สังคมสูงวัยกับการขยายภาระการดูแลในครัวเรือนไทย
ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (complete-aged society) ตั้งแต่ปี 2567 มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 21.7 ของประชากรทั้งหมด อัตราส่วนการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ (old-age dependency ratio) ปรับตัวสู่ 33.93 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทั้งในมิติของการผลิต การบริโภค และความต้องการด้านสวัสดิการและการดูแลระยะยาว (long-term care)
แม้ว่าโดยหลักการแล้วผู้สูงอายุทุกคนมีสิทธิเข้าถึงระบบการดูแลพื้นฐานจากรัฐ แต่ความเร็วของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราเร่งทำให้ระดับความต้องการการดูแลที่เข้มข้นและซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2567 พบว่ามีผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าร่วมโครงการ LTC ของสำนักอนามัยผู้สูงอายุจำนวน 4.2 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ซึ่งมีจำนวน 3.6 แสนคน ข้อมูลนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการการดูแลก็เข้มข้นขึ้นด้วย ซึ่งสวนทางกับขีดความสามารถเชิงโครงสร้างของครัวเรือนในปัจจุบันที่เปลี่ยนผ่านจากครอบครัวขยายไปสู่ครอบครัวเดี่ยว ส่งผลให้มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ลำพังเพิ่มมากขึ้นถึง 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในรอบ 30 ปี อย่างไรก็ดี ความน่ากังวลของการตายอย่างโดดเดี่ยวขยายตัวมากขึ้นในสังคมเมือง เนื่องจากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการได้รับการดูแลโดยชุมชน ทั้งจากปัจจัยด้านโครงสร้างที่อยู่อาศัยที่ไม่เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์และด้านต้นทุนทางสังคม (social capital) ที่มีน้อยกว่าผู้สูงอายุในชนบท
ขีดจำกัดของความสามารถในการดูแลของครัวเรือนไม่ได้ถูกกำกับด้วยโครงสร้างประชากรเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับวิกฤตการจ้างงานและค่าจ้างที่ไม่เพียงพอซึ่งบีบคั้นทางเลือกของครัวเรือน ความเปราะบางนี้สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านสัดส่วนแรงงานนอกระบบซึ่งคิดเป็นร้อยละ 52.7 ของกำลังแรงงาน และมีค่าจ้างเฉลี่ย 8,513 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริงเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายครัวเรือนทั้งสิ้น เฉลี่ยเดือนละ 22,282 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค 19,319 บาท สภาวะค่าจ้างที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเป็นปัจจัยที่บีบให้แรงงานต้องเลือกระหว่างการทำงานเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจกับการทำหน้าที่ดูแลสมาชิกในครอบครัว เนื่องจากรายได้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ที่จะเข้าถึงบริการในระบบตลาด นำไปสู่การพึ่งพิงการดูแลนอกระบบภายในชุมชน
ช่องว่างระหว่างความต้องการการดูแลที่สูงขึ้นตามโครงสร้างประชากรกับความสามารถการดูแลภายในครอบครัวที่ลดลงสามารถอธิบายได้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านกรอบแนวคิด The Care Diamond ซึ่งอธิบายถึงระบบการดูแลอันเกิดขึ้นจากการจัดสรรบนปฏิสัมพันธ์ระหว่าง 4 สถาบันหลัก ได้แก่ รัฐ, ตลาด, ครอบครัว, และภาคประชาสังคม ในบริบทประเทศไทยปัจจุบัน รัฐมีความพยายามในการพัฒนาโครงสร้างและการจัดการบริการภายใต้กองทุนการดูแลระยะยาว (LTC) โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งให้องค์กรปกครองส่วนของถิ่น (อปท.) เป็นกลไกหลักในการจัดการงบประมาณ อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติกลับขาดความเข้าใจและไม่ดำเนินการเบิกจ่ายค่าตอบแทนผู้ช่วยเหลือผู้ดูแล (caregiver) และเน้นการใช้จิตอาสาและทรัพยากรเดิมในชุมชนมาเป็นกลไกหลักในการจัดการดูแล ส่งผลให้ผู้ช่วยผู้ดูแลไม่เพียงพอต่อความต้องการและไม่สามารถดูแลผู้รับบริการได้เต็มที่ จึงได้รับค่าตอบแทนเพียงเดือนละ 600 - 1,500 บาท ตามจำนวนเคสในการดูแลหรือประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ในกรณีจ้างเต็มเวลา ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่กระทรวงแรงงานกำหนด คือ 535 บาทต่อวัน
สภาวะนี้ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ขาดแรงจูงใจในการประกอบอาชีพผู้ดูแล ทำให้ในระบบการดูแลระยะยาวปัจจุบันของกรมอนามัยขาดแคลนผู้ดูแลถึง 80,000 คน ภาคประชาสังคมและชุมชนจึงต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แบกรับช่องว่างการดูแลผ่านการระดมทุนนอกระบบ เช่น การทอดผ้าป่าเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น ขณะที่ภาคตลาดดึงดูดแรงงานดูแลคุณภาพสูงด้วยค่าจ้างที่สูงกว่า 12,000-15,000 บาท และเปิดบริการดูแลเอกชน ซึ่งผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เมืองและเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ทำให้สวัสดิการการดูแลที่มีมาตรฐานกลายเป็นสินค้าที่มีราคาสูง ส่งผลให้ครอบครัวที่มีศักยภาพไม่เพียงพอยังคงต้องทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในท้ายที่สุด เนื่องจากไม่สามารถซื้อบริการที่มีคุณภาพจากเอกชน และผู้ช่วยผู้ดูแลจากรัฐยังคงดูแลได้เพียง 1-2 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น ความไม่สมดุลนี้ภาพสะท้อนถึงการขาดแคลนการดูแล (care deficit) และความไม่เพียงพอของการจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความเสี่ยงโดยรัฐ
นอกจากนี้ ภาวะการขาดแคลนการดูแลยังสะท้อนถึงทิศทางการปรับโครงสร้างความรับผิดชอบด้านการดูแลในระดับนโยบายสาธารณะ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศสังคมสูงวัยทั่วโลก โดยในประเทศไทยที่กำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2576 จะได้รับแรงกดดันมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาวเช่นกัน รัฐจึงพยายามเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การเข้าถึงบริการดูแลในตลาดที่ยังคงสัมพันธ์กับระดับรายได้และความสามารถในการบริโภคที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุ นำไปสู่ปรากฏการณ์ การทำให้การดูแลกลับไปเป็นภาระส่วนบุคคล (re-privatization of care) โดยภาระทั้งหมดถูกผลักกลับสู่ครัวเรือนซึ่งต้องแบกรับทั้งต้นทุนทางการเงินและค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ประกอบกับประชากรสูงอายุในไทยมีลักษณะ ‘แก่ก่อนรวย’ ผู้สูงอายุส่วนมากมีเงินออมไม่พอ ทำให้ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเปราะบางของครัวเรือนไทยในระยะยาวทั้งด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในบั้นปลายเพียงลำพัง
มิติเพศภาวะในงานดูแล
กระบวนการทำให้การดูแลกลับไปเป็นภาระส่วนบุคคลไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายโอนความรับผิดชอบจากรัฐสู่ครัวเรือนเท่านั้น แต่ภาระการดูแลมักกระจุกตัวอยู่กับผู้หญิง ทั้งในฐานะผู้ดูแลหลัก (primary caregiver) ของครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และในฐานะแรงงานดูแลที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำหรือเผชิญความไม่มั่นคงในการจ้างงาน เนื่องจากงานดูแลถูกทำให้เป็น ‘หน้าที่ตามธรรมชาติ’ ของผู้หญิง ซึ่งไม่ต้องอาศัยการฝึกฝนหรือทักษะใด ๆ ส่งผลให้งานดูแลไม่ถูกยอมรับในฐานะงานที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม
ข้อมูลจากการสำรวจผู้สูงอายุ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่า ประชากรผู้สูงอายุหญิงถึงร้อยละ 90.0 ต้องพึ่งพาตัวเอง และในมิติของกลุ่มผู้ดูแล ภาระงานส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้หญิงสูงถึงร้อยละ 73.8 โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงวัยแรงงาน ซึ่งกลายเป็นเสาหลักในการดูแล ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการสืบทอดบทบาทการดูแลตามบรรทัดฐานทางเพศภาวะจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านบทบาทของ ‘คู่สมรส’ และ ‘บุตรสาว’ ซึ่งมีสัดส่วนในการทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุสูงกว่าคู่สมรสหรือบุตรชายอย่างชัดเจน จึงเป็นการตอกย้ำว่าภาระการดูแลไม่ได้กระจายตัวตามความสมัครใจหรือความพร้อมทางเศรษฐกิจ แต่ถูกจัดสรรผ่านค่านิยมทางสังคม
โครงสร้างนี้นำไปสู่สภาวะของผู้หญิงไทยวัยแรงงานที่ต้องแบกรับภาระสองทาง คือ การทำงานนอกบ้านควบคู่ไปกับงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน สะท้อนผ่านการขาดแคลนเวลา (time deficits) ของผู้หญิง เมื่อความต้องการดูแลสูงขึ้นจนเกินขีดความสามารถของปัจเจกภายใต้สวัสดิการรัฐที่จำกัด ผู้หญิงวัยแรงงานจำนวนมากจึงถูกบีบให้ต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนกำหนดหรือทำงานนอกระบบซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่า สภาวะนี้สะท้อนชัดเจนผ่านความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มประชากรที่อยู่นอกกำลังแรงงาน โดยผู้หญิงร้อยละ 35.0 ระบุว่าสาเหตุหลักที่ต้องอยู่นอกกำลังแรงงาน คือ การต้องทำงานบ้านและงานดูแลสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่น ในขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่ร้อยละ 32.7 ระบุว่าอยู่นอกกำลังแรงงานเพื่อการศึกษาเป็นหลัก
การหลุดออกจากระบบเศรษฐกิจของผู้หญิงไทยบางส่วนจึงไม่ได้เกิดโดยความสมัครใจหรือพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นผลจากการผลักภาระการดูแลให้เป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล ส่งผลให้ผู้หญิงบางส่วนสูญเสียโอกาสในการสะสมทุนทางเศรษฐกิจและสวัสดิการในระยะยาว เพื่อทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคมในส่วนที่รัฐและตลาดไม่สามารถตอบสนองได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียรายได้ในปัจจุบัน แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว สิทธิประโยชน์ทางสังคมของแรงงานหญิง ผลิตภาพรวม (productivity) ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระยะยาวภายใต้ภาวะสังคมสูงวัย และฐานรายได้ภาษีในระยะยาว ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการรัฐ
สถานการณ์นี้สอดคล้องกับงานศึกษาของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ระบุว่างานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างสำคัญที่ขัดขวางการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า (Decent Work) ของผู้หญิงไทย โดยเฉพาะเมื่อภาระการดูแลผู้สูงอายุมักเกิดขึ้นควบคู่หรือทับซ้อนกับภาระการดูแลเด็ก ซึ่งหากเปรียบเทียบความเหนื่อยล้าทางกายและจิตใจกับความกดดันในการดูแล จะพบว่าผู้หญิงในวัยแรงงานต้อง แบกรับต้นทุนการดูแลที่หนักหน่วงในทุกช่วงวัยของสมาชิก ในท้ายที่สุด สภาวะนี้คือภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมในระบบการดูแลของสังคมไทยที่รูปแบบการพึ่งพิงครอบครัวแบบเดิมกำลังเผชิญกับขีดจำกัดทางโครงสร้างที่ไม่ได้ลดลงไปตามขนาดครอบครัว แต่ถูกผลักให้ตกอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งภายในครัวเรือนในลักษณะที่เข้มข้นและโดดเดี่ยวมากขึ้น
Care Economy แนวทางใหม่ในการรองรับสังคมสูงวัย
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจการดูแล (care economy) ถูกยกขึ้นมาเป็นกรอบนโยบายสำคัญในการรองรับสังคมสูงวัย โดยมักถูกนำเสนอในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยปิดช่องว่างการดูแล และสร้างโอกาสการจ้างงานที่มีคุณค่าผ่านการเปลี่ยนงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนให้เป็นอาชีพที่มีทักษะและค่าจ้างที่เป็นธรรม ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ชี้ให้เห็นว่าการจัดการด้านการดูแลเป็นการลงทุนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่ากว่าที่จะเป็นภาระทางงบประมาณสวัสดิการ ประกอบกับประเด็นการรับผิดชอบภาระงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เปรียบเสมือนแรงงานที่มองไม่เห็น (invisible labor) อันเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการดูแลตามแนวทางของ UNDP จึงมุ่งเน้นไปที่การรับรองคุณค่าและการจัดสรรภาระงานใหม่ (redistribution) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเพศภาวะในตลาดแรงงาน อีกด้วย
ในบริบทของประเทศไทย ภาครัฐเริ่มมีความพยายามในการปรับตัวเพื่อรับมือสังคมสูงวัยผ่านแนวคิดเศรษฐกิจการดูแล โดยกระทรวงแรงงานร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการดำเนินโครงการ Care Economy Project ตั้งแต่ปี 2565 โดยมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาทักษะการดูแล เพื่อลดช่องว่างของการให้บริการดูแลเด็กและการดูแลระยะยาว ผ่านการประสานนโยบายตามกรอบมาตรฐานสากลในการจัดสรรภาระการดูแลจากภาคครัวเรือนสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการและเป็นกลยุทธ์สำคัญในการตอบสนองต่อประเด็นด้านเพศภาวะในเศรษฐกิจการดูแล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ แนวคิดเศรษฐกิจการดูแลยังปรากฏชัดในข้อเสนอเชิงนโยบายของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผ่านรายงานการศึกษาเศรษฐกิจสีเงิน (silver economy) โดยมีข้อเสนอที่เน้นการปรับโครงสร้างแรงงานดูแลที่กำลังเผชิญวิกฤตอย่างรุนแรง ให้ความสำคัญกับการยกระดับงานดูแลให้เป็นทางการ (formalization) และทำให้เป็นงานที่มีคุณค่า ผ่านการกำหนดมาตรฐานทักษะและการรับรองวิชาชีพ เพื่อเปลี่ยนงานดูแลจากการพึ่งพาอาสาสมัครหรือสมาชิกในครอบครัวให้กลายเป็นอาชีพที่มีเส้นทางความก้าวหน้า และมีระดับค่าตอบแทนที่ดึงดูดแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการนำเข้าแรงงานข้ามชาติเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของอุปทานการดูแล ควบคู่ไปกับการเสนอแนวทางฝึกอบรมผู้สูงอายุที่มีศักยภาพให้กลับเข้ามาทำงานในฐานะผู้ดูแล ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดภาระทางกายภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล บริบทเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของข้อเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นการขยายฐานแรงงานดูแลให้มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคมที่รัฐไม่สามารถรองรับได้ในปัจจุบัน
ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามปรับเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้จัดสรรสวัสดิการโดยตรงไปสู่การเป็นผู้กำกับดูแลมาตรฐาน เพื่อทำให้งานดูแลเข้าสู่ระบบตลาดและเป็นทางการมากขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายเพิ่มเติมอย่างละเอียด โดยเฉพาะการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุผ่านกลไกการจ้างงานใหม่ (re-employment) จะเห็นได้ว่ารัฐไม่ได้มองผู้สูงอายุในฐานะผู้รับสวัสดิการที่พึงได้รับความคุ้มครองหลังวัยทำงานเพียงอย่างเดียว แต่พยายามเปลี่ยนสถานะของผู้สูงอายุให้กลายเป็นทุนมนุษย์ที่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ การขับเคลื่อนแนวคิดพฤฒพลัง (active aging) ในลักษณะนี้เป็นการพยายามสกัดมูลค่าเพิ่มจากแรงงานผู้สูงอายุให้อยู่ในวงจรการผลิตจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกในการรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระทางการคลังจากการจ่ายเบี้ยยังชีพหรือสวัสดิการรัฐที่ถูกมองว่าเป็นต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
บทสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย: การปรับโครงสร้างความรับผิดชอบด้านการดูแลในสังคมสูงวัยไทย
ข้อเสนอเชิงนโยบายเศรษฐกิจการดูแลจึงควรขยายขอบเขตให้ครอบคลุมมิติเชิงโครงสร้างที่ยึดโยงกับความเป็นธรรมทางสังคมเป็นสำคัญ โดยประการแรก รัฐควรพัฒนาระบบข้อมูลเชิงประจักษ์ผ่านการสำรวจข้อมูลระยะยาว เพื่อวิเคราะห์ความเปราะบางของงานดูแลในฐานะแรงงานและความแตกต่างทางเพศภาวะในงานดูแล เช่น สถิติการใช้เวลา สถิติผู้ใช้แรงงานในงานดูแลนอกระบบ รายได้ ชั่วโมงการทำงาน เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการเก็บข้อมูลที่จำแนกตามเพศภาวะ ในขณะเดียวกัน รัฐจำเป็นต้องปรับบทบาทไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการฝึกอบรมและจัดทำระบบจัดหาแรงงานดูแลที่มีมาตรฐาน พร้อมทั้งดำเนินมาตรการอุดหนุนค่าใช้จ่ายเพื่อให้ครัวเรือนทุกระดับรายได้สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเสมอภาค (equity) ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมของประเทศในการช่วยให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิง สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการขยายฐานรายได้ภาษีเพื่อนำกลับมาพัฒนาระบบสวัสดิการอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การสร้างระบบคุ้มครองทางกฎหมายให้แก่แรงงานดูแลยังเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อม ชั่วโมงการทำงานที่ปลอดภัย ไปจนถึงการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่เหมาะสม และการจัดให้มีบริการสนับสนุนทางด้านร่างกายและอารมณ์เพื่อฟื้นฟูผู้ดูแล
การพัฒนาเศรษฐกิจการดูแลภายใต้บริบทสังคมสูงวัยของไทยไม่อาจทำความเข้าใจในฐานะการขยายตลาดบริการหรือการเพิ่มกำลังแรงงานดูแลเป็นหลักเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนการจัดสรรความรับผิดชอบด้านการดูแลในระดับโครงสร้างสังคมโดยรวม ภายใต้แนวโน้มความต้องการการดูแลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพึ่งพาครอบครัวในฐานะกลไกหลักจึงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและเศรษฐกิจ ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และไม่มีการลงทุนด้านสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานดูแลอย่างเพียงพออาจนำไปสู่การจัดสรรภาระการดูแลใหม่โดยที่ความไม่เท่าเทียมเดิมยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มข้น การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวจึงควรถูกพิจารณาในฐานะการสร้างโครงสร้าง พื้นฐานทางสังคม ซึ่งตั้งอยู่บนการกระจายความรับผิดชอบระหว่างรัฐ ตลาด ภาคประชาสังคม และครัวเรือนอย่างสมดุล เพื่อรองรับสังคมสูงวัยภายใต้หลักความเป็นธรรมและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว
อ้างอิง
- ^ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2568). รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การเป็นสังคมสูงวัยของประเทศไทย.
- ^ คำนวณโดยผู้เขียน จาก ข้อมูลของกรมการปกครอง. (2569). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน). สืบค้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage
- ^ คำนวณโดยผู้เขียน จาก ข้อมูลของกรมการปกครอง. (2569). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน). สืบค้นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage
- ^ สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย. (2567). รายงานประจำปี 2567.
- ^ สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย. (2566). รายงานประจำปี 2566.
- ^ สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). รายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567. กลุ่มสถิติสุขภาพและภาวะทางสังคม.
- ^ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2569). สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569.
- ^ กระทรวงแรงงาน. (2567). หนังสือสถิติแรงงานประจำปี 2567.
- ^ ค่าใช้จ่ายครัวเรือนทั้งสิ้น หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จําเป็นต้องใช้ในการยังชีพโดยไม่รวมค่าใช้จ่ายประเภทสะสมทุน เช่น การซื้อบ้าน/ที่ดิน และเงินออม เป็นต้น
- ^ สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2567. กลุ่มสถิติรายได้รายจ่าย.
- ^ Shahra Razavi. The Political and Social Economy of Care in a Development Context: Conceptual Issues, Research Questions and Policy Options. 2007.
- ^ สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ. (2566). LONG-TERM CARE การดูแลระยะยาว เพื่อภาวะพึ่งพิงอย่างมีคุณภาพในสังคมไทย.
- ^ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). (ม.ป.ป.). ระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC): รายงานสรุปผลการบันทึกข้อมูลการจ้าง CG. สืบค้นจาก https://ltcnew.nhso.go.th
- ^ กระทรวงแรงงาน. (2567). หนังสือสถิติแรงงานประจำปี 2567.
- ^ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การเป็นสังคมสูงวัยของประเทศไทย. 2568.
- ^ สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ. (2566). LONG-TERM CARE การดูแลระยะยาว เพื่อภาวะพึ่งพิงอย่างมีคุณภาพในสังคมไทย.
- ^ สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ. (2566). LONG-TERM CARE การดูแลระยะยาว เพื่อภาวะพึ่งพิงอย่างมีคุณภาพในสังคมไทย.
- ^ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2568). รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การเป็นสังคมสูงวัยของประเทศไทย.
- ^ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2568). รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การเป็นสังคมสูงวัยของประเทศไทย.
- ^ ศิริจิต สุนันต๊ะ. (2562). มโนทัศน์ว่าด้วยงานดูแลกับการกดทับซับซ้อนของความไม่เท่าเทียมทางเพศ ชนชั้น และชาติพันธุ์: การทบทวนวรรณกรรมและแนวทางการศึกษาในบริบทไทย, วารสารจุดยืน (Stance), 6(1), 1-16.
- ^ สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). รายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567. กลุ่มสถิติสุขภาพและภาวะทางสังคม.
- ^ โครงการพััฒนาแห่่งสหประชาชาติิ (UNDP). (2565). งานดููแลและงานบ้้านที่่ไม่่ได้้รัับค่่าจ้้างของหญิิงไทย และผลกระทบต่่อการจ้้างงานที่่มีคุุณค่่า.
- ^ กระทรวงแรงงาน. (2567). หนังสือสถิติแรงงานประจำปี 2567.
- ^ งานที่สามารถตอบสนองความต้องการเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของคนได้ ในแง่ของโอกาสในการทำงาน, รายได้ที่เป็นธรรม, ความมั่นคง ความคุ้มครองทางสังคม และความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว, การพัฒนาตนเอง, การได้รับการยอมรับหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม, การมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก, การมีส่วนร่วม, และการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทางเพศ (Thiraphon Singlor, 2565)
- ^ โครงการพััฒนาแห่่งสหประชาชาติิ (UNDP). งานดููแลและงานบ้้านที่่ไม่่ได้้รัับค่่าจ้้างของหญิิงไทย และผลกระทบต่่อการจ้้างงานที่่มีคุุณค่่า. 2565.
- ^ International Labour Organization. ILO Care Economy Brief: Employment-intensive Investments for Advancing Decent Work in the Care Economy. 2025.
- ^ โครงการพััฒนาแห่่งสหประชาชาติิ. งานดููแลและงานบ้้านที่่ไม่่ได้้รัับค่่าจ้้างของหญิิงไทย และผลกระทบต่่อการจ้้างงานที่่มีคุุณค่่า. 2565.
- ^ กระทรวงแรงงาน. ปลัดแรงงาน เปิดประชุม Care Economy Project ลดช่องว่างให้บริการดูแลเด็กและการดูแลระยะยาว เข้าถึงการพัฒนาทักษะอาชีพที่จำเป็น ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม. เผยแพร่เมื่อ 11 กันยายน 2566. สืบค้นจาก https://www.mol.go.th/news/ปลัดแรงงาน-เปิดประชุม-care-economy-project-ลดช่องว่างให้บริการดูแลเด็กและการดูแลระยะยาว-เข้าถึงการพัฒนาทักษะอาชีพที่จำเป็น-ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม
