Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan) คือแผนแม่บทในการจัดหาไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้งานครอบคลุมทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และภาคการเกษตร โดยแผน PDP จะเป็นเป็นตัวกำหนดว่าเราต้องมีการสำรองไฟฟ้าเท่าไร จะต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกกี่แห่ง ประเภทไหนบ้าง ฯลฯ โดยวางแผนล่วงหน้า 10-15 ปี แม้ว่า PDP เป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่จะมีการปรับเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ปี ไม่ว่าจะโดยผ่านการทบทวนแผนหรือการจัดทำแผนขึ้นใหม่

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีการจัดทำแผน PDP2024 โดยมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 ในวันที่ 12-13 มิถุนายน 2567 เป็นเวที onsite ในกทม. และ 19-23 เป็นการเปิดรับฟังความเห็นออนไลน์ อย่างไรก็ตาม หลังจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นแต่ไม่มีการประกาศใช้แผน PDP2024  แต่อย่างใด จนเมื่อปี 21 สิงหาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ณ ขณะนั้น ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกร่าง PDP2024 และให้จัดทำขึ้นใหม่ ภายใต้คณะกรรมการพยากรณ์และจัดทําแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ที่แต่งตั้งโดย กพช. ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทน นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้ลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการพยากรณ์และจัดทําแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยมีนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกรรมการ และคณะกรรมการ คนอื่นๆ  อีก 20 คน โดยคาดว่าจะประกาศใช้ PDP ฉบับใหม่ให้ทันภายในปี 2568 แต่สุดท้ายกระบวนการจัดทำก็ล่าช้าออกไปจนถึงปี 2569 

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ “การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026” ณ ห้องวายุภักษ์ 4 ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เพื่อนำเสนอค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026

ซึ่งค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า จะใช้ข้อมูลทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว (GDP) ประมาณการอัตราการเจริญเติบโตของประชากร และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะส่งผลต่อการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ การใช้รถ EV ฯลฯ เพื่อนำมาคำนวณและคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นหากค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ถูกต้องก็จะนำไปสู่การวางแผนการสำรองไฟฟ้าที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าในอนาคตได้โดยไม่นำมาสู่การลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเกินจำเป็น ในทางกลับกันหากค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าผิดพลาดหรือไม่สะท้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต ก็จะนำไปสู่การวางแผนการสำรองไฟฟ้าในอนาคตที่มากเกินความจำเป็น เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ทำให้กำลังการผลิตในระบบล้นเกินจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง ดังที่เคยเกิดขึ้นมาโดยตลอด เกือบ 30 ปีในการจัดทำแผน PDP ซึ่งความผิดพลาดนี้จะส่งผลมาเป็นภาระค่าไฟของประชาชน

โฆษณา - Advertising

JustPow จึงจัดทำข้อสังเกตต่อการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026 ว่ามีประเด็นอะไรที่น่าสนใจในแง่มุมใดบ้าง ก่อนที่ภาครัฐจะนำเอาข้อมูลค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าไปใช้ในการจัดทำร่างแผน PDP2026 ต่อไป

1. การคาดการณ์ GDP ที่สูงเกินจริงและใช้ตัวเลขก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลาง

จากเอกสารที่ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ “การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่า การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า โดยใช้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) นั้น เป็นการใช้ตัวเลขคาดการณ์ GDP จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ณ วันที่ 9 ธ.ค. 2568 ซึ่ง เป็นตัวเลขก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางโดยคาดการณ์ไว้ว่าปี 2569 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP)  จะอยู่ที่ 1.7%

อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลาง สถาบันต่างๆ ต่างก็ออกมาให้ข้อมูลปรับลด GDP ของไทยในปี 2569 เช่น SCB EIC ปรับลดเหลือ 1.4% ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เหลือ 1.2% KKP Research 1.3% คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เหลือ 1.2%-1.6% ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า GDP ไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4–1.7% หรือดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ TRIS กล่าวว่า GDP มีแนวโน้มที่จะถูกกดให้ต่ำลงมาไม่ถึงร้อยละ 1 ในระยะสั้นนี้ ในขณะที่สภาพัฒน์เองก็กล่าวว่าแต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจทำให้ GDP ของไทยโต 1.3% เท่านั้น

จะเห็นได้ว่าหลายสถาบันต่างก็ได้ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ลงแม้แต่ตัวสภาพัฒน์อันเป็นเจ้าของข้อมูลที่นำมาใช้ในการคำนวณจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าครั้งนี้

โฆษณา - Advertising

แต่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข GDP ในปี 2569 เท่านั้นที่ควรปรับลดลงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ยังใช้ตัวเลขคาดการณ์ GDP ในปีถัดไปที่สูงเกินความเป็นจริงอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรกที่เป็นช่วงที่แผน PDP2026 ฉบับใหม่นี้ให้ความสำคัญ และถือเป็นช่วงที่จะมีการกำหนดว่าจะให้มีโรงไฟฟ้าแบบไหน กี่โรง เข้าเข้าระบบภายในแผน PDP ฉบับนี้ก่อนที่จะมีการปรับปรุงแผนอีกด้วย โดยตัวเลขคาดการณ์ GDP ที่ใช้ในปี ปี 2570 อยู่ที่ 2.6% ปี 2571อยู่ที่ 2.8% ปี 2572 อยู่ที่ 2.8% ก่อนจะขึ้นสูงสุดในปี ปี 2573 ที่ 3.0% จากนั้นในปี 2574-76 อยู่ที่ 2.9% ในปี 2577-77 อยู่ที่ 2.7% และปี 2579-93 คงที่ 2.5%

ภายใต้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ จึงเป็นไปได้ยากมากที่ GDP ของไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.7% และจะพุ่งทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 3.0% ในปี 2573 ตามการคาดการณ์เดิมของสภาพัฒน์ ในขณะที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF) เพิ่งจะประเมินว่า GDP ของไทยในปี 2569 นี้อาจจะโตเพียง 1.5% และในปี 2570 อาจจะโตเพียง 2.1% เท่านั้น

ดังนั้นหากการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าของแผน PDP2026 ยังคงใช้ตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เดิมตามเอกสารชิ้นนี้ที่สูงกว่าในความเป็นจริง ในการคำนวณความต้องการใช้ไฟฟ้าและนำไปสู่การจัดหาโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบ จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความล้นเกินของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แต่เดิม ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมามีโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) ถึง 4 โรงที่ไม่มีกำลังการผลิตเกิดขึ้น รวม 7,062 เมกะวัตต์ และจะยิ่งทำให้เกิดภาระค่าไฟแก่ประชาชนจากการที่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเข้าระบบเพิ่มเติมตามการพยากรณ์ที่ผิดพลาด 

2. ตัวเลขการเพิ่มขึ้นของประชากรสวนทางกับสถานการณ์จริงที่จำนวนประชากรไทยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

จากเอกสารที่ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ “การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่าในการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าใช้ประมาณการจำนวนประชากรของสภาพัฒน์ชุดวันที่ 10 ก.ย. 2568 ซึ่งหากพิจารณาจากกราฟประมาณการจำนวนประชากรที่ใช้ซึ่งเป็นจำนวนประชากรรวมประชากรแฝงที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านนั้นจะพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นจากปี 2565 ไปจนถึงปี 2573 ก่อนจะค่อยๆ ลดจำนวนลง

โฆษณา - Advertising

อย่างไรก็ตามหากพิจารณารายละเอียดการคาดการณ์จำนวนประชากรจากรายงานการคาดประมาณประชากร ของประเทศไทย พ.ศ. 2553 - 2583 (ฉบับปรับปรุง) ของสภาพัฒน์ ซึ่งนำมาใช้อ้างอิงในการพยากรณ์ครั้งนี้ จะพบข้อสังเกตที่อาจทำให้การคาดการณ์จำนวนประชากรคลาดเคลื่อน โดยสูงกว่าความเป็นจริง ดังนี้ 

  1. หากพิจารณาเฉพาะจำนวนประชากรที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ จะพบว่าประชากรไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2562 ก่อนจะค่อยๆ ลดลงในปีต่อๆ มาและลดลงเรื่อยๆ ทุกปีจนถึงปัจจุบัน (2568) โดยจำนวนประชากรที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปี 2568 มีจำนวนดังนี้ 

ปี 2559 มีประชากรจำนวน 65,931,550 คน

ปี 2560 มีประชากรจำนวน 66,188,503 คน

ปี 2561 มีประชากรจำนวน 66,413,979  คน

โฆษณา - Advertising

ปี 2562 มีประชากรจำนวน 66,558,935 คน

ปี 2563 มีประชากรจำนวน 66,186,727 คน

ปี 2564 มีประชากรจำนวน 66,171,439 คน

ปี 2565 มีประชากรจำนวน 66,090,475 คน

โฆษณา - Advertising

ปี 2566 มีประชากรจำนวน 66,052,615 คน

ปี 2567 มีประชากรจำนวน 65,951,210 คน

ปี 2568 มีประชากรจำนวน 65,809,011 คน

  1. ประมาณการจำนวนประชากรของสภาพัฒน์ แม้จะมีการปรับปรุงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ฉบับปี 2556,2562 และล่าสุด 2568 แต่จากรายงานจะเห็นได้ว่าทุกๆ ครั้งที่มีการปรับปรุงรายงานประมาณการประชากรไม่ได้มีการนำเอาตัวเลขประชากรจริงในช่วงเวลาที่ผ่านมามาใช้เป็นฐานในการปรับปรุงเพื่อประมาณการประชากรในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ประชากรคาดประมาณไม่รวมประชากรแฝงฉบับปรับปรุง 2568 ในปี 2568 ใช้ตัวเลขประมาณการประชากรที่ 67.1 ล้านคน ในขณะที่ตัวเลขจริงในปี 2568 คือ 65.8 ล้านคน เท่ากับว่าตัวเลขที่นำมาใช้เป็นฐานในการประมาณการจำนวนประชากรในอนาคตนั้นสูงกว่าประชากรจริงถึงเกือบสองล้าน จึงอาจจะทำให้ตัวเลขประมาณการประชากรในอนาคตนั้นคลาดเคลื่อน โดยสูงกว่าความเป็นจริงมากขึ้นไปเรื่อยๆ
  2. แม้ในรายงานจะใช้จำนวนประชากรซึ่งเป็นจำนวนประชากรรวมประชากรแฝงที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านด้วย แต่จากข้อมูลสถิติการทำงานของคนต่างด้าว พบว่า จำนวนประชากรแฝงซึ่งเป็นคนต่างด้าวในแต่ละปีนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2562 มีจำนวน 3,005,376 คน และลดลงมาเหลือ 2,512,328 คน ในปี 2563 ในขณะที่ 2567 ก็กลับมาเพิ่มอีกครั้งเป็น 3,350,673 โดยในรายงานกล่าวว่าประชากรกลุ่มนี้ได้ เพิ่มขึ้นเป็น 2.87 ล้านคนในปี 2560 (ในขณะที่ตัวเลขจริงในปี 2560 อยู่ที่ 2,062,807 คน) แล้วเพิ่มขึ้นอีกตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 จนเป็น 3.97 ล้านคน ในปี 2583 อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าตัวเลขประชากลุ่มนี้จะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อนำไปรวมกับประชากรในทะเบียนที่ลดลงทุกปีแล้วจะทำให้ตัวเลขประชากรรวมเพิ่มสูงขึ้นไปจนถึงปี 2573 ก็อาจจะมีความคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำลง และอาจจะทำให้การจ้างงานลดลงอีกด้วย 
  3. ไม่เพียงแค่นี้ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ประชากรลดลง และไม่มีมีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ทั้งตัวเลขการตายที่มากกว่าการเกิดที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา รวมไปถึงปัจจุบันประเทศไทยยังมีอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำมาก โดยอัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 0.86 เท่านั้น และในงานวิจัย “อนาคตประชากรไทย: ในวันที่การตายมากกว่าการเกิด” ของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ของไทยในสมมุติฐานแปรผันต่ำ (Low Variant) แปรผันปานกลาง (Medium Variant) และแปรผันสูง (High Variant) มีแนวโน้มลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 ไปจนถึงปี พ.ศ. 2593

ดังนั้นหากการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าของแผน PDP2026 ยังคงใช้ตัวเลขประมาณการจำนวนประชากรของสภาพัฒน์ ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากสถานการณ์จริง มาคำนวณความต้องการใช้ไฟฟ้าและนำไปสู่การจัดหาโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบ จะยิ่งทำให้ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าล้นเกินในระบบมากยิ่งขึ้น และสร้างภาระค่าไฟจากค่าความพร้อมจ่ายและการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเข้าระบบเพิ่มเติมตามการพยากรณ์ที่ผิดพลาด 

3. รถ EV ที่มักจะชาร์จไฟในช่วงกลางคืน อาจทำให้การใช้ไฟสูงขึ้น ควรใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าเพื่อจูงใจเพื่อลดความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand)

จากเอกสารที่ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ “การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในส่วนของการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าของ EV ใช้ข้อมูลปัจจุบัน ควบคู่กับการพิจารณาเป้าหมายนโยบาย 30@30 ที่ต้องการจะผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภูมิภาค โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) และเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ในอนาคต พบว่าในปี 2593 รถ EV จะก่อให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 103,056 ล้านหน่วย หรือประมาณ 11,764 เมกะวัตต์ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปี 2593 ซึ่งอยู่ที่ 64,047 เมกะวัตต์ จะพบว่ารถ EV มีสัดส่วนความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 18.37% เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ไฟฟ้าของรถ EV ที่สูงถึง 103,056 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 11,764 เมกะวัตต์ ในปลายแผนปี 2593 มาจากตัวเลขความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด ที่เกิดขึ้นจากการที่รถ EV ส่วนใหญ่จะถูกชาร์จในช่วงกลางคืน (20.00–22.00 น.) ในขณะที่ช่วงเวลากลางวันมีการใช้ไฟต่ำมาก การปล่อยให้รถ EV มีความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่ไปซ้อนทับกับช่วงเวลาความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ ซึ่งอยู่ในช่วง 21.00 น. จะทำให้ยิ่งต้องจัดหาไฟฟ้าสำรองมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับ Peak จาก EV ที่พยากรณ์ไว้ว่าจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

แผน PDP2026 จึงไม่ควรแค่พยากรณ์การใช้ไฟเพื่อนำไปสู่การจัดหาไฟในอนาคต แต่ยังควรจัดการความต้องการการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพื่อให้ไม่นำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มที่จะมาซ้ำเติมปัญหาโรงไฟฟ้าล้นเกินที่กำลังมีอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้เกิดความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของการชาร์จรถ EV ในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง แต่ควรมีการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU (Time of Use) ใหม่ให้ทันสมัย และเพื่อจูงใจด้านราคา เช่น ตั้งราคาค่าไฟให้ถูกลงในช่วงกลางวันที่มีการผลิตไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้จำนวนมาก หรือการบริหารจัดการด้วย Smart Charge ช่วยกระจายให้การชาร์จเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่พุ่งสูงแค่ช่วงเวลาเดียว หากมีการบริหารจัดการที่ดีจะสามารถลด Peak ลงได้ถึง 8,000 เมกะวัตต์ในปี 2593 ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติม

ดังนั้นการที่การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026 จะนำความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของรถ EV มาใช้เพื่อคำนวณความต้องการใช้ไฟฟาสูงสุดของประเทศ โดยที่ไม่มีนโยบายหรือแนวทางในการบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของรถ EV ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของวัน จะยิ่งนำไปสู่การวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มในแผน PDP2026 อันจะนำมาสู่สร้างภาระให้กับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าการลงทุนต่างๆ ผ่านบิลค่าไฟนั่นเอง  

4. การลงทุนใน Data Center จะต้องไม่สร้างภาระส่งผ่านมายังผู้ใช้ไฟ 

จากเอกสารที่ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ “การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่า หนึ่งในปัจจัยที่จะส่งผลต่อความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นในอนาคตในการพยากรณ์เพื่อจัดทำแผน PDP2026 ก็คือความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center โดยใช้ข้อมูลปริมาณการยื่นเรื่อง/ติดต่อขอใช้ไฟฟ้าของกลุ่ม Data Center ในพื้นที่ กฟน. และ กฟภ. ควบคู่กับการพิจารณาถึงความสามารถรองรับ Data Center ของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า (ระบบส่ง/ระบบจำหน่าย/ระบบผลิต) 

ซึ่งใช้คาดการณ์เป้าหมายความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ณ ปีพ.ศ 2593 ในกรณีต่ำอยู่ที่ 6,799 เมกะวัตต์ และกรณีปานกลางอยู่ที่ 8,811 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม การใช้ไฟของ Data Center เป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในระดับโลกเนื่องด้วยต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาล อีกทั้งยังสร้างภาระค่าไฟแก่ประชาชนเนื่องจากรัฐต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของ Data Center 

จากปัญหาที่ Data Center ต้องการใช้ไฟจำนวนมหาศาลจนการลงทุนนั้นก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชนผู้ใช้ไฟทำให้สหรัฐฯ ได้ออกข้อตกลง Ratepayer Protection Pledge ที่ทำให้บริษัทเจ้าของ Data Center จะต้องรับผิดชอบในการจัดหาไฟฟ้าเองและจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นสายส่งและหม้อแปลงเอง เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปสร้างภาระให้แก่ประชาชนผ่านบิลค่าไฟ 

ดังนั้นการที่การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026 จะนำความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่มีมากขึ้นมาใช้เพื่อคำนวณความต้องการไฟฟ้า และทำให้ต้องจัดหาไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการการใช้ไฟฟ้าของ Data Center จึงอาจจะเป็นแนวทางที่สร้างภาระให้กับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าการลงทุนต่างๆ ผ่านบิลค่าไฟ 

แผน PDP2026 จึงไม่ควรแค่พยากรณ์การใช้ไฟเพื่อนำไปสู่การจัดหาไฟในอนาคต แต่ยังควรจัดการความต้องการการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพื่อทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความยุติธรรมอีกด้วย ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center จึงไม่ควรจะถูกนำมาสู่รูปแบบสัญญาการซื้อขายไฟฟา (PPA) แบบ Take-or-Pay ระยะยาว ที่ผูกมัด กฟผ./กฟน./กฟภ. และทำให้ประชาชนผู้ใช้ไฟต้องแบกรับต้นทุน

นอกจากนี้ ในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ Data Center เช่น ระบบส่งไฟฟ้าหรืออื่นๆ แม้ปัจจุบัน ‘ค่าสายส่ง’ ที่รวมอยู่ในค่าไฟฐานในบิลค่าไฟของประชาชนจะถูกเรียกเก็บในอัตราคงที่ไม่มีการเพิ่ม แต่รัฐควรจะรับประกันว่าในอนาคตการลงทุนเหล่านี้เพื่อ Data Center จะไม่ส่งผ่านภาระมายังประชาชนผ่านบิลค่าไฟอย่างแน่นอน รัฐจะต้องแยกบัญชีให้ชัดเจนว่าอะไรคือการลงทุนเพื่อ Data Center และอะไรคือการลงทุนเพื่อประชาชน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้โดยไม่ผลักภาระค่าใช้จ่ายมาสู่ประชาชนผ่านบิลค่าไฟ 

5. การคาดการณ์โซลาร์ IPS ต่ำกว่าศักยภาพมาก ซึ่งอาจทำให้ตัด Load ได้น้อย ต้องจัดหาไฟมากขึ้น  

จากเอกสารที่ใช้ในการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ “การจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่าในส่วนของการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) ซึ่งอ้างอิงตามข้อมูล IPS กลุ่มที่ขอขนานเครื่องกับ กฟน. และ กฟภ. รวมทั้งพิจารณาศักยภาพพลังงานทดแทน ตามข้อมูลของ พพ. รวมทั้งนโยบายและเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต เพื่อที่จะนำหักลบจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้าในอนาคต พบว่าการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) จากโซลาร์รูฟท็อปจะเพิ่มขึ้นจาก 4,247 เมกะวัตต์ ในปี 2568 เป็น 21,034 ในปี 2593 หรือมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้น 16,787 เมกะวัตต์ ในช่วง 25 ปี (เฉลี่ย ปีละ 672 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 15.82% ต่อปี) คิดเป็น 56% ของศักยภาพกำลังผลิตใหม่ปี 2593 

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสำหรับจัดทำแผน PDP2026 กำหนดเป้าหมาย IPS ไว้ต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพที่แท้จริง เพียง 56% ของศักยภาพที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะหากเทียบกับอัตราการเติบโตของโซลาร์รูฟท็อปในส่วน IPS ช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา นอกจากนี้หากพิจารณาจากข้อมูลของสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปี 2566-2568 ก็จะว่ามีการเติบโตเฉลี่ย 29.58 % เลยทีเดียว 

ไม่เพียงแค่นั้น กระทรวงพลังงานยังเคยประเมินศักยภาพโซลาร์รูฟท็อปของไทยไว้ตั้งแต่ปี 2566 ว่าอยู่ที่ 121,000 เมกะวัตต์ จะเห็นว่าโซลาร์รูฟท็อปของไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตไปได้อีกสูงมาก และไม่ใช่เฉพาะ IPS แต่ยังรวมไปถึงโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนที่มีศักยภาพสูงมากเช่นกัน แต่กลับไม่เติบโต เนื่องด้วยระบบ Zero Export รวมไปถึงการจำกัดการรับซื้อเพียง 90 เมกะวัตต์และปิดโควต้าการรับซื้อไปแล้ว จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถดึงเอาศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในแผน PDP 

ดังนั้นการประเมิน IPS ต่ำเกินจริงเมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพที่มี และข้อมูลการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา รวมไปถึงการที่ไม่มีนโยบายผลักดันโซลาร์รูฟท็อปทั้งที่ติดไปแล้วและยังไม่ได้ติดให้เข้าสู่ระบบขายไฟคืนได้ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก อาจจะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในแผน PDP2026 เกินความจำเป็น ซึ่งจะนำมาสู่ภาระค่าไฟของประชาชน 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising