หาดทรายสีขาวท้องฟ้าสดใส และกลิ่นไอเค็มของทะเล คือภาพจำของจังหวัดระยองในอดีต พื้นที่ชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีชีวิตของผู้คนที่ผูกพันกับทะเลและผืนดิน ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงพื้นบ้านหรือเกษตรกรรม ทรัพยากรเหล่านี้เคยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาอย่างยาวนาน
จนเมื่อการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวเข้ามา การเกิดขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรม เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปจากเดิม อย่างไม่มีทางหวนคืน


จุดเริ่มต้นจากความฝัน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) ในสมัยรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งกำหนดให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง เป็นฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
จึงเกิดเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard Development Program (ESB) ขึ้นมา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
พื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่หลัก ในการพัฒนาเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เนื่องจากมีศักยภาพด้านที่ตั้งในการเชื่อมต่อคมนาคม โดยอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง และใกล้แหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย สามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อเป็นช่องทางหลักในการขนส่งทางทะเล ส่งผลให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้า และระบบโลจิสติกส์ขนาดใหญ่
การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนี้เอง ส่งผลให้จังหวัดระยอง เป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) และรายได้เฉลี่ยต่อหัว (PCI) สูงที่สุดในประเทศไทย



‘ทุกนาทีที่เครื่องจักรทำงาน กำลังทำลายสิ่งแวดล้อมและชีวิตของผู้คน’
แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะนำมาซึ่งโอกาสและการจ้างงานจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
จากเมืองชายฝั่งทะเลที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านและเกษตรกรรม ถูกบังคับเปลี่ยนเป็นเมืองอุตสาหกรรม ชายฝั่งทะเลจำนวนมากถูกปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก รวมไปถึงการถมทะเล ส่งผลให้ทิศทางของกระแสน้ำเปลี่ยนและเกิดการเร่งกัดเซาะชายฝั่ง ระบบนิเวศที่เคยสมบูรณ์เริ่มเสื่อมโทรมลง แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำลดลง
รายงานของ World Resources Institute ระบุว่า
“พื้นที่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นพื้นที่ที่มีระดับมลพิษสูงที่สุดในประเทศไทย มีการปนเปื้อนทางอากาศและน้ำ การปล่อยของเสียอันตรายอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชน”
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษพบว่า คุณภาพอากาศโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นอกจากฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 แล้ว ยังพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ได้แก่ สารเบนซิน, สาร 1,2-ไดคลอโรเอทเทน (1,2-Dichloroethane) และสาร 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene) เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
มลพิษทางน้ำก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ น้ำเสียจากอุตสาหกรรมที่ปนเปื้อนไปด้วยสารพิษที่อยู่ในระดับอันตราย ไม่ว่าจะเป็น สารตะกั่ว แมงกานีส และคลอไรด์
รวมไปถึงการเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่ จากเรือบรรทุกน้ำมันถึงสองครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้น้ำมันหลายแสนลิตรไหลลงสู่ท้องทะเล ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



มนุษย์เป็นทั้ง ‘ผู้สร้าง’ และ ‘ผู้ทำลาย’ ไปพร้อมกัน
สิ่งแวดล้อมในเมืองชายฝั่งแห่งนี้ ไม่อาจฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ได้ในเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ระบบนิเวศชายฝั่งที่ถูกทำลายต้องใช้เวลานับสิบปีเป็นอย่างน้อย หรืออาจไม่สามารถฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิมได้อีกเลย ขณะที่ผลกระทบด้านสุขภาพจะยังคงส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป
ความเสียหายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้อุตสาหกรรมในมาบตาพุดจะสร้างรายได้สูงขนาดไหน แต่ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่เสียไป เป็นสิ่งที่ยากจะชดเชยหรือฟื้นฟูได้โดยง่าย แม้ภาครัฐจะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ แต่ปัญหาก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำซาก สะท้อนถึงปัญหาในการควบคุม และจัดการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่ยังคงมีปัญหา
ภาพของระยองเป็นตัวสะท้อนที่ชัดเจนว่า มนุษย์มีศักยภาพในการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็สามารถเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมได้อย่างรุนแรง หากขาดความรับผิดชอบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า
“เราจะพัฒนาอย่างไร แต่คือ เราจะพัฒนาโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร”


งานชิ้นนี้ถูกผลิตขึ้นภายใต้โครงการ Human Made in Rayong ร่วมกับ EPIGRAM, Thai News Pix, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ Dot to Dot
