่ผู้ต้องขังไม่ใช่แกนนำหรือนักปราศรัยอีกต่อไป แต่คือ "ประชาชนคนธรรมดา" จากผู้ต้องขังการเมือง 63 คนในปัจจุบัน มีถึง 50 คนที่ไม่เคยขึ้นเวทีปราศรัยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถูกจำคุกเพียงเพราะการ "แชร์โพสต์" หรือการใช้ "หนึ่งวลี" สั้นๆ บนโลกออนไลน์  ความรุนแรงต่อ "คดีแรก" มีผู้ต้องขังถึง 37 คนที่เพิ่งถูกกล่าวหาเป็นคดีแรกในชีวิต แต่เมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิด กลับไม่มีการรอลงอาญาและไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวแม้จะอยู่ระหว่างการสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม

โทษสูงเกินสัดส่วน: เมื่อเสรีภาพมีราคาแพงกว่าอาชญากรรมรุนแรง ปฐมพรชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของอัตราโทษที่ผู้ต้องขังคดีการเมือง (ส่วนใหญ่เป็นคดีมาตรา 112) ต้องเผชิญ โทษสูงสุด 54 ปี ของ ‘บัสบาส’ ถูกคุมขังในจังหวัดเชียงรายจากโทษจำคุกรวมสูงถึงกว่า 50 ปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับการแสดงออกทางการเมือง สถิติการลงโทษ ปัจจุบันมีผู้ต้องขังถึง 25 คนที่มีโทษจำคุกระหว่าง 10-30 ปี และอีก 10 คนที่มีโทษสูงกว่า 30 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่มีจุดร่วมคือการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ

ผลกระทบโดมิโน: บาดแผลที่ส่งต่อถึงลูกหลาน สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผลกระทบต่อคนที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่ง Freedom Bridge พบว่าเป็นภาวะที่เปราะบางอย่างยิ่ง ครอบครัวแตกแยก จากผู้ต้องขัง 63 คน จากเกือบ 20 ครอบครัวที่พวกเขาเป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อคนหาเลี้ยงถูกคุมขัง ส่งผลให้เกิดการแตกแยกภายในบ้าน เด็กๆ ตั้งแต่ระดับทารกไปจนถึงมหาวิทยาลัยต้องถูกส่งไปอยู่กับญาติหรือคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ นำไปสู่การเผชิญ ภาวะสุญญากาศทางการเงินและจิตใจ ภรรยาและลูกของผู้ต้องขังต้องแบกรับทั้งภาระค่าใช้จ่ายและแรงกดดันทางสังคม ซึ่งในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ปี 2569 เพียงช่วงเดียว มีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นอีก 8 คน และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังมีคดีที่ค้างอยู่ในศาลอีกหลายร้อยคดี เรากำลังเห็นครอบครัวที่แตกสลายเพราะการแสดงออกเพียงครั้งเดียว

รัฐบาลเลือกตั้งกับเพดานการชุมนุมที่ ‘ล่ามขา’ ประชาชน

จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานกลุ่ม P-Move ซึ่งเป็นเครือข่ายชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องสิทธิในที่ดินและทรัพยากร ได้ระบายความอัดอั้นต่อสถานการณ์ในปี 2568 โดยชี้ให้เห็นว่ายุคของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย (เศรษฐา-แพทองธาร) กลับมีเพดานการละเมิดสิทธิที่ "น่าผิดหวัง" กว่าเดิม

การฟ้องร้องแบบ ‘เหวี่ยงแห’ ตัดวงจรสนับสนุนชุมนุม จำนงค์เผยว่าในปี 2568 การละเมิดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัว "แกนนำ" หรือ "ผู้จัดการชุมนุม" อีกต่อไป แต่ขยายขอบเขตไปถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง แม้แต่คนที่แค่มายืนให้กำลังใจหรือร่วมกิจกรรมเล็กน้อยก็ถูกแจ้งข้อหา แม้แต่คนไร้บ้านที่นอนอยู่แถวบริเวณการชุมนุมก็ยังโดน ซึ่งคุณจำนงค์มองว่าเป็นการ "จัดการสะเปะสะปะ" ตามใจเจ้าหน้าที่รัฐ มีการตามเช็กบิลเจ้าของเครื่องเสียง-รถเช่า รัฐเริ่มใช้วิธีฟ้องร้องไปถึงผู้ประกอบการรถเครื่องเสียงหรือรถรับจ้างที่ชาวบ้านเช่ามาใช้ชุมนุม เพื่อทำให้คนเหล่านี้ "กลัว" จนไม่กล้าให้บริการแก่ผู้ชุมนุม ถือเป็นการตัดวงจรการสนับสนุนของชาวบ้าน

กับดักรัศมี 50 เมตร และกลยุทธ์ ‘ล่ามขา’ ด้วยคดีอาญา ประเด็นที่น่าสังเกต คือ การใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ปี 2558 (กฎหมายยุค คสช.) มาเป็นเครื่องมือพันธนาการชาวบ้าน คุกคามสิทธิในรัศมีทำเนียบฯ  รัฐยังคงบังคับใช้เขตห้ามชุมนุม 50เมตร รอบทำเนียบรัฐบาลอย่างเข้มงวด ทำให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนและต้องการสื่อสารกับคณะรัฐมนตรีถูกแจ้งความทันที

รอลงอาญา = กุญแจมือล่องหน จำนงค์เล่าว่าปัจจุบันผู้ชุมนุมหลายคน ถูกศาลตัดสินจำคุก (เช่น 1-2 เดือน) รวมถึงปรับเงิน แต่ให้ "รอลงอาญา 2 ปี"  ซึ่งสิ่งนี้คือการ "ล่ามขา" หรือจับชาวบ้านไว้เป็นตัวประกัน เพราะหากออกมาเรียกร้องอีกในช่วง 2 ปีนี้ จะถูกเปลี่ยนเป็นโทษจำคุกทันที ทำให้แกนนำหลายคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่กล้าออกมาเคลื่อนไหว

มาตรฐานที่ลักลั่น: รัฐบาลประชาธิปไตยที่ฟ้อง ‘หนัก’ กว่ารัฐบาลทหาร จำนงค์ ตั้งข้อสังเกตว่าโดยเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาล ยุคพลเอกประยุทธ์ ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลายคดีอัยการยังสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลสั่งยกฟ้องเพราะถือเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่พอมาเป็นยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างเศรษฐา-แพทองธาร กลับมีการส่งฟ้อง "ทุกคดี" 

จำนงค์เล่าว่า เคยยื่นเรื่องเสนอต่อกรรมาธิการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำไมถึงไม่พยายามยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ปี 58 หรือลดรัศมีห้ามชุมนุมลงเหลือสัก 20 เมตรเพื่อให้เสียงประชาชนเข้าถึงรัฐบาลได้ แต่กลับเลือกใช้กฎหมายเดิมมาเป็น "โล่" ปกป้องตัวเองเพียงอย่างเดียว ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์อะไรจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ 

"ผมไม่คิดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะฟ้องคดีทุกคดีขนาดนี้... พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ปี 58 มีไว้คุ้มครองรัฐเพียงอย่างเดียว" — จำนงค์ (P-Move)

รัฐบาลเปลี่ยนแต่ปัญหาไม่เดินหน้า และ ‘บาร์’ การละเมิดที่ต่ำลง

จำนงค์สะท้อนความแปลกประหลาดของระบบราชการและรัฐบาลไทยที่ไม่ยอมสานต่อการแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์จากรัฐบาลก่อนหน้า แต่เลือกที่จะ "เริ่มต้นใหม่" เสมอจนกลายเป็นภาระของประชาชนที่ต้องออกมาเรียกร้องซ้ำซาก บาร์ที่ต่ำลงของการถูกดำเนินคดี ปัจจุบันเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มดำเนินคดีแบบไม่เลือกหน้า แม้กระทั่ง “คนขับรถเครื่องเสียงหรือคนไร้บ้าน” ที่แค่มานอนในพื้นที่ใกล้ที่ชุมนุมก็ถูกแจ้งความ ทั้งที่ไม่มีเจ้าทุกข์มาสืบสาวราวเรื่อง เสนอให้ชวนคิดว่าประชาชนต้องร่วมกันตั้งคำถามว่าเราจะปล่อยให้มาตรฐานการละเมิดสิทธิ "ต่ำ" ลงเรื่อยๆ แบบนี้หรือไม่ และต้องส่งเสียงกดดันให้รัฐบาลสานต่อการแก้ปัญหาเชิงนโยบาย

7 วิธีส่งต่อพลังให้ ‘คนใน’ ไม่ถูกลืม

ปฐมพรเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมสำหรับประชาชนที่อยากสนับสนุนผู้ต้องขังทางการเมือง แม้จะมีอุปสรรคทางปฏิบัติที่เข้มงวดขึ้นในปี 2569 

  1. ร่วมกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น กิจกรรม "หยุดขัง" หน้าศาลอาญาหรือเรือนจำ 
  2. สนับสนุนรายชื่อ ลงชื่อเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหาทางการเมือง 
  3. ริเริ่มกิจกรรมตามความถนัด ไม่ต้องรอใคร หากมีไอเดียสร้างสรรค์ที่ช่วยสื่อสารเรื่องสิทธิก็สามารถทำได้
  4. เขียนจดหมายให้กำลังใจ แม้ปี 2569 จะมีปัญหา จดหมายถูกตีกลับหรือถูกจำกัดสิทธิ์เฉพาะ 10 รายชื่อเยี่ยม ทั้งที่นี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดในการย้ำเตือนว่าพวกเขายังมีตัวตน 
  5. ระดมทุนซัพพอร์ต ช่วยเหลือค่าอาหาร ยา และดูแลครอบครัวผู้ต้องขังที่มีเด็กเล็ก 
  6. เดินทางไปศาล ไปปรากฏตัวในวันนัดพิจารณาคดีหรือวันฟังคำพิพากษาเพื่อส่งพลังให้ผู้ที่กำลังจะกลายเป็นผู้ต้องขังหน้าใหม่ 
  7. ใช้พลังโซเชียล หากกังวลเรื่องความปลอดภัย เพียงแค่กดไลก์ กดแชร์ หรือส่งต่อเรื่องราว เพื่อไม่ให้ใครถูกลืมไว้ข้างหลัง
ผลักดันสิทธิในระดับนโยบาย จากรัฐธรรมนูญสู่สิทธิสิ่งแวดล้อม

พรชิตาย้ำว่าแรงบันดาลใจในการต่อสู้จะเกิดขึ้นได้ หากมี "หลักประกัน" ที่ชัดเจนทางกฎหมายปกป้องนักปกป้องสิทธิ ผลักดันกฎหมายหรือนโยบายที่คุ้มครองคนทำงานสิทธิฯ ไม่ให้ถูกคุกคามจากรัฐหรือทุน ช่วยผลักดันหลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย’ทำให้แผนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนกลายเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้ชุมชน และร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ระบุสิทธิใน "สิ่งแวดล้อมที่ดี" ไว้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ชุมชนถูกละเมิดเพียงเพราะตั้งอยู่ในเขตแหล่งแร่

สิทธิมนุษยชนกว้างกว่ากฎหมาย และ ‘คอขวด’ ของกระบวนการยุติธรรม

อังคณาฝากข้อความถึงสังคมว่าสิทธิมนุษยชนคือ "คุณค่าและศักดิ์ศรี" ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด และกว้างกว่ากฎหมายฉบับใดๆ วิกฤตคอขวดที่ศาลอุทธรณ์ ชี้ให้เห็นปัญหาความล่าช้าในชั้นอุทธรณ์ที่ใช้เวลานานกว่า 3 ปี ทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวต้องถูกจำกัดเสรีภาพอย่างไม่เป็นธรรมระหว่างรอคำพิพากษา 

นอกจากนั้น เธอเห็นว่ารัฐควรเลิกบอกแปะป้ายใครเป็น "นักปกป้องสิทธิสีขาวหรือสีเทา" จนมองว่านักสิทธิมนุษยชนเป็นศัตรูกับรัฐ เพราะใครก็ตามที่ปกป้องสิทธิตัวเองและผู้อื่น รวมถึงสื่อมวลชน ก็คือนักปกป้องสิทธิที่รัฐต้องคุ้มครอง 

อังคณาได้ทิ้งท้ายว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสากล ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พ.ร.บ.อากาศสะอาด หรือการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด และถ้าเราไม่ร่วมมือกันยุติการละเมิดในวันนี้ คนรุ่นหน้าจะเติบโตมาโดยไร้ซึ่งคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

"สิทธิมนุษยชนคือคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราอาจจะไม่รู้หรอกว่ามันสำคัญยังไง จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป" อังคณา กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง