Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีเสวนาหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงานและชุมชน เงื่อนไขกลไกที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD และ FTA ไทย-EU” นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนถึงความสำคัญที่ไทยจะต้องแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนก่อนก้าวสู่สมาชิก OECD และการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรปนั้น เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาลทั้งระบบ  

งานเสวนาครั้งนี้ผู้ที่ร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่ ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการด้านแรงงาน, สุธารี วรรณศิริ Senior Communities Associate จาก Accountability Counsel, มนูญ วงษ์มะเซาะห์ หัวหน้าทีมรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย และดำเนินกระบวนการโดย เทวฤทธิ์ มณีฉาย

FTA ไทย-อียู กำลังตกลงอะไรกัน?

ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 คนเห็นว่า การทำ FTA กับ EU ไม่ใช่แค่เรื่องการลดภาษีการค้า แต่มีประเด็นสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานแรงงาน เนื่องจาก EU มี "เสาหลักทางสังคม" (Social Pillar) ที่รวมเรื่องสิทธิแรงงานไว้ด้วย ศักดินาเน้นว่าภาคแรงงานควรใช้ FTA นี้เป็นโอกาสในการปรับปรุงกฎหมายแรงงานไทยให้ทันสมัย และลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 

เนื่องจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของ EU โดยเฉพาะเมื่อถูกสหรัฐฯ กีดกันทางการค้า จึงต้องใช้เงื่อนไขด้านแรงงานไปกดดันให้รัฐบาลยินยอม ซึ่งปัจจุบันเงื่อนไขบังคับและบทลงโทษต่างจากมาตรฐานทั่วไป  ช่วงหลัง EU กำหนดเงื่อนไขใน FTA ให้มีกลไกการบังคับใช้ การติดตามประเมินผล และมีบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม มีกฎหมายลงโทษสูงสำหรับบริษัทที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนตลอดเส้นทางการผลิต เห็นได้จาก การลงนามอนุสัญญา ILO 87-98  อ.ศักดินายกตัวอย่างเวียดนามที่ต้องสัญญาว่าจะลงนามในอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 และ 87 เพื่อให้สามารถทำ FTA กับ EU ได้ ซึ่งไทยเองก็ถูกกดดันในลักษณะเดียวกัน

โฆษณา - Advertising

สิทธิมนุษยชนเข้ามา "แทรก" ในข้อตกลงเหล่านี้อย่างไร?

สิทธิมนุษยชน พันธกิจหลักและบรรทัดฐานใหม่ในเวทีเศรษฐกิจโลกในบริบทของการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) และการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มิติของสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพียงประเด็นรอง แต่ได้เพิ่มความสำคัญจนกลายเป็น "เงื่อนไขหลัก" ที่ไม่อาจละเลยได้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคสมัยใหม่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขกำไรหรือการขยายตัวของคู่ค้า แต่ต้องตั้งอยู่บนฐานรากของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากลที่ทุกภาคส่วนต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด

สุธารี ชี้ว่าจุดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ปรากฏชัดใน แนวทางปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจในประเทศสมาชิกต้องเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักธรรมาภิบาลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำไปจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ โดยมี กระบวนการตรวจสอบอย่างรอบด้าน (Due Diligence) เป็นกลไกหลักในการประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการชดเชย  ซึ่งในปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกได้ยกระดับกระบวนการเหล่านี้จากภาคสมัครใจสู่การเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่กระทรวงยุติธรรมกำลังพยายามผลักดัน

สุธารี วรรณศิริ Senior Communities Associate จาก Accountability Counsel

นอกจากนี้ การเข้าเป็นสมาชิก OECD ยังเรียกร้องให้ต้องมี กลไกประสานงานรับเรื่องร้องเรียนระดับชาติ (National Contact Point: NCP)  เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ ของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยกลไกดังกล่าวต้องดำเนินงานอย่างโปร่งใส มีงบประมาณและโครงสร้างที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและการเยียวยาที่ยุติธรรม

ท้ายที่สุด กระบวนการเข้าสู่ภาคยานุวัติของ OECD จะต้องผ่านการประเมินอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกว่า 25 คณะ ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงตัวบทกฎหมายหรือนโยบายบนหน้ากระดาษเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นตรวจสอบไปถึง "การปฏิบัติจริง" ในมิติของสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมและเจตจำนงที่แท้จริงในการก้าวสู่มาตรฐานระดับสากลอย่างยั่งยืน

ไทยจะเข้า OECD ไม่ได้ใช่ไหม?

การที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD นั้น มิติทางด้าน "สิทธิมนุษยชน"  ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพิจารณา แม้ในกระบวนการจะมีระดับความยืดหยุ่นอยู่บ้างก็ตามในแง่ของเจตจำนง แต่หากปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล

1. มณูญ ชี้ว่าไทยยังมีฟ้องปิดปาก (SLAPP) และการคุ้มครองสิทธิ

  • ขาดกลไกคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ OECD ชี้ว่าไทยยังขาดกลไกการตรวจสอบและการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส อย่างทั่วถึง ทำให้มีการฟ้องปิดปากเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง
  • ช่องโหว่ทางกฎหมาย แม้ ป.ป.ช. จะมีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก แต่มีขอบเขตจำกัดเฉพาะผู้ที่ให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช. เท่านั้น ยังไม่รวมถึงผู้ที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนหรือภาคส่วนอื่น ซึ่งวิทยากรมองว่าไม่ใช่การป้องกันการฟ้องปิดปากที่แท้จริง
  • การกดทับข้าราชการ ข้าราชการชั้นผู้น้อยมักไม่กล้าทักท้วงหรือคัดค้านนโยบายที่ไม่ถูกต้องเพราะกลัวถูกลงโทษ ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในอ่อนแอ

2. ตัวแทนจากกรีนพีซยังได้กล่าวถึงปัญหาที่ไทยยังมีเศรษฐกิจแบบผูกขาดและธรรมาภิบาลที่ล้มเหลวด้วย เช่น 

  • ความเหลื่อมล้ำสุดโต่ง ข้อมูลจาก OECD ชี้ว่าบริษัทไทยเพียง ร้อยละ 5 ของทั้งประเทศ สามารถควบคุมรายได้ได้มากกว่า ร้อยละ 85 ของเศรษฐกิจทั้งหมด
  • การทุจริตเชิงนโยบาย ปัญหาในไทยไม่ได้มีเพียงการติดสินบน แต่เกิดจากการที่กลุ่มทุนเข้าไปวิ่งเต้นเพื่อกำหนดนโยบายภาครัฐและออกกฎหมายข้อยกเว้น เช่น  พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561(พ.ร.บ. EEC) และ  ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้(ร่าง พ.ร.บ. SEC) เพื่อละเว้นการบังคับใช้กฎหมายปกติ
  • ประสิทธิภาพกฎหมายต่ำ แม้ไทยจะมีกฎระเบียบที่ใกล้เคียงกับมาตรฐาน OECD ในบางด้าน (เช่น การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีกฎเกณฑ์ร้อยละ 78) แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับทำได้เพียง ร้อยละ 11 เท่านั้น

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ หัวหน้าทีมรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย

3. ด้านศักดินา กล่าวถึงปัญหาสิทธิเสรีภาพของแรงงานและการปิดกั้นอำนาจต่อรอง

  • สัดส่วนสมาชิกสหภาพต่ำ ประเทศไทยมีสมาชิกสหภาพแรงงานเพียง ร้อยละ 1.3 ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว
  • การไม่ยอมรับอนุสัญญาหลัก รัฐไทยยังไม่ยอมให้สัตยาบันใน อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งว่าด้วยเสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง โดยมักอ้างเรื่องภัยความมั่นคง
  • สถานะในเวทีโลก ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่มีหลักประกันสิทธิแรงงานอันดับท้าย ๆ ของโลกมาโดยตลอด เนื่องจากกฎหมายแบ่งแยกประเภทแรงงานจนทำให้การรวมตัวขาดพลังอำนาจ

จุดสำคัญของกระบวนการเข้าเป็นภาคี (Accession) คือ การที่ประเทศไทยต้องนำเสนอแผนการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD โดยเฉพาะในด้าน สิทธิแรงงาน ความโปร่งใส และการต่อต้านสินบน ซึ่งแผนงานนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่กำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างนิติรัฐของไทยในระยะยาว 

ในมิติของขั้นตอนการประเมิน สุธารี วรรณศิริ ได้อธิบายถึงหลักเกณฑ์ของคณะทำงาน OECD ไว้อย่างชัดเจนว่า "คณะทำงานสามารถให้คำรับรองก่อนมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ได้ หากประเทศที่สมัคร แสดงเจตจำนงและศักยภาพจะแก้ไข จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายทุกฉบับก่อนเข้า OECD แต่หลังคณะทำงานรับรองให้เข้าเป็นสมาชิก OECD แล้วก็สามารถออกคำแนะนำการปรับปรุงกฎหมายต่อในเวลาที่กำหนดได้ด้วย ภาคประชาสังคมก็ร่วมติดตามต่อได้"

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising