Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • พรรคฝ่ายค้านเข้าชื่อยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน จำนวนประมาณ 2 แสนกว่าล้าน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 หรือไม่ โดยพรรคฝ่ายค้านมีความเห็นตรงกันว่า แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่มาตรการเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สามารถนำโครงการไปใส่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แทนได้ 
  • นอกจากนี้ 'ณัฐพงษ์' ระบุว่า จะมีการเสนอญัตติในสภาฯ ขอตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ ติดตามการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ เนื่องจากการออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองหลายชั้น จึงควรมีคณะ กมธ.ขึ้นมาตรวจสอบ หากรัฐบาลไม่มีเจตนาปกปิด หรือสอดไส้ ก็ไม่ควรโหวต ‘คว่ำ’

 

11 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก The Reporters ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (11 พ.ค.) ที่รัฐสภา พรรคการเมืองฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคนอื่นๆ ได้แถลงร่วมกันว่า พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ  ได้เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาโดยตรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ จำนวน 4 แสนล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 หรือไม่ 

ณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบ ณ ตอนนี้ ก็คือการทำหน้าที่ของรัฐบาล ว่ามีความพยายามสอดไส้เงินกู้อีก 200,000 ล้านบาท ที่จริงๆ แล้วพวกเรามองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนในออก พ.ร.ก.เงินกู้อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้ในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างของพลังงาน โดยใช้เงินเยียวยาเป็นตัวประกัน อันนี้เป็นเนื้อหาที่อยู่ในคำร้องที่ได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา 

หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ในส่วนของข้อมูลประกอบให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา จะมีทั้งเรื่องข้อมูลแผนผลิตภัณฑ์รวมภายในประเทศ (GDP) หรือแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานหลายๆ อย่าง ซึ่งสามารถเอาไปใส่ไว้ในแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ 

ณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่พรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มีความเห็นว่าบางส่วนของมาตรการเยียวยาไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ อาจจะใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตได้เช่นเดียวกัน 

กรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า สำหรับ ปชป. ได้แสดงความเห็นถึงร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้หลายครั้งแล้ว อย่างที่ได้ย้ำให้ประชาชนเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า การกู้เงินใช้ของรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องปกติ มีกฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลทุกรัฐบาลขาดดุลงบประมาณกู้ยืมเงินแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และมาเยียวยาประชาชนได้ แต่การกู้เงินมีข้อจำกัดทุกรัฐบาลเช่นเดียวกัน

โดยปกติแล้ว ทุกรัฐบาลสามารถขาดดุลได้ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ อย่างเช่นในปี 2570 รัฐบาลก็เตรียมที่จะเสนองบประมาณขาดดุลมากถึง 8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญได้เปิดความยืดหยุ่นทุกๆ รัฐบาลเป็นกรณีพิเศษ ในกรณีที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจ หรือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ตามที่พรรคประชาชนกราบเรียนเมื่อสักครู่ ถ้าไม่ใช้เงินโดยเร่งด่วนจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีการขยายความเพิ่มเติมว่าความเร่งด่วนต้องเป็นกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตรงนี้คือสิ่งที่พวกเราพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องร่วมกันตรวจสอบว่า การขาดดุลงบประมาณระดับที่สูงที่สุดตามที่เคยปรากฏมาแล้วกว่าทุกรัฐบาล และรัฐบาลยังมีเจตนาออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติม สอดคล้องกับเงื่อนไขตามกฎหมายหรือไม่ 

จากการที่พวกเราฝ่ายค้านได้ศึกษาข้อเสนอของรัฐบาล และดูจากสภาวการณ์เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน เปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาลในอดีตที่ล้วนเกิดขึ้นในช่วงวิกฤต ที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจทุกครั้ง เราจึงมีข้อสรุปว่าการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 

ณัฐพงษ์ กล่าวว่า โดยตอนนี้ พ.ร.ก.มีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ไปแล้ว แต่ในตัวคำร้องเอง เราก็ได้มีคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย หรือมีคำสั่งออกมาในเบื้องต้น ถ้าหากว่ามีการรับคำร้องไว้พิจารณา เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็น พ.ร.ก.เงินกู้ หากรัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินออกไปก่อน และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในภายหลังว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น ก็อาจจะมีผลตามมาภายหลังได้ว่า ตกลงเงินที่กู้มาและใช้ไปก่อนหน้านี้ จะดำเนินการอย่างไร ต้องเรียกคืนหรือไม่ ในคำร้องเราก็มีการระบุอย่างรัดกุมว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเฉพาะหน้าว่า ตกลงแล้วจะระงับการเบิกจ่าย พ.ร.ก.เงินกู้ ในส่วนของ 2 แสนล้านบาท ในส่วนที่เราไม่เห็นว่ามีความเร่งด่วน ก่อนหรือไม่ อย่างไร 

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตามเงื่อนไขของมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ พิจารณาจะเป็นรายฉบับ แล้วแต่กรณี และก็ยืนยันว่าเราพิจารณาเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ และศาลรัฐธรรมนูญเคยถูกวิจารณ์ว่า การเขียนคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันทุกองค์กร บางทีมันไปก้าวล่วงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารรึเปล่า อย่างเช่น ในเรื่องคำวินิจฉัยที่เคยออกมา ก้าวล่วงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารรึเปล่า อย่างเช่นคำวินิจฉัยที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ว่าต้องทำให้ถนนลูกรังหมดประเทศก่อน และค่อยใช้ทำรถไฟความเร็วสูงได้ ดังนั้น จากการหารือของพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกฝ่าย เราพยายามเขียนคำร้องให้รัดกุม และรอบคอบที่สุด เพื่อที่จะใช้อำนาจนี้ฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างน้อยที่สุดที่จะถ่วงดุลฝ่ายบริหาร และก็ป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต 

หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เรื่องมาตรา 173 ที่ให้ยื่นประธานรัฐสภา เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ยื่นเฉพาะมาตรา 172 วรรค 1 เท่านั้น แต่ว่าในเรื่องของเหตุความจำเป็นรีบด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มันจะต้องล้อกับวรรค 1 ที่เป็น เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การเขียนคำร้องต้องเขียนไปตามบทบัญญัติตามวรรค 1 อยู่แล้ว แต่ว่าเหตุผลประกอบคือ มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องกู้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ด้วยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ มันมีความจำเป็นที่เร่งด่วน และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงหรือไม่ หรือว่าควรทำในระบบงบประมาณปกติ ซึ่งมันต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานได้ ดังนั้น การดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณตามปกติ มันก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเราแย่ลง หรือมีความเสี่ยงแต่อย่างใด ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่อยู่ในคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ

กรณ์ ระบุว่า ถ้าเราศึกษาใน พ.ร.บ.วินัยทางการคลัง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกหลังรัฐธรรมนูญ 2560 หรือมีผลบังคับใช้ในปี 2561 ก็จะระบุชัดเจนในเรื่องของการออก พ.ร.ก.ว่าจะทำได้ในกรณีที่จำเป็น และเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ประเด็นนี้มีนัยยะสำคัญแน่นอน ทั้งมีผลต่อ พ.ร.ก. และก็ต้องลองเปรียบเทียบในอดีต ไม่ว่าจะเป็นปี 2541 ช่วงต้มยำกุ้ง หรือปี 2552 เรื่องวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือปี 2563 วิกฤตโควิด-19 สถานการณ์ที่เศรษฐกิจติดลบทุกกรณี สถานการณ์ที่ถ้าไม่มีการกู้ยืมเงินโดยเร็ว จะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่มีความชัดเจน เป็นสถานการณ์ที่เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร ก็เป็นวิจารณญาณของศาลรัฐธรรมนูญที่ควรจะต้องพิจารณา

ณัฐพงษ์ กล่าวว่า อีกส่วนที่เตรียมดำเนินการคู่ขนานกันผ่านกระบวนการในสภาฯ คือจะมีการเสนอญัตติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ด้วย ก็คาดหวังว่าไม่อยากให้รัฐบาลโหวตคว่ำ ไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ เพราะว่าสิ่งที่พวกเราพยายามตั้งคำถามคือการอาศัยอำนาจการออกตาม พ.ร.ก. เท่ากับว่ามีคณะกรรมการมากลั่นกรองแค่ไม่กี่ชั้น ต่างจากการใช้งบประมาณตามปกติที่มีการตั้งคำร้อง การพิจารณาทางสภาฯ หลายชั้น ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่มีเจตนาปกปิด หรือว่าสอดไส้ หรือว่าตีเช็คเปล่า หรือลัดขั้นตอนกระบวนการปกติ ก็ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องมาโหวตคว่ำการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ 

รัฐบาลชะลอถก พ.ร.ก.เงินกู้ หลังฝ่ายค้านยื่นตีความ

ในวันเดียวกันนี้ ที่รัฐสภา กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1 ระบุว่า หลังจากที่มีการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว รัฐบาลสามารถเดินหน้าได้ แม้ฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม ทั้งนี้ ในการพิจารณาของสภาฯ ทราบว่า โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ยังไม่ได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ดังนั้น การประชุมสภาฯ ในวันที่ 14 พ.ค. จึงเป็นวาระปกติ คือ มีกระทู้ถามสด และกระทู้ถามทั่วไป ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)สามัญ 35 คณะ หากบรรจุระเบียบวาระ ก็พร้อมที่จะตั้ง กมธ.ภายในสัปดาห์นี้ จากนั้น ในวันที่ 15 พ.ค. จะมีการประชุมนัดแรกของ กมธ.ทุกคณะ เพื่อตั้งประธาน กมธ.และตำแหน่งอื่นๆ จากนั้นจะได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในสัปดาห์ถัดไป

ต่อกรณีที่สื่อถามว่า ฝ่ายค้านเสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กรวีร์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนั้น การประชุมสภาฯ ในวันที่ 14 พ.ค. คิดว่าไม่น่าจะมีการยื่นเสนอญัตติดังกล่าวแล้ว เพราะต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่คาดว่าคาดจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 60 วัน

เมื่อถามว่ากังวลเรื่องความล่าช้าในการประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่ กรวีร์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะมีผลบังคับใช้ และประกาศเป็นกฎหมายแล้ว จึงขอยืนยันกับประชาชนให้รับทราบว่าการที่เสนอ พ.ร.ก.เข้าสภาฯ นั้นเป็นเพียงการยืนยัน และทำให้เป็นกฎหมาย แต่เมื่อมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกฎหมาย ทางสภาฯ ต้องชะลอการพิจารณาออกไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และตนเชื่อว่าไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไรประธานสภาฯ จะรีบบรรจุ ให้เป็นวาระในการพิจารณาต่อไป

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง