- 'ศิริกัญญา' อภิปรายกระทู้ถามสดรัฐบาล หลังมีมติออก พ.ร.ก.เงินกู้รวดเดียว 4 แสนล้าน มัดรวมแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งที่ไม่เร่งด่วนและไม่มีรายละเอียดโครงการ ส่อขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
- รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแยกเงินเป็น 2 ก้อน คือเงินเยียวยาประชาชนจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ให้ออกผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งอาจใช้งบฯ ไม่ถึง 2 แสนล้าน ส่วนแผนเปลี่ยนพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล แยกออกเป็นอีกกอง เนื่องจากไม่ได้เป็นแผนเร่งด่วน สามารถรอไปใส่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้
- ศิริกัญญา เตือนกู้เงินรวดเดียว 4 แสนล้าน จะไม่สามารถกู้เงินได้อีกแล้ว เนื่องจากเกินเพดานหนี้สาธารณะ ระวังไม่มีกระสุนรับมือวิกฤตในอนาคต
- ด้านภราดร ตอบกรณีไม่ได้ใส่ในงบฯ ปี’70 เนื่องจากตอนนี้ต้องร่าง พ.ร.บ.ให้ทันภายใน ต.ค. 69 ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ส่งโครงการไม่ทันอย่างแน่นอน มั่นใจไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ส่วนแผนใช้หนี้ ก็จะไปตั้งงบฯ ในปีถัดๆ ไปที่ 4% ของงบรายจ่ายทั้งหมด
- ณัฐพงษ์ เตรียมใช้อำนาจนิติบัญญัติยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 หรือไม่ พร้อมระวังไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ช่องทางนี้ขยายอำนาจตัวเอง
7 พ.ค. 2569 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (7 พ.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ครั้งที่ 12 ในวาระการถามกระทู้สดด้วยวาจา ศิริกัญญา ตันสกุล รองหน้าพรรคประชาชน ได้ยื่นถามไปที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่อง การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านวิกฤตพลังงาน และด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ จำนวน 4 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแค่กระทรวงการคลังมีอำนาจในการกู้เงิน แต่เกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน
ศิริกัญญา ตันสกุล
อย่างไรก็ดี วันนี้อนุทิน ติดภารกิจไปต่างประเทศ จึงมอบหมายให้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มาตอบกระทู้แทน
ศิริกัญญา ระบุว่า เบื้องต้น เรายังไม่เห็นว่าหน้าตา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร มีแต่นายกรัฐมนตรีออกมาแถลงว่า ตัว 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง และมีแผนการใช้งบประมาณอย่างไร
รองหัวหน้าพรรคประชาชน จึงขอถามในรายละเอียดดังต่อไปนี้
- จากข่าวประชาสัมพันธ์ (Press Release) ของรัฐบาลเอง จะแบ่งออกมาเป็น 2 แผน คือ
- แผนที่ 1 คือแผน 'ไทยช่วยไทย' คือการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนจากวิกฤตพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท
- แผนที่ 2 คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท
ในแผนที่ 1 โดยหลักการ เธอเห็นด้วยว่า เราต้องมีเม็ดเงินมาเพื่อเยียวยาประชาชน โดยเฉพาะการนำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเฉพาะหน้า ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้เธอไม่ติดอะไร แต่ติดใจเรื่องของวงเงิน และอยากทราบว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร
เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท จะเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง หากอ้างอิงจากแผนของรัฐบาลจะมีเอาใช้ในโครงการช่วยเหลือ คนละครึ่งพลัส 60:40 โดยให้เงินสนับสนุนประชาชนวงเงิน 1,000 บาท/เดือน ระยะเวลารวม 4 เดือน กลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน ซึ่งจะใช้งบประมาณรวม 120,000 ล้านบาท
โครงการที่ 2 เพื่อเอาเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 52,800 ล้านบาท
ดังนั้น ระยะเวลา 4 เดือนแรก รัฐบาลจะใช้เงินรวม 172,800 ล้านบาท เรียกว่าเป็นการใช้เงินหมดหน้าตักอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น
ศิริกัญญา ตั้งคำถามว่า หากเราดูที่หลักการของ พ.ร.ก.เงินกู้ ที่ระบุว่าคือ 5T โดย T แรกคือ 'Target' หรือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เธอจึงมีคำถามว่า การแจกเงินผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ผ่านการลงทะเบียนใหม่ จำนวน 30 ล้านคน เราจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างไร เนื่องจากวิธีการรับสิทธิคือการลงทะเบียนใหม่ 'ใครมาก่อน ได้ก่อน' ซึ่งเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า คนที่ได้รับสิทธิเป็นคนที่เดือดร้อนจริงหรือไม่ และคนที่เดือดร้อนได้รับการช่วยเหลือหรือเปล่า
อย่างไรก็ดี เธอระบุด้วยว่า ใส่ส่วนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เธอไม่ได้ติดใจอะไร เพราะว่าเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างชัดเจน
“แผนการเยียวยาที่จะใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือนแรก โดยที่ไม่ได้มีการมุ่งเป้าแต่อย่างใด ตามที่รัฐบาลแถลง แถมยังเป็นการแจกแบบสุ่มที่คนเดือดร้อนอาจจะไม่ได้ คนที่ได้อาจจะไม่ได้เดือดร้อน จึงสอบถามรัฐบาลว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อย่างไร” ศิริกัญญา ระบุ
รับรัฐบาลเหลือเงินไม่พอเยียวยาประชาชนจากวิกฤตสงคราม
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และเป็นตัวแทนอนุทิน มาตอบคำถามวันนี้ กล่าวว่า ขออธิบายความจำเป็นการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ว่า เราคงเห็นความจำเป็นจากวิกฤตการณ์สงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก เริ่มต้นตั้งแต่ผลกระทบจากสงคราม ส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานน้ำมัน ราคาสินค้า และเป็นภาระของประชาชนต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท
ภราดร ปริศนานันทกุล (ที่มา: TP Channel)
ส่วนทำไมต้องออก พ.ร.ก.เร่งด่วน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของเงินงบประมาณปกติในปี 2569 ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้รัฐบาลเหลือเงินประมาณรายจ่ายกลาง 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถมาเยียวยากับสถานการณ์นี้ได้อย่างถ้วนหน้า และได้อย่างทั้งหมด
ภราดร ระบุว่า การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เดิมรัฐบาลคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณสำหรับหน่วยงานที่ยังไม่ใช้เงินประมาณ 2-3 ไตรมาสแล้ว เราคาดว่า จะได้งบประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท สุดท้ายสำนักงบประมาณ ไปสำรวจ และพบว่าน่าจะเหลือสำหรับงบประมาณที่สามารถโอนได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้ามารวมกับงบประมาณกลางที่เหลืออยู่ 20,000 ล้านบาท ก็จะมีเงินในกระเป๋าประมาณ 40,000 ล้านบาท จึงไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน
ต่อประเด็นคำถามของศิริกัญญา ภราดร ระบุว่า ในส่วนของคำถามถึงงบประมาณของแผน "ไทยช่วยไทย" ที่จะแบ่งเงินออกเป็น 2 โครงการ คือ “คนละครึ่ง พลัส 60:40” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”
“ถามว่าทำไมเทหมดหน้าตัก 200,000 ล้านบาทนี้ เพราะรัฐบาลเชื่อ และมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่ได้มีการประชุมก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งสภาพัฒน์ ทั้งกระทรวงการคลัง ทั้งสำนักงบประมาณ ประเมินสถานการณ์สงครามว่ามันจะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน”
"เราก็ประเมินว่ามันจะอยู่ในการยืดเยื้อระดับกลาง ซึ่งจะไม่จบภายใน 1-2 เดือนแรก แต่เราประเมินว่ามันจะจบช่วงกลางปี หรือสิ้นปีนี้ เพราะฉะนั้น scenario (ฉากทัศน์) แบบนี้แหละ จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องช่วยเหลือ 4 เดือนนี้ เพราะว่าเป็นช่วง 4 เดือนที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสภาวะสงคราม” ภราดร ระบุ
นอกจากนี้ ภราดร ระบุต่อว่า ตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ต้องถามตรงๆ ว่าในประเทศนี้มีใครไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เขาเชื่อว่าทุกคนได้รับหมด กลุ่มผู้เปราะบางเราจัดสรรให้ส่วนหนึ่ง 50,000 กว่าล้านบาท ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนอีก 30 ล้านสิทธิขยับเพิ่มมาจากครั้งที่แล้วตอนรัฐบาล 'อนุทิน 1' เราตั้งเป้าว่าจะมีคนมาลงทะเบียนจำนวน 20 ล้านคน แต่มีคนมาลงจริงแค่ 19 ล้านคน ดังนั้น เราจึงขยายเป็น 30 ล้านคน เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งหมดที่จะได้รับประโยชน์จากการเยียวยาก้อนนี้ 43.2 ล้านคน ผมเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ซึ่งคาดว่าครอบคลุมที่ประมาณ 70-80% ของจำนวนประชากรในประเทศไทย
พ.ร.ก.เงินกู้ ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ?
ศิริกัญญา กล่าวว่า จากคำตอบของภราดรนั้น เธอทราบอยู่แล้วว่ารัฐบาลอยู่ในภาวะที่ถังแตก ดังนั้น เรายิ่งต้องใช้เงินอย่างระมัดระวังที่สุด แต่สิ่งที่รัฐบาลทำ คือมีแผนที่ 2 ยัดไส้เข้ามา คือแผน ”ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” อีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งมีการยัดไส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วนมาอยู่ใน พ.ร.ก.กู้ด่วน เลยต้องถามว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ถ้าไม่ทำตอนนี้มันจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เชียวหรือ เพราะว่าไม่ได้เร่งด่วนจำเป็น และยังไม่รายละเอียดโครงการว่าจะเอามาใช้ในแผนนี้อย่างไร จะบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ได้ภายในปีเดียว ต้องกู้ให้เสร็จภายในกันยายนปี 2570 มันจะเปลี่ยนพลังงานสะอาดได้กี่เปอร์เซ็นต์จากที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้มากขนาดไหน และถ้ารออีก 3 เดือน และให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก็ยังสามารถทำได้ และสถานการณ์ไม่น่าจะเปลี่ยนไปมากนัก
รองหัวหน้าพรรคประชาชน เผยว่า ถ้าเราจะกู้เงินจริงๆ อีก 2 แสนล้านบาท เสนอว่าให้แยกก้อนไปเลย เป็น 2 ก้อน โดยก้อนแรกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อเยียวยา และอีกก้อนหนึ่ง ออก พ.ร.ก.กู้เงิน โดยมีการระบุรายละเอียดโครงการที่จะใช้งบฯ เพื่อให้ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
“ก็ต้องถามว่าเหตุผลใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดไส้โครงการไม่เร่งด่วน เข้ามาใน พ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้เราต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับตัวรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ?” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุ
ภราดร : ไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะแน่นอน
ต่อประเด็นเรื่องการกู้เงินอาจทำให้เกินเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่นั้น ภราดร ระบุว่า เรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งพรรคประชาชนพูดเหมือนกับว่าการออก พ.ร.ก.เงินกู้ จะทำให้มันเกินเพดานหนี้สาธารณะตามที่ได้ตั้งไว้ รัฐบาลได้มีการประชุม 4 หน่วยงานรัฐ และมีแผนการคลังระยะปานกลาง มีการทำฉากทัศน์เอาไว้ด้วย โดยเป็นแผนว่าปีนี้กู้เงิน 2 แสนล้านบาท และปีหน้ากู้เงินอีก 2 แสนล้านบาท ในส่วนของ พ.ร.บ.งบประมาณปกติได้ทำตัวเลขใส่ไว้แล้ว ซึ่งจากการประมาณการณ์ของ 4 หน่วยงาน มองว่าจะไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ
เปลี่ยนผ่านพลังงานเร่งด่วนหรือไม่ อยู่ที่คนมอง
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า ในประเด็นที่ 2 แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานว่าเร่งด่วนหรือไม่ อยู่คนมอง หรือวิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศว่ามองเรื่องวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบไหน หรือเร่งด่วนหรือไม่ เร่งด่วนหรือไม่ ประชาชนได้รับผลกระทบจากพลังงานแน่นอน เรื่องของพลังงานไฟฟ้าที่ประชาชนบ่นกันเยอะแยะมากมายว่าเขาเสียค่าไฟแพง ส่วนหนึ่งมันมาจากพลังงานฟอสซิล ที่ไปผลิตไฟฟ้า ซึ่งส่งผลให้ค่าไฟแพง
ในส่วนของพลังงาน เขาเชื่อว่าในหลากหลายกระทรวงคงจะมีโครงการเข้ามา หลังจากที่ พ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านสภาฯ คงจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองโครงการ และจะทำให้รวดเร็วที่สุด เพื่อให้ตอบโจทย์การพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้นที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากที่สุด และเราไม่รู้ว่ามันจะมีวิกฤตแบบนี้อีกหรือไม่ มันจึงเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ไม่ไปใส่ในงบฯ ปี’70 เพราะว่าหน่วยงานส่งโครงการให้ไม่ทัน
ต่อประเด็นที่ว่าทำไมไม่ให้หน่วยงานรัฐไปร่างโครงการ ภายใต้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไปใส่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 นั้น ภราดร เผยว่า ขั้นตอน ณ ปัจจุบัน กำลังมีการร่าง พ.ร.บ.งบฯ รายจ่ายปี 2570 ให้เสร็จภายใน ต.ค. 2569 นี้แล้ว ซึ่งหน่วยงานรัฐต่างๆ ร่างโครงการส่งเข้าไปใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ไม่ทัน ประกอบกับสำนักงบประมาณได้ปิดคำขอให้หน่วยงานรัฐส่งคำของบประมาณไปที่สำนักงบประมาณแล้ว ดังนั้น ถ้าไปดูในไส้ พ.ร.บ.งบประมาณว่า หน่วยงานได้ขอที่เกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงานมากน้อยขนาดไหน เชื่อว่าไม่มาก เพราะว่าเวลาจำกัด จึงจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้ออก พ.ร.ก.เงินกู้ มาเปลี่ยนผ่านพลังงาน และสร้างความยั่งยืนในการสร้างพลังงานสะอาด แทนการใช้พลังงานฟอสซิล
เตือนออก พ.ร.ก.เงินกู้รวดเดียว 4 แสนล้าน อาจทำให้ไทยไม่เหลือเงินรับมือวิกฤตในอนาคต
ศิริกัญญา ถามคำถามที่ 3 ระบุว่า รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า รายละเอียดโครงการภายใต้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใส่ไม่ทันในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพราะว่ามันแสดงว่า โครงการที่จะอยู่แผน 2 มันยังเป็นวุ้นอยู่เลย เป็นแผนลอยๆ ขึ้นมา และจะเป็นการตีเช็คเปล่า ให้เงินรัฐบาลใช้กลไกคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งเป็นข้าราชการประจำอยู่ดี ในการกลั่นกรองว่าโครงการใดจะได้ไปต่อ เป็นการตีเช็คเปล่ากับประชาชนที่เขาต้องเป็นคนใช้หนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีคณะกรรมการกลั่นกรองแล้ว มันจะไม่ใช่การตีเช็คเปล่า ดังนั้น มันคือคิดไปทำไป มันไม่ได้สะท้อนว่าถ้าไม่ทำวันนี้มันจะกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ พ.ร.ก.มันไม่ควรที่จะออกอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะว่าการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออก พ.ร.ก. มันเป็นการทำงานข้ามหัวสภาฯ ที่สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบหรือให้ความเห็น ดังนั้น ควรใช้อย่างระมัดระวังที่สุด
รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า เธอไม่ติดใจเรื่องการออก พ.ร.ก.เงินกู้มาเยียวยา แต่ถ้าจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ควรจะออกให้น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท และจริงๆ ไม่ต้องออกถึง 200,000 ล้านบาทก็ได้ และก็เก็บกระสุนเอาไว้ ให้ตรงเป้ากลุ่มเป้าหมายแทน แต่นี่ 4 เดือนจะใช้หมดทั้ง 200,000 ล้านบาท เธอคิดว่ายังไงมันมีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและวิกฤตจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ๆ แต่กระสุนก็จะไม่เหลือแล้วที่จะให้เราใช้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
“แถมจะกู้ใหม่ก็ไม่น่าจะได้อีกแล้ว นี่จะเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่เราจะสามารถที่จะออกเป็น พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.ที่จะกู้เงินได้อีกแล้ว ไม่ใช่ว่าค่าหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน แต่ดอกเบี้ยมันก็บานด้วย ถึงแม้ว่าดอกเบี้ยนโยบาย เราจะอยู่ที่ 1% แต่ว่าแนวโน้มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล มันสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยามที่เงินเฟ้อสูง ดังนั้น ก็เลยต้องถาม ที่ผ่านมามีการประกาศแบบแผนการกู้ว่าจะกู้แต่ในประเทศ จะไม่กู้ต่างประเทศ ต้นทุนการกู้ยืมไม่ได้สูงมาก แต่มีแนวโน้มการกู้ยืมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมเมื่อต้นปี ถ้ารัฐบาลจะกู้พันธบัตร 10 ปี ดอกเบี้ยแค่ บาทเดียว 1% เท่านั้น วันนี้ 2% กว่าแล้ว และยังไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน” ศิริกัญญา กล่าว
มีแผนใช้หนี้คืนอย่างไร
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ถามรัฐบาลว่าแผนการกู้เงินตอนนี้ยังไม่ชัด และแผนการกู้เงินก็ไม่มั่นใจว่าจะถูกต้องหรือไม่ และแผนการใช้หนี้เป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเราปล่อยให้รัฐบาลกู้ๆ ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และมันก็กลายมาเป็นภาระใช้คืนทั้งต้นทั้งดอก ที่บดบังงบประมาณรายจ่ายประจำปีทุกๆ ปี วันนี้เราต้องถามว่าแผนการใช้หนี้จะเป็นยังไง จะมีความสามารถใช้หนี้อย่างไร จะต้องจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมหรือไม่ แผนภาษีในอนาคตจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร มีการคุยใน ครม. ก่อนการออกมติ ครม.หรือไม่
ภราดร กล่าวว่า การกู้เงินตอนนี้จะมีดอกเบี้ยประมาณ 1.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่ถูกมาก ส่วนแผนการใช้หนี้จะดำเนินการลักษณะใด ก็จะไปตั้งงบประมาณในปีถัดไป 4% ของงบประมาณรายจ่าย โดยเงินต้นใช้ประมาณ 150,000 ล้านบาท และดอกเบี้ยแยกต่างหาก ก็ดำเนินการแบบนี้ นั่นคือวิธีการที่เราบริหารจัดการหนี้ของรัฐบาลในที่ผ่านๆ มา
ภราดร กล่าวย้ำว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทตรงนี้จะไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 อย่างแน่นอน เนื่องจากมีเหตุผลมีความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์ของรัฐบาลจะถึงมือของประชาชนอย่างแน่นอน
ศิริกัญญา ทิ้งท้ายว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน และมาสอดไส้ยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วน เพียงเพื่อคาดหวังผลอื่นๆ หรือเปล่า ไม่แน่ใจ และถ้ามีการที่มีให้ศาลรัฐธรรมนูญตีตวาม และการกู้จะมีปัญหาในภายหลัง อย่าเอาการเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพราะรัฐบาลเองที่ไม่แยก พ.ร.ก.เงินกู้ออกเป็น 2 ส่วนตั้งแต่แรก ถ้าจะเกิดผลอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
ปชน.เตรียมยื่นศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ขัดมาตรา 172 หรือไม่
ในวันเดียวกัน ทีมสื่อพรรคประชาชน รายงานวันนี้ (7 พ.ค.) พรรคประชาชน โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่รัฐบาลมีมติออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท
(ซ้าย) ศิริกัญญา ตันสกุล และ (กลาง) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ ระบุว่า หลังจากหารืออย่างรอบคอบ พรรคประชาชนเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการสอดไส้การตีเช็คเปล่ากู้เงิน 2 แสนล้านบาท ในเรื่องการผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพราะการออก พ.ร.ก. ในครั้งนี้มี 2 แผนที่มัดรวมกันมาเป็นชุดเดียว และต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาหลายปี นอกจากนี้สิ่งที่ยังไม่มีใครเห็นคือรายละเอียดไส้ในว่า 2 แสนล้านบาทที่รัฐบาลใช้อำนาจในการออกเป็น พ.ร.ก.เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่าต้องเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร
พรรคประชาชน จึงพร้อมที่จะใช้อำนาจที่มีในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ในการเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในลำดับถัดไป และยินดีที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านมาลงชื่อด้วยกัน ซึ่งตามกระบวนการพรรคประชาชนได้มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด คือต้องระมัดระวังไม่ให้การใช้สิทธิเสนอความเห็นตามช่องทางนี้ เป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจของตนเอง เพราะฉะนั้น ในส่วนของคำร้องพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการร่างเอง
ณัฐพงษ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ วงเงินที่เป็นการเยียวยาประชาชนก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะเป็นการเยียวยาแบบสุ่มและไม่ได้พุ่งเป้าอย่างที่รัฐบาลพยายามสื่อสารก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามอำนาจในการตรา พ.ร.ก. ก็เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในกรณีที่มีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในส่วนที่พรรคประชาชนกังวลใจต่อการใช้อำนาจครั้งนี้คือความลุแก่อำนาจ ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ก็คือการกู้ 2 แสนล้านบาทที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน
ในส่วนของศิริกัญญา ระบุว่าสิ่งที่ ภราดรได้ตอบเธอในการตั้งกระทู้ถามสดเมื่อเช้าวันนี้ (7 พ.ค.) ว่าเป็นเพราะคนเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจึงต้องจ่าย 30 ล้านคน แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ควรที่จะจ่ายแบบถ้วนหน้าไปเลย แต่กลายเป็นว่าในทางหนึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เผยว่าอยากให้เป็นการเยียวยาแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง แต่ในรายละเอียดของการเยียวยากลับกลายเป็นการเยียวยาแบบเกือบถ้วนหน้า
ศิริกัญญา ระบุต่อว่า ถ้าจะถ้วนหน้าจริงก็ควรต้องแตะไปที่ 50 ล้านคนขึ้นไป ไม่รวมผู้ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์และอื่นๆ แต่รอบนี้ก็เมื่อรวมทั้งคนละครึ่งและการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ได้รับผลประโยชน์อยู่ที่ราว 44 ล้านคน แสดงว่าจะมีคนส่วนหนึ่งที่ตกหล่นแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ พรรคประชาชนไม่ติดถ้าจะต้องมีการเยียวยาประชาชน แต่ควรจะเลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้ารัฐบาลอ้างว่าทุกคนเดือดร้อนก็ควรจะแจกแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ต้องพูดเรื่องการอยากพุ่งเป้า ถ้าอยากพุ่งเป้ารัฐบาลก็ต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงต้องตกหล่นหรือคนที่ไม่ได้เดือดร้อนกลับได้รับแทน
รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน รัฐมนตรีก็ได้ออกมายอมรับเองแล้วว่ายังไม่มีโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องเข้ามาและผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกที รวมถึงยังยอมรับอีกด้วยว่าการเยียวยาจะเป็นการกู้ปีนี้ (2569) การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า (2570) ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ส่วนที่พรรคประชาชนจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ คือการขอให้ศาลวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่
ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า พรรคประชาชนพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องวินัยการเงินกลางคลังไม่ได้มีแค่เรื่องของเพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องของการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า และตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีเพียงคำตอบเดียวตามโพย อ้างว่าวินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุเพดาน ซึ่งตนไม่ได้ถามในส่วนนั้น ก็อาจช่วยปลอบใจรัฐบาลว่าทุกอย่างยังคงดีอยู่ แต่ทุกคนที่เป็นวิญญูชนย่อมทราบดีว่าวินัยการเงินการคลังได้ถูกทำลายไปแล้ว
