- รายงานจาก Yale Environment 360 ชี้ จีนเป็นทั้งผู้นำพลังงานหมุนเวียนและผู้ใช้ถ่านหินมากที่สุดในโลกพร้อมกัน แม้จะติดตั้งโซลาร์และพลังงานลมทำลายสถิติ แต่การปล่อยคาร์บอนก็ยังไม่ลดลง เพราะถ่านหินยังคงอยู่ในระบบพลังงาน
- เหตุผลหลักที่จีนยังทิ้งถ่านหินไม่ได้คือ "ความมั่นคงด้านพลังงาน" เพราะถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเดียวที่ไม่ต้องนำเข้า และบทเรียนจากวิกฤตไฟดับปี 2021 กับภัยแล้งในเสฉวนปี 2022 ทำให้จีนเร่งอนุมัติโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่อย่างต่อเนื่อง
- การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเกินความจำเป็นเสี่ยงกลายเป็น "สินทรัพย์สูญเปล่า" มูลค่าล้านล้านดอลลาร์ และทำให้คำสัญญาลดโลกร้อนของจีนยิ่งดูห่างไกลความเป็นจริง โดยเฉพาะหลังแผน 5 ปีล่าสุดไม่มีเป้าหมายลดถ่านหินที่ชัดเจน
จีนเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่อย่างไม่หยุด นักวิเคราะห์เตือนว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับล่าสุดของจีนจะทำให้การขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินดำเนินต่อไป และอาจทำให้คำมั่นสัญญาด้านสภาพอากาศของปักกิ่งพังทลาย
ย้อนกลับไปปี 2021 สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประกาศ 2 คำสัญญาสำคัญในเวทีโลก คือจะ "ควบคุมอย่างเข้มงวด" การใช้ถ่านหินจนถึงปี 2025 แล้วค่อยๆ ลดลง และจะลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วย GDP ให้ต่ำกว่าระดับปี 2005 ลง 65% ภายในปี 2030
แต่เมื่อจีนเผยแผน 5 ปีฉบับใหม่เดือนนี้ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ คำสัญญาทั้งสองดูเหมือนกำลังสั่นคลอน
ในแง่หนึ่ง จีนคืบหน้าในการลดพึ่งพาถ่านหิน จากที่ถ่านหินเคยผลิตพลังงานถึง 69% ในปี 2015 ลดลงเหลือ 56% ในปี 2024 แต่ปริมาณถ่านหินที่บริโภคจริงกลับเพิ่มขึ้น เพราะความต้องการไฟฟ้าของจีนโตเร็วกว่า ผลคือจีนบริโภคถ่านหินมากกว่าทุกประเทศในโลกรวมกันถึง 40%
ด้านพลังงานหมุนเวียน จีนติดตั้งแผงโซลาร์ทำลายสถิติ 300 กิกะวัตต์ และพลังงานลมอีก 100 กิกะวัตต์เมื่อปี 2025 มากกว่าทั้งโลกรวมกัน แต่ความสำเร็จนี้กลับไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงมากนัก เพราะถ่านหินยังคงอยู่ในระบบ ทำให้จีนกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่ครองแชมป์ทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน คือผู้ติดตั้งพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ที่สุด ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด และผู้ใช้ถ่านหินมากที่สุดในโลก
ทำไมจีนยังทิ้งถ่านหินไม่ได้

ภาพจาก: Yale Environment 360
คำตอบสำคัญคือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดเดียวที่จีนไม่ต้องนำเข้า จีนมีสำรองถ่านหินที่ขุดได้ราว 13.3% ของโลก และไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลนจากความไม่สงบในตะวันออกกลางหรือเส้นทางเดินเรือ ต่างจากน้ำมันที่จีนนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่งจากตะวันออกกลาง
วิกฤตการณ์ปี 2021 ตอกย้ำความกังวลนี้ เมื่อโควิด-19 ซาลง การผลิตอุตสาหกรรมฟื้นตัวเร็ว ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูง ราคาถ่านหินทะยาน แต่ราคาขายไฟฟ้าถูกควบคุมไว้ โรงไฟฟ้าถ่านหินจึงลดกำลังผลิตเพื่อไม่ให้ขาดทุน ส่งผลให้ไฟดับใน 20 มณฑล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น หลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) ออกมาประกาศชัดว่า "ความมั่นคงด้านพลังงานต้องมาก่อน" และจีนก็เปิดสินเชื่อใหม่เพื่อสนับสนุนการใช้ถ่านหิน
ปีถัดมา ภัยแล้งรุนแรงในมณฑลเสฉวนทำให้โรงไฟฟ้าพลังน้ำผลิตได้น้อยลงมาก เพราะปกติโรงไฟฟ้าพลังน้ำผลิตไฟได้ถึง 80% ของมณฑล ผลคือการขอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ปี 2022 มีการอนุมัติโรงไฟฟ้าใหม่เทียบเท่า 2 โรงต่อสัปดาห์ และปี 2023 การอนุมัติพุ่งถึง 112.8 กิกะวัตต์ สูงสุดในรอบ 10 ปี ปี 2024 จีนเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ 94.5 กิกะวัตต์ คิดเป็นราว 93% ของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั้งหมดในโลก
ผลที่ตามมาและความเสี่ยง
สถาบันวิจัยพลังงาน CREA เตือนว่าโรงไฟฟ้าใหม่จำนวนมากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของรัฐบาลกลาง เพราะตั้งอยู่ในมณฑลที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพออยู่แล้ว ผลคืออัตราการใช้งานโรงไฟฟ้าเหล่านี้ลดต่ำลง มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็น "สินทรัพย์สูญเปล่า" ที่คืนทุนไม่ได้ โดยความเสียหายทางการเงินอาจสูงถึงระดับล้านล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีแรงต้านจากผลประโยชน์ภายในระบบ มณฑลที่ผลิตถ่านหินต้องการรักษางานและเศรษฐกิจท้องถิ่น รัฐบาลมณฑลให้ความสำคัญกับไฟฟ้าที่มั่นคงมากกว่าการควบคุมการปล่อยก๊าซ ขณะที่โครงข่ายไฟฟ้าก็ยังให้สิทธิ์ก่อนแก่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่งผลให้ฟาร์มพลังงานลมหลายแห่งผลิตไฟฟ้าไม่ได้ขาย เพราะโครงข่ายไม่รับ
แม้รัฐบาลจะอ้างว่าต้องเก็บโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้เพื่อเสริมความมั่นคงของโครงข่าย แต่ CREA ชี้ว่านี่ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพ เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินออกแบบมาให้ทำงานต่อเนื่อง ไม่ใช่เปิดปิดตามความต้องการ การเก็บโรงไฟฟ้าไว้ในสภาวะ "รอพร้อม" หมายความว่ายังเผาเชื้อเพลิงและปล่อย CO2 ตลอดเวลาโดยไม่ผลิตไฟฟ้าเต็มประสิทธิภาพ
สัญญาณที่น่าเป็นห่วง

ภาพจาก: Kristoferb/Wikipedia (CC BY-SA 4.0)
แผน 5 ปีฉบับใหม่น่าจะเป็นโอกาสแก้ไขทิศทาง แต่ดูเหมือนจีนพลาดโอกาสนั้นไป รัฐบาลไม่เพียงไม่กำหนดเป้าหมายลดถ่านหินที่ชัดเจน แต่ยังเปลี่ยนวิธีคำนวณความเข้มข้นด้านพลังงานด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นการพยายามปิดบังความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายเดิม เพราะในแผน 5 ปีที่ผ่านมา จีนตั้งเป้าปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน 17% แต่ทำได้จริงเพียง 12.4% ซึ่งนั่นหมายความว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนเพิ่มขึ้นราว 13% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ขณะที่จีนกำลังขยายระบบกักเก็บพลังงานอย่างรวดเร็ว โดยกักเก็บแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น 20 เท่าในเพียง 4 ปี ซึ่งถูกกว่าและปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าการสำรองโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้ แต่การขยายตัวนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้รัฐบาลตัดสินใจลดบทบาทถ่านหินอย่างจริงจัง
สรุปแล้ว จีนยังติดกับดักระหว่างความทะเยอทะยานด้านพลังงานสะอาดและการพึ่งพาถ่านหินที่ฝังรากลึกทั้งในเชิงเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมืองภายใน และตราบเท่าที่ยังไม่มีการยกเลิกโครงการใหม่หรือปลดระวางโรงไฟฟ้าเก่า คำสัญญาด้านสภาพอากาศที่ให้ไว้กับโลกก็ยิ่งดูห่างไกลความเป็นจริงออกไปทุกที
ที่มา:
As It Boosts Renewables, China Still Can’t Break Its Coal Addiction (Isabel Hilton, 26 March 2026)

