อิหร่านยื่น 14 ข้อเสนอผ่านปากีสถานในฐานะตัวกลาง ครอบคลุมการยุติความขัดแย้งทุกแนวรบและกรอบบริหารช่องแคบฮอร์มุซ - ด้าน 'ทรัมป์' ระบุเตรียมพิจารณาแผนดังกล่าว แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ ขณะที่ IRGC ขีดเส้นตายให้สหรัฐฯ ยุติปิดล้อมทางทะเล
3 พฤษภาคม 2026 เว็บไซต์ Arab News รายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงเมื่อวันอาทิตย์ (3 พ.ค.) ว่า สหรัฐอเมริกาต้องเลือกระหว่าง “ปฏิบัติการทางทหารที่เป็นไปไม่ได้” หรือ “ข้อตกลงที่ไม่พึงประสงค์” กับอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง
แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของจีน รัสเซีย และยุโรปต่อสหรัฐฯ รวมถึงเส้นตายที่อิหร่านกำหนดเกี่ยวกับมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ
ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ (2 พ.ค.) ว่า จะพิจารณาข้อเสนอแผนสันติภาพฉบับใหม่จากอิหร่าน แต่แสดงความไม่มั่นใจว่าจะสามารถยอมรับได้ พร้อมเปิดความเป็นไปได้ในการดำเนินการทางทหารในอนาคต โดยระบุว่า “หากพวกเขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ก็มีความเป็นไปได้”
การเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศยังคงหยุดชะงัก นับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2026 หลังการหารือรอบล่าสุดในปากีสถานไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมากว่า 2 เดือนได้
รายงานจากสื่ออิหร่านระบุว่า เตหะรานได้ยื่นข้อเสนอ 14 ประการผ่านปากีสถานในฐานะตัวกลาง ครอบคลุมการยุติความขัดแย้งทุกแนวรบ และการกำหนดกรอบใหม่ในการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
เจ้าหน้าที่อิหร่านยังย้ำว่า ทางเลือกอยู่ที่สหรัฐฯ ว่าจะเดินหน้าการทูตหรือความขัดแย้ง โดยยืนยันว่าอิหร่าน “พร้อมสำหรับทั้งสองทาง”
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดด้านพลังงานยังคงเพิ่มขึ้น โดยอิหร่านยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยทั่วโลก ขณะที่สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นราว 50% จากช่วงก่อนเกิดสงคราม
ในมิติทางทหาร ความขัดแย้งยังลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น โดยกองทัพ Israel เปิดเผยว่าได้โจมตีเป้าหมายของกลุ่ม Hezbollah ในเลบานอนตอนใต้หลายจุด แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแยกต่างหาก ขณะที่สื่อทางการเลบานอนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย
ด้านเศรษฐกิจ อิหร่านเผชิญแรงกดดันหนักจากสงคราม โดยการส่งออกน้ำมันลดลงและอัตราเงินเฟ้อพุ่งเกิน 50% ประชาชนบางส่วนเริ่มเผชิญความยากลำบากมากขึ้นจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูง
สถานการณ์ดังกล่าวยังสร้างแรงกดดันทางการเมืองภายในสหรัฐฯ โดยสมาชิกรัฐสภาบางส่วนตั้งคำถามต่อการดำเนินการทางทหารของฝ่ายบริหาร ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าการหยุดยิงได้ชะลอกรอบเวลาที่ต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส
ทั้งนี้ แนวโน้มของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน โดยมีสัญญาณจากทั้งสองฝ่ายที่ยังคงเปิดทางเลือกทั้งการเจรจาและการเผชิญหน้าในระยะต่อไป
