เส้นตาย 12 พ.ค. 69 ! NGO ด้านสิ่งแวดล้อม และ ปชน. แถลงเร่งรัด ครม. ดึงร่าง พ.ร.บ.รายงานและเปิดเผยข้อมูลด้านสารมลพิษ หรือ PRTR กลับมาพิจารณาในรัฐสภาต่อ ชี้ยกระดับตรวจสอบอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม สร้างภาพลักษณ์ ใบเบิกทางร่วมกลุ่ม OECD หลังร่างกฎหมายดังกล่าวพิจารณาค้าง และถูกตีตก เนื่องจากไม่ทันก่อน 'อนุทิน' ยุบสภาฯ
28 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (28 เม.ย.) เวลาประมาณ 10.00 น. ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 1 จังหวัดระยอง พรรคประชาชน ร่วมด้วย เครือข่ายภาคประชาสังคมเฝ้าระวังมลพิษ อย่างมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) และกรีนพีช ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งมีมติยืนยันการนำร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) กลับเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาโดยเร็ว เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวถูกตีตกหลังการยุบสภาฯ สมัยที่แล้ว

รู้จักร่างกฎหมาย PRTR
สำหรับร่างกฎหมาย PRTR เป็นร่างที่กำหนดให้โรงงานและอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องรายงานข้อมูลการใช้ การปล่อยมลพิษและสารพิษ ตลอดจนการเคลื่อย้ายสารอันตรายต่อหน่วยงานรัฐ และต้องมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ประชาชนรับรู้อย่างโปร่งใส ผ่านช่องทางเว็บไซต์ออนไลน์ ทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลว่าโรงงานแต่ละแห่งมีการปล่อยสารพิษ หรือมลพิษประเภทใด มีปริมาณมากขนาดไหน และมีการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมอันตรายไปที่ใด และจัดการอย่างไร
การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้ภาครัฐสามารถวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและป้องกันสุขภาพได้ อีกทั้ง ภาคเอกชน หรือเจ้าของโรงงาน สามารถตรวจสอบเช็กได้ว่า สารเคมีในโรงงานมีการรั่วไหล และสามารถจัดการสารเคมีอันตรายในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเป็นกฎหมายที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์นั่นเอง
ในระดับนานาชาติ การมีกฎหมาย PRTR ยังเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เนื่องจากนานาชาติเองก็มองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษ ซึ่งเป็นผลพวงการพัฒนาอุตสาหกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการใช้สารเคมีจำนวนมหาศาล จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจทั่วโลก องค์สหประชาชาติ หรือ UN ตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง และริเริ่มให้ประเทศสมาชิกพัฒนากรอบกฎหมายนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ขณะที่องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ได้กำหนดให้สมาชิกต้องใช้กฎหมาย PRTR เพื่อยกระดับมาตรฐานการควบคุมมลพิษและกฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือทุกประเทศที่จะเข้าเป็น OECD ต้องมีกฎหมาย PRTR บังคับใช้
อย่างไรก็ดี สถาการณ์ของร่างกฎหมาย PRTR นั้น เมื่อสมัยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ได้มีมติเอกฉันท์รับหลักการร่างกฎหมาย PRTR ไปแล้วในวาระที่ 1 และในวาระที่ 2 ทางคณะ กมธ.วิสามัญฯ ได้ทำการพิจารณาร่างกฎหมายจนเสร็จสิ้นแล้ว แต่กระบวนการหยุดลงหลังอนุทิน ยุบสภาฯ เมื่อ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา
เมื่อ 11 เม.ย. 2569 หลังจากที่ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่แล้ว ที่ประชุม ครม. ได้มีมติรับทราบร่างกฎหมายค้างพิจารณา 24 ฉบับ แต่ร่างกฎหมาย PRTR ยังไม่ได้อยู่ในนั้น และหากไม่ทันภายในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ร่างกฎหมายค้างท่อจากสมัยสภาฯ ที่แล้วจะไม่ได้ถูกหยิบมาพิจารณาต่อ และทางภาคประชาชน อาจจะต้องเริ่มผลักดันกฎหมายใหม่อีกครั้งตั้งแต่วาระที่ 1
จี้รัฐบาล ดึงร่าง PRTR กลับมาพิจารณาต่อ
สส.กมนทรรศน์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณหรือความชัดเจนใดๆ จากฝั่งของรัฐบาล ในการให้ความสำคัญกับกฎหมายในการควบคุมมลพิษฉบับนี้เลย จึงขอยืนยันว่าหากทั้งรัฐบาลมีความจริงใจ และตั้งใจจริงในการพาประเทศไทยสู่เป้าหมาย “Net Zero” อย่างที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และที่ให้สัญญากับประชาชน ร่างกฎหมาย PRTR ฉบับนี้มีความจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และอยากฝากถึงสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นำร่าง PRTR มาพิจารณาในรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อเป็นความหวังให้ประเทศไทยในการจัดการสิ่งแวดล้อม และมีระบบการจัดการสารเคมีอันตรายอย่างเป็นระบบและยั่งยืน และหวังว่าจะได้รับฟังข่าวดีจากทาง ครม.ก่อนวันที่ 12 พ.ค.ที่จะถึงนี้ ที่ร่าง PRTR จะได้กลับมพิจารณาต่อในรัฐสภา
กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า การที่ภาคประชาชนเสนอกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเป็นความต้องการเอาชนะใคร แต่เป็นความรู้สึกว่าประเทศไทยต้องมีกฎหมายนี้อย่างจริงจังเสียที แม้ว่าเราจะพระราชบัญญัติที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ หากเราสังเกตดู แม้ว่ากฎหมายเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปี 2535 แต่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และปัญหาผลกระทบสุขภาพของประชาชนกลับย่ำแย่ลง
ผอ.บูรณะนิเวศ กล่าวต่อว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หากเรารวมคำพิพากษาของศาลทั่วประเทศ กล่าวถึงความเสียหายจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม มลพิษปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ และสั่งให้ผู้ก่อเหตุต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และจ่ายเงินให้รัฐในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเยียวยาสภาพแวดล้อม เรากลับพบว่า ผู้ก่อเหตุยังไม่ต้องควักสตางค์ออกมาเลย และเงินส่วนใหญ่ที่เอามาบรรเทาผลกระทบเป็นเงินภาษีของประชาชน
ผอ.บูรณะนิเวศ ระบุว่า ปัจจุบัน พื้นที่ทำการเกษตรหลายแห่งกำลังได้รับความเสียหายรุนแรง จากปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับแม่น้ำสายหลักในไทย ซึ่งมีจำนวน 25 สาย แต่ไม่มีที่ไหนที่มีระดับคุณภาพน้ำดีมาก เนื่อจากมีการทิ้งน้ำเสีย และของเสียในแม่น้ำ ขณะที่น้ำบาดาลใต้ดินปนเปื้อนในระดับอันตราย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย เสี่ยงที่จะทำให้ประชาชนที่บริโภคเข้าไปเป็นโรคมะเร็ง หรือได้รับผลกระทบทางสุขภาพในระยะยาว คนจำนวนมากที่อยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรมต้องสูดดมมลพิษต่อเนื่องทุกวัน เธอคิดว่า บริบทปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทย มันถึงจุดที่จะต้องมีกฎหมาย PRTR เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบว่าโรงงานแต่ละแห่งมีการใช้สารเคมีประเภทใด ใช้จำนวนมากขนาดไหน มีการปลดปล่อยมลพิษอะไร หรือภาคการขนส่งทั้งบนบก ทางน้ำ และอากาศ มีการเคลื่อนย้ายสารเคมีอะไร ปนเปื้อนในแหล่งอาหารเท่าไร ซึ่งกฎหมายฉบับเดียวที่จะให้คำตอบเรื่องนี้ได้คือกฎหมาย PRTR
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง
ผอ.บูรณะนิเวศ ระบุว่า นอกจากกฎหมาย PRTR จะมีความสำคัญในยกระดับการตรวจสอบอาชญากรรม และการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว หากประเทศไทยตั้งเป้าจะเข้าเป็นประเทศสมาชิกขององค์กร OECD การรับรองกฎหมาย PRTR ยังเป็นก้าวที่สำคัญของรัฐบาล ที่จะเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ในอีก 2 ปีข้างหน้า
"กฎหมาย PRTR ไม่ได้เป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ที่จะพาประเทศไทยไปสู่การมีมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหามลพิษโดยตรงที่มีประสิทธิภาพสูง เป็นกลไกที่จะพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศพัฒนา ซึ่งจะเป็นที่ยอมรับของนานาอารยะประเทศด้วย" ผอ.บูรณะนิเวศ ระบุ
ท้ายสุด เพ็ญโฉม ขอเรียกร้องให้ ครม. ภายใต้การนำของอนุทิน ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 147 เสนอร่างกฎหมาย PRTR ต่อประธานสภาฯ ให้ร่างกฎหมายเดินหน้าต่อ และพิจารณาต่อจากวาระที่ค้างไว้ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ซึ่งตอนนี้เหลือระยะเวลาไม่ถึง 20 วันแล้ว ก็อยากจะให้ ครม. มีมติให้สภาฯ รับรองและพิจารณาร่างกฎหมายต่อจากที่ค้างไว้โดยเร็ว ยกระดับมาตรฐานประเทศไทย ให้มีสิ่งแวดล้อมในประเทศที่ดีขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น
