รัฐสภา ลงมติผ่านฉลุย ร่างกฎหมาย 34 ฉบับที่พิจารณาค้างจากรัฐบาลสมัยที่แล้วได้ไปต่อ แต่ไม่มีร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ PRTR ธรรมนูญศาลทหาร และอื่นๆ ด้าน ‘ภราดร’ เปรย 19 พ.ค. เตรียมหารือ ‘อนุทิน’ หากไม่มีปัญหา เตรียมเข้าชื่อ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ โต้ 'ภราดร' ไม่จริงที่ภาคประชาสังคมไม่เคยยืนยันร่าง PRTR
15 พ.ค. 2569 เว็บไซต์ มติชน ออนไลน์ รายงานวันนี้ (15 พ.ค.) ที่ประชุมรัฐสภา โดยมีโสภณ ซารัมย์ ในฐานะประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐสสภา ยังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายเสร็จแล้ว
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ให้กล่าวขอบคุณข้อคิดเห็นของสมาชิก และยืนยันความจริงใจและเจตนารมณ์ของรัฐบาลชุดนี้ ในการให้ความสำคัญกับสถาบันนิติบัญญัติ ไม่ได้ยืนยันร่างกฎหมายเฉพาะของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมีร่างของ สส.และภาคประชาชน ซึ่ง 34 ฉบับ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์และความจริงใจของรัฐบาลที่จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ต่อการยืนยันร่างกฎหมาย ซึ่ง ครม. มีการยืนยันถึง 2 ครั้งมีเหตุผลทั้งสิ้น
ภราดร ชี้แจงว่า สำหรับร่างกฎหมายของภาคประชาชน ที่เสนอต่อสภาฯ ชุดที่แล้ว 6 ฉบับ ครม. ยืนยัน 1 ฉบับ เพราะมีการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนมายังรัฐบาล ส่วนที่เหลือนั้นไม่มีประชาชนที่แจ้งเจตจำนง ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ แม้มี สว.ทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ยืนยันร่างกฎหมายของประชาชน แต่เจตจำนงไม่ชัดเจนเหมือน กรณีของน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค อย่างไรก็ตามตาม พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ยังมีเวลาให้ประชาชนยืนยันร่างกฎหมาย ภายใน 120 วัน และให้รัฐบาลทบทวน โดยมีเวลาสิ้นสุดคือ 12 ก.ค.
"ผมขอย้ำว่ารัฐบาลจริงใจ ถ้าไม่ใส่ใจรัฐบาลทำได้ง่ายๆ 2 ทางคือยืนยันทั้งหมด 100 กว่าฉบับ เอาใจพวกเราสมาชิกรัฐสภาที่เสนอเข้ามา หรือไม่ยืนยันเลยแม้แต่ฉบับเดียว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายรัฐบาลที่ดำเนินการแบบนั้น นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมบอกในเบื้องต้นว่านี่คือเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐบาลในการยืนยันกฎหมายผ่านการวิเคราะห์ผ่านการพิจารณาและการถกเถียงอย่างถ้วนถี่" ภราดร กล่าว
ภราดร กล่าวต่อว่า สำหรับร่างกฎหมาย อสม.เป็นหนึ่งฉบับที่ ครม.ไม่ยืนยัน หลายคนบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ให้ความสำคัญกับ อสม. สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ต้องการกำหนดในกฎหมายให้ชัดเจนว่า เงินค่าตอบแทนของ อสม.จะต้องถูกเขียนบัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าที่รัฐบาลไม่ยืนยัน เพราะไม่ใส่ใจเรื่องค่าตอบแทน อสม. หากย้อนกลับไปค่าตอบแทน อสม.เริ่มในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ 500 บาท และมีการเพิ่มค่าตอบแทนเป็น 2,000 บาท ในช่วงหลังโควิด-19 ที่มีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ที่รัฐบาลเป็นกังวลในกฎหมายฉบับนี้เพราะมีการเขียนเอาไว้ว่า อสม.ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป อาจจะมีปัญหาได้ แต่หากดูความเป็นจริง อสม.มีอายุเกิน 60 ถึง 70 ปีเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นเหตุที่รัฐบาลไม่ยืนยัน แต่กระทรวงสาธารณสุขได้มีความพยายามจะเร่งกฎหมาย อสม.อย่างเร่งด่วนโดยเร็ว
เตรียมหารือ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 19 พ.ค.นี้
ภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจและมีเจตจำนงชัดเจนต่อการแก้รัฐธรรมนูญโดยเปิดช่องให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยเขาได้หารือกับอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ว่า วันที่ 19 พ.ค.นี้จะหารือในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย หากไม่มีเหตุขัดข้องจะให้ สส.ทั้ง 190 คนยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนตามผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง
ภราดร กล่าวอีกว่า หากถามว่าเหตุใดรัฐบาลถึงไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ เพราะรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้ควรที่จะเริ่มต้นที่รัฐสภา ควรที่จะให้รัฐสภาเป็นคนเริ่มเกมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญเราปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่เป็นร่างที่มีปัญหาและนำไปสู่การยุบสภาเมื่อครั้งที่แล้ว และมีประเด็นเรื่องของอำนาจ สว. เขาเชื่อว่าจะถูกล้มในชั้น สว.แน่นอน เขามีเจตจำนงที่อยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ เพราะมีบางอย่างที่ไม่เห็นด้วยในชั้นกรรมาธิการ แต่ก็อะลุ่มอล่วย เพราะอยากให้เดินหน้าไปสู่การลงมติในวาระ 3 และให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปได้ แต่สุดท้ายพวกตนพรรคภูมิใจไทยไปโหวตเห็นด้วยกับทาง สว.ทางฝ่ายพรรคประชาชนก็ไม่พอใจ หัวหน้าพรรคประชาชนก็พูดว่าไปต่อไม่ได้ แล้วขอนายกฯยุบสภา ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้รัฐบาลไม่ยืนยัน
“เมื่อมีรัฐสภาชุดใหม่เข้ามา จึงเป็นความชอบที่สภาจะเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่เข้ามา ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ได้นำร่องแล้ว เพราะพรรคภูมิใจไทยมี 192 เสียง ก็สามารถเสนอด้วยตนเองได้ นี่คือเจตจำนงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ต่างจากสมาชิกรัฐสภาในการเดินหน้าให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของประชาชน 21 ล้านเสียง ที่ทำประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา” ภราดร กล่าว
'อภิสิทธิ์' โต้ภราดร ไม่จริงที่ภาคประชาชนไม่เคยยืนยันให้พิจารณาร่าง PRTR ต่อ
จากนั้น เวลา 15.40 น. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นถามว่า เขาขอขอบคุณรัฐมนตรีที่กรุณาทำหน้าที่ชี้แจง ซึ่งความจริงตอนที่ตนอภิปรายได้ระบุว่าความเหมาะสมจริงๆ แล้วควรจะเป็นรัฐมนตรี (ครม.) ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ละฉบับมาตอบ จริงๆ รัฐมนตรีพยายามอธิบายว่าการยืนยันหรือไม่ยืนยันกฎหมายนั้น ท่านไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เอาเฉพาะร่างของ ครม. พรรคการเมือง หรือภาคประชาชน แต่พวกเราที่อยู่ในสภาฯ มานาน เมื่อกฎหมายผ่านวาระที่ 1 รับหลักการ เรามักจะพูดเสมอว่าเจ้าของคือสภาฯ ไม่มีกฎหมายรัฐบาลหรือกฎหมายฝ่ายค้าน พรรคนั้นหรือพรรคนี้ ซึ่งคำชี้แจงในทำนองว่ายังมีปัญหาความเห็นแย้ง เขาไม่อยากให้รัฐบาลดูแคลนการทำงานของสภาฯ หลายฉบับกรรมาธิการฟังทุกฝ่ายมาแล้ว จึงได้มีข้อสรุป สิ่งที่เราต้องการในวันนี้คือสภาฯ สามารถสานต่องานของสภาฯ ชุดที่แล้วได้
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีกฎหมาย 2 ฉบับที่คำชี้แจงของท่านทำให้ตนไม่สบายใจ คือ 1.เรื่องการรายงานเคลื่อนย้ายมลพิษ ซึ่งในคำอธิบายกลับกลายเป็นว่าท่านบอกว่าภาคประชาชนไม่ได้แสดงเจตจำนงในการที่จะยืนยัน ซึ่งคนกลุ่มที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ได้ยื่นหนังสือและแถลงข่าว นอกจากนั้นยังเดินสายพบกับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเมื่อได้รับเรื่องจากพวกเขาได้โทรหารัฐมนตรี 2 คน สส.พรรครัฐบาล 1 คน ว่าเขาประสงค์จะยืนยัน และเห็นด้วยกับเขา ฉะนั้น ไม่จริงที่บอกว่าเขาไม่ได้แสดงเจตจำนง
"วันนี้ทำของเขาตกแล้ว อย่าไปโทษเขาว่าเป็นเพราะเขาไม่ยืนยัน เพราะผมคนหนึ่งและเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกอีกหลายพรรค ก็ได้พบกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งการที่ท่านบอกว่าไม่เป็นไร รัฐบาลปล่อยตกไปเขายืนยันได้ ถูกต้องครับ แต่ความต่างกลับกลายเป็นว่า ถ้าท่านยืนยันเราตั้งต้นจากการมีร่างที่ทุกฝ่ายเห็นชอบด้วยกันแล้ว เพราะผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการแล้ว แต่ที่เขายืนยันได้ตามสิทธิ์ เหมือนกับเสนอกฎหมายใหม่ กลับยากขึ้นไปอีก แล้วถามว่าผมทราบหรือไม่ว่าทางรัฐบาลคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วเอาสาระตรงนี้ใส่เข้าไป ผมทราบ แต่ถ้าใส่ใจจริงๆ ท่านจะพบว่าการแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับนั้น จะต้องเสียเวลาอีกมากเพราะรื้อกฎหมายเกือบทั้งฉบับ ในขณะที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรายงานและเคลื่อนย้ายมลพิษ ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปก่อนจะเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับประชาชนที่ต้องอยู่กับเรื่องเหล่านี้ และเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเองในเรื่องของ OECD ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าถ้าภาคประชาชนยืนยันกฎหมายฉบับนี้ ถ้าถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงิน นายกฯ จะเซ็นรับรองให้ทันที หรือถ้าเข้ามาอยู่ในระเบียบวาระ รัฐบาลจะยืนยันเลื่อนระเบียบวาระนั้นมาให้เขาก่อน ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าก็ยังเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนขึ้นว่าเราจะได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน" อภิสิทธิ์ กล่าว
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า กฎหมาย อสม. ที่ท่านพูดความจริงเถียงมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว แล้วเขาก็ยืนยันว่า เรื่องอายุไม่เกิน 60 ปี เขาหมายถึงตอนที่จะรับเข้ามาเป็นอสม. แต่อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วและอายุเกิน 60 ปี เขา ก็ยังยืนยันหลักที่บอกว่าจะพ้นจากการเป็นอสม. ด้วยเงื่อนไข เช่น ตาย ลาออก หรือไม่ผ่านการประเมิน ตนเห็นใจ รัฐมนตรีที่แปลกอยู่ว่าจะต้องมาชี้แจงแทนทุกกระทรวง แต่ข้อเท็จจริงคืออย่างน้อยที่สุด 2 ฉบับนี้ อยากให้ทางรัฐบาลช่วยทำให้สามารถกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาให้เร็วที่สุด และย้ำว่ากฎหมายใดที่พวกเรารับหลักการแล้วเป็นของพวกเราทุกคน ไม่ต้องแบ่งแยก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง สส.ได้อภิปรายแล้ว ประธานสภาได้เปิดให้ลงมติเห็นชอบให้กฎหมายทั้ง 34 ฉบับไปต่อหรือไม่ โดย ผลการลงคะแนน 611 ต่อ 3 เห็นชอบพิจารณากฎหมาย งดออกเสียง 1
ย้อนฟังอภิปราย ก่อนรัฐสภาลงมติ
ก่อนหน้านี้ ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (15 พ.ค.) เวลา 9.30 น. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จั่วหัวอภิปรายคนแรก เริ่มตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไรในการเอาร่างกฎหมายกลับมาพิจารณา เพราะว่าร่างกฎหมายของประชาชน และกระทบต่อโครงสร้างอำนาจถูกปัดร่วงหมด
เขาเริ่มจากอภิปรายเรื่องกฎหมายคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม คือ กฎหมาย PRTR และ พ.ร.บ.โรงงาน ที่มีสาระสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลสารเคมีและปล่อยมลพิษ และเป็นร่างกฎหมายที่สำคัญกับการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีความย้อนแย้งอย่างมาก เพราะแต่เดิมรัฐบาลประกาศนโยบายว่าจะเข้าร่วม OECD แต่ตอนนี้มาปัดตกร่าง PRTR ของภาคประชาชน ซึ่งการผ่านร่างกฎหมาย PRTR เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศที่จะเข้าร่วม OECD
กฎหมายชุดที่ 2 ที่เขาตั้งคำถาม คือกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่คืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนต่างจังหวัด เพราะว่าเรามีปัญหาที่รัฐไปประกาศพื้นที่ป่าสงวนทับที่ดินจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วง คสช. มีประชาชนจำนวนมากที่อาศัยในที่ดินเหล่านั้นตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษมานานแล้ว แต่รัฐบาลไปประกาศเขตป่าสงวนทับที่ดินของเขา ตอนนี้มีประชาชนต้องถูกดำเนินคดีติดคุกติดตารางโดยที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด มาจากการดำเนินการที่ไม่เป็นธรรมของภาครัฐ เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ ที่ช่วยคุ้มครอง และยกระดับสิทธิของแรงงาน สร้างความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจ แต่กลับถูกปัดตกเช่นเดียวกัน
ณัฐพงษ์ ระบุว่า ชุดต่อมา พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร วันนี้เรามีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นวงกว้างทุกระดับทุกองค์กรในไทย และการแก้ไขที่จำเป็นคือการมีระบบถ่วงดุลตรวจสอบให้เป็นมาตรฐานสากล ความสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือถ้าทหารมีการทุจริต หรือมีการคอร์รัปชันการจัดซื้อ-จัดจ้างอาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ เราจะตรวจสอบอย่างไร หรือเราจะปล่อยให้ทหารโกงเอง ตัดสินกันเองในศาลทหาร หรือควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลอาญา พลเรือน ทุกองค์กรล้วนมีคนดีและไม่ดี แต่สำคัญคือกลไกตรวจสอบที่เที่ยงธรรม ไม่ใช่ระบบผลัดกันเกาหลัง
ท้ายที่สุดคือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราได้ฟังเหตุผลของภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่บอกว่า หากเอารัฐธรรมนูญกลับเข้ามาพิจารณาต่อ อย่างไรก็คงไม่ผ่านรัฐสภาชุดนี้ เพราะมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางส่วนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งตกลงแล้วอำนาจการพิจารณาอยู่ที่รัฐบาล หรือรัฐสภา รัฐบาลสามารถคิดแทนได้หรือว่า รัฐสภาไม่เห็นชอบกฎหมายแน่นอน ปัดตกเลยดีกว่า หรือจริงๆ ควรให้รัฐสภาแห่งนี้ลงมติร่วมกันว่ากฎหมายฉบับใดจะได้ไปต่อหรือไม่ไปต่อ และร่างกฎหมายที่รัฐบาลส่งกลับมา 34 ฉบับ มั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้ไปต่อ หรือมีการคุยกันหลังบ้านเรียบร้อยแล้ว
ท้ายที่สุด หัวหน้าพรรคประชาชน จึงขอสอบถาม ครม.ว่าอะไรคือหลักการที่จะใช้พิจารณากฎหมาย วันนี้ขอย้ำว่าเราไม่ได้อยากฟังคำตอบเทคนิคทางกฎหมายจากตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่อยากทราบว่ารัฐบาลมีหลักการอย่างไรที่เลือกหยิบหรือไม่เลือกหยิบกฎหมายมาพิจารณาต่อ
"หรือจริงๆ แล้ว กฎหมายใดที่จะแตะโครงสร้างอำนาจของท่าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการปฏิรูปกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุน ที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนของท่านหรือเปล่า หรือแม้แต่กฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่หลายๆ คนออกมาตั้งคำถามว่า ถ้ามันกำลังจะเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ หรือไม่ อย่างไร"
"รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่พวกเรากำลังวิจารณ์ว่า กติกาสูงสุดของประเทศนี้กำลังเป็นฐานอำนาจให้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินของท่านหรือไม่" หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว
'กมนทรรศน์' เผยปัดตกร่าง PRTR ทำไทยเสียโอกาสอื้อ
กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง พรรคประชาชน ได้อภิปรายการร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังไม่ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งเธอเสียใจที่รัฐบาลไม่ได้หยิบเอาร่างกฎหมาย PRTR หรือร่างกฎหมายเปิดเผยข้อมูลครอบครองสารเคมี และการปล่อยมลพิษ ที่ตกค้างจากสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 และมีการพิจารณาในชั้น กมธ.เสร็จสิ้นแล้ว
เธอยืนยันว่าจะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ต่อไป แม้ว่า ครม.จะมีมติไม่เอาร่างนี้กลับมาลงมติในรัฐสภา เพื่อพิจารณาต่ออีกครั้ง
ข้อมูลสถิติระบุว่า อุบัติภัยทางด้านสารเคมี ตั้งแต่ปี 2560-2566 ไม่เคยลดลงเลย โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งกากของเสีย เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี และเมื่อตรวจสอบข้อมูลคู่ขนานกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า ในปี 2566 เกิดอุบัติเหตุ และอุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรม จำนวนสูงถึง 140 ครั้ง และปี 2567 มีตัวเลขลักลอบทิ้งกากของเสียอันตราย จำนวน 7 ครั้ง แม้ว่าความเสียหายภาพรวมจะลดลง แต่ความเสียหายกลับรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น การระเบิดของโรงงานหมิงตี้ มหากาพย์ความทรมานของพี่น้องบ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง หรือการลักลอบขนกากแคดเมียมจากจังหวัดตาก
กมนทรรศน์ ระบุว่า การทิ้งกฎหมายของ PRTR ทำให้เราสูญเสียโอกาสในทุกมิติ ทั้งโอกาสในเวทีโลก โดยเฉพาะการเข้าร่วมในกลุ่ม OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) การเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero แต่สิ่งที่รัฐบาลทำย้อนแย้ง เพราะ OECD ระบุชัดว่าประเทศสมาชิกต้องมีมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การทิ้งกฎหมาย PRTR คือการทิ้งโอกาสเข้าร่วม OECD และการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาประชาคมโลก
ต่อมา เราสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งการที่เราเข้ากลุ่ม OECD มีการประเมินตัวเลข GDP ของไทยเพิ่มขึ้น 1.6% หรือเท่ากับ 2.7 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลกำลังทำให้เราพลาดโอกาสนี้ อีกทั้ง ยังสูญเสียโอกาสการส่งออก สูญเสียการลงทุน หรือการสร้างงานใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียว (ESG) ที่ทั่วโลกต้องการ
"รัฐบาลกำลังจะพรากสิ่งที่สำคัญออกไปจากประชาชน คือสิทธิในการรับรู้ พวกเขาเสียสิทธิที่จะได้รู้ว่าโรงงานไหน ทิ้งสารเคมีอันตรายอะไรออกมาบ้าง ซึ่งเป็นมาตรฐานกว่า 50 ประเทศทั่วโลกเขาใช้กันแล้ว การปล่อยปละละเลยกฎหมายฉบับนี้ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มขึ้น กลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมกอบโกยประโยชน์ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทิ้งให้ประชาชนตาดำๆ แบกรับต้นทุนด้านสุขภาพเพียงฝ่ายเดียว" กมนทรรศน์ ระบุ
เธออยากฝากคำถามถึงรัฐบาล ว่ารัฐบาลกำลังพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนสีเทา มากกว่าการพิทักษ์ผลประโยชน์ ปกป้องสุขภาพและลมหายใจของประชาชน ใช่หรือไม่ หากไม่ใช่ ก็ควรนำร่างกฎหมาย PRTR เข้าสู่การพิจารณาสภาฯ อีกครั้ง
ร่างกฎหมายภาคประชาชน ควรไปต่อ
เวลา 10.10 น. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้รัฐบาลทบทวนการปัดตกกฎหมายภาคประชาชน หรือกฎหมายที่ช่วยประชาชน ชี้สะท้อนทิศทางการทำงานของรัฐบาลอยู่ที่ไหน
อภิสิทธิ์ เผยว่า วันนี้เขายินดีที่จะสนับสนุนร่างกฎหมายที่รัฐบาลส่งกลับเข้ามาให้รัฐสภาลงมติ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน พ.ร.บ.ล้มละลาย ที่ช่วยเหลือเรื่องการฟื้นฟูกิจการ กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ซึ่งตัวเขาอยากเห็นการแก้ไขปัญหาการสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด เพราะหลายครั้งความพยายามที่จะตรวจสอบการผูกขาด หรือการรวบอำนาจทางธุรกิจ มักไปติดขัดที่คำนิยามว่า ผู้ประกอบการนั้นมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ ทำให้หลายเรื่องเสียเวลา เพราะมีภาระพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ อีกทั้ง เขาเห็นด้วยว่าควรให้อำนาจคณะกรรมการฯ สามารถเข้าไปดำเนินการได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่
อย่างไรก็ดี แม้เขายินดียืนยันสนับสนุนกฎหมายที่ส่งกลับเข้ามา แต่ก็ต้องคำถามว่าทำไมร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนผลักดันเข้ามา และกฎหมายที่ช่วยเหลือประชาชนกลับถูกปัดตกออกไป
เริ่มที่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 เพราะเมื่อมีการทำประชามติและเสียงประชาชนเห็นชอบจำนวนมาก มหาศาล แต่เขาคิดว่ารัฐบาลน่าจะแสดงความเคารพต่อเจตจำนงของประชาชน และต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ซึ่งร่างพิจารณาค้างอยู่นั้น หนึ่งในประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดคือหมวด 1 ทั่วไป และหมวด 2 สถาบันกษัตริย์ ในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้มีการเดินหน้าด้วยความประนีประนอมได้แล้ว แต่วันนี้รัฐบาลกลับเลือกให้กระบวนการนี้กลับไปเริ่มต้นใหม่ และทำให้เกิดความขัดแย้งในประเด็นที่ละเอียดอ่อน และเป็นประเด็นความขัดแย้งของสังคม ซึ่งมีแต่จะทำให้ปมปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับเข้ามาอยู่ในวังวน ที่รัฐบาลไม่ควรจะส่งเสริม
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า กฎหมาย PRTR หรือกฎหมายรายงานเรื่องมลพิษและการเคลื่อนย้ายมลพิษ ซึ่งรัฐบาลไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเลย แม้จริงอยู่ที่ประชาชนที่เป็นผู้เข้าชื่อในเรื่องนี้ ตัวแทนของเขาสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายยืนยันมาได้ แต่เขาต้องมาตั้งต้นวาระที่ 1 และต่อคิวกฎหมายอีกหลายฉบับ สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือ รัฐบาลไม่ดูคำแถลงของตัวเองเลยหรือ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายมาตรฐาน หากเราประสงค์จะอยู่ใน OECD ก็ต้องผ่านกฎหมายนี้ และกฎหมายนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กฎหมายผ่านคณะกรรมาธิการจนได้รายละเอียดในระดับหนึ่งแล้ว เพียงแค่ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอ ท่านก็ตัดสินใจว่าไม่ให้ไปต่อ
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอีก 3-4 ฉบับที่รัฐบาลไม่ให้ไปต่อ ซึ่งก็สะท้อนใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศอยู่ที่ไหนอย่างไร
ขณะที่กฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองได้ไปต่อ แต่นิรโทษกรรมให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากนโยบายที่รัฐประกาศที่ทับ ซึ่งจริงๆ สภาฯ ทุกชุดต้องยกมาถกเถียงกันว่าจะช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ทำกิน หรือเข้าไปอยู่และถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้งที่หลายกรณีรัฐไปรุกเขา ไม่ใช่เขารุกที่ดิน จะนิรโทษกรรมให้กับคนเหล่านี้ รัฐบาลกลับบอกว่าไม่ให้ไปต่อ และไม่ให้เหตุผล
ตอนนี้กลายเป็นกฎหมายที่ประชาชนอยากเดินหน้า ประชาชนเสนอ และแก้ไขปัญหาประชาชน รัฐบาลกลับบอกว่าไม่ให้เดินหน้า และให้ไปตั้งต้นกันใหม่ ร่างแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน รัฐบาลก็ไม่ให้ไปต่อ เราไม่ได้บอกว่าร่างกฎหมายเหล่านี้ไม่มีปัญหา อาจจะมีผลกระทบทางด้านภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม เรื่องนี้เราเข้าใจ แต่กฎหมายที่รัฐบาลยืนยันก็มีปัญหาเหมือนกัน จะอ้างเพียงแค่ว่ายังมีความเห็นที่แตกต่าง และไม่ยืนยัน คงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แท้จริง
การที่รัฐบาลปัดตก ไม่เอาร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกลับมาพิจารณาในรัฐสภา สะท้อนให้เห็นความใส่ใจกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจก็คือคน กลับถูกมองข้ามไป
อภิสิทธิ์ ระบุว่า เขาเห็นด้วยกับผู้นำพรรคฝ่ายค้านว่า มันไม่ใช่เทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของเจตนารมณ์ในการผลักดันร่างกฎหมาย เขาพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายที่รัฐบาลส่งกลับมายืนยันให้พิจารณาต่อ และอยากให้รัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิดว่า แม้ท่านจะมีอำนาจบริหาร แต่ท่านมาจากที่นี่ และที่นี่มาจากประชาชน อะไรที่ประชาชนเขาแสดงเจตนารมณ์แล้ว กฎหมายที่ประชาชนรวมตัวเพื่อผลักดันกฎหมาย อำนาจอยู่ที่เราอยู่แล้ว ให้โอกาสให้เขาได้ทำสิ่งเหล่านี้ และขอให้คิดถึงกลุ่มคนเล็กๆ น้อย ถึงจะถือได้ว่าเป็นตัวแทนประชาชน
'เลาฟั้ง' ถามหาความจริงใจแก้ไขปัญหาที่ดินให้ประชาชน
เมื่อเวลาประมาณ 10.42 น. ที่ประชุมรัฐสภา ‘เล่าฟั้ง’ บัณฑิตเทอดสกุล สส.พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์ อภิปรายแสดงความเสียดาย ครม. อนุทิน 2 มีมติไม่ยืนยันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผินป่า ที่พิจารกรณาตกค้างจากสภาฯ ชุดที่แล้ว
สำหรับการปัดตก พ.ร.บ.ฉบับนี้ ทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน เนื่องจากมีคดีความที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้องจำนวนมาก
โดยกฎหมายฉบับนี้ออกมา เพื่อล้างความผิดให้ประชาชนที่ถูกตรวจยึด จับกุม และดำเนินคดีอาญาในข้อหาว่าบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่า
กฎหมายฉบับนี้ต้องการช่วยเหลือก็คือ คดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 30 มิ.ย. 2541 จนถึง 9 ก.ค. 2562 ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ได้ครอบครองที่ดินก่อนมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 หรือผู้ที่ได้ครอบรองที่ดินก่อน 14 มิ.ย. 2557 ที่เป็นผู้มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ และไร้ที่ดินทำกิน
ผลก็คือเป็นการล้างความผิดจากนโยบายภาครัฐ และนำที่ดินมาพิสูจน์สิทธิ หรือดำเนินการจัดสรรตามนโยบายของรัฐบาลได้
ข้อมูลระบุว่ามีคนถูกดำเนินคดี ปี 2552-2562 มีทั้งหมด 62,000 คดี และมีที่ดินถูกยึดจำนวน 1.2 ล้านไร่ เฉพาะช่วงนโยบายทวงคืนผืนป่าปี 2557-2562 มีคนโดนดำเนินคดี ประมาณ 29,000 ราย ที่ดินถูกยึดไป 800,000 ไร่
นอกจากนี้ ตัวเลขกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ระบุว่า 800,000 ไร่นี้เป็นชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด 80% เป็นคนที่เป็นนายทุน หรือบุกรุกใหม่จริงๆ แค่ 20%
แม้ว่าจะมีการออกนโยบายช่วยเหลือประชาชนบ้างแต่ไม่เคยมีการแก้ไขจริงๆ และหนักสุดในการดำเนินคดีกับชาวบ้านเกิดขึ้นในช่วง คสช. แม้แต่คนที่บัญชาการนโยบายทวงคืนผืนป่ายังยอมรับไม่ได้เลย หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน คนที่ถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ก็จะได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา
“การปัดทิ้งร่างกฎหมายฉบับนี้สะท้อนว่า การตัดสินใจของ ครม. ฟังเสียงข้าราชการบางส่วนที่เกษียณออกไปแล้ว แต่ยังมีอิทธิพลในกระทรวงทรัพย์ แต่ท่านไม่ฟังประชาชน รวมทั้งที่สำคัญ ไม่ฟังสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ทุกคนอภิปรายว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชน” เลาฟั้ง ระบุ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังปัดตกกฎหมายที่ดิน อีกหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น การพิสูจน์สิทธิในที่ดิน โฉนดชุมชน การร่างแผนที่ One Map และอื่นๆ ประชาชนจะยังมีความหวังในการแก้ไขปัญหาที่ดินหรือไม่ ฝากเป็นคำถามถึง ครม.
อย่าแยกปัญหาปากท้องออกจาก รธน.
เวลา 13.39 น. จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า เขามีประเด็นข้อห่วงใย คือ ครม.ไม่ได้มีการนำเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยเรื่อง สสร. กลับมาพิจารณาต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว เขากังวลเพราะแทนจะเอาเรื่องเดิมกลับมาพิจารณาต่อ ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่ามาก เพราะมีการพิจารณาไปเยอะแล้ว กลับต้องมานับหนึ่งกันใหม่
ต่อประเด็นที่มีคนวิจารณ์ว่า ต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ถึงค่อยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การระบุแบบนี้เหมือนกับบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง และทำให้เราไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงของประเทศ และของ รธน.
จาตุรนต์ มองว่า การแก้ไขวิกฤตประเทศ ไม่สามารถออกจากปัญหาปากท้องได้ เพราะตอนนี้ประเทศประสบปัญหาด้านนิติรัฐ และนิติธรรม องค์กรอิสระมีอำนาจมาก การปราบโกงล้มเหลว ปัญหาแบบนี้ถ้าปล่อยไว้ สมรรถนะของประชาธิปไตยจะตกต่ำ สั่นคลอนความเชื่อมั่น ทำให้ต่างชาติ และนักลงทุน ไม่กล้าลงทุน จนทำให้เศรษฐกิจเราแย่ ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยเติบโตเป็นอันดับท้ายๆ ในอาเซียน
ถ้าเราจะแก้ไขวิกฤต ก็ต้องปรับโครงสร้างระบบการเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งก็ติดที่รัฐธรรมนูญ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ดังนั้น การรับมือกับวิกฤต และแก้ไขปัญหาปากท้อง ต้องแก้ไข รธน. เพื่อให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
จาตุรนต์ เสนอว่า แม้ว่าไม่มีในนโยบายรัฐบาลในการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ แต่ขอให้นายกฯ พูดกับรัฐสภาว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง และในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ไม่ต้องรอการแก้ไขปัญหาใดๆ ก่อน ถึงจะแก้ไข รธน. แต่จะทำอย่างรวดเร็วจริงจัง ต้องแสดงถึงความเข้าใจว่าการแก้ไข รธน.ฉบับใหม่ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขวิกฤตของประเทศ
