Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ภาคประชาชน เสนอร่างกฎหมาย PRTR หรือกฎหมายเปิดเผยข้อมูลผู้ครอบครองและปล่อยมลพิษ กลับขึ้นสภาฯ วาระที่ 1 ชั้นรับหลักการอีกครั้ง หลังจาก ครม. ไม่ได้ยืนยันร่างดังกล่าวกลับไปให้รัฐสภาลงมติ เมื่อ 15 พ.ค. 69 ยืนยันจำเป็นต้องมีร่างแยกเฉพาะ เพื่อให้หลักการสำคัญไม่หล่นหาย และหลักเกณฑ์ครบถ้วน ประชาชนเข้าถึงข้อมูลมลพิษ 

 

19 พ.ค. 2569 ทีมสื่อ มูลนิธิบูรณะนิเวศ รายงานวันนี้ (19 พ.ค.) ที่รัฐสภา ตัวแทนภาคประชาชน เสนอร่างกฎหมาย PRTR นำโดยเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับตัวแทนจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และประชาชนผู้ประสบปัญหามลพิษจากหลายพื้นที่ เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้เร่งพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR ต่อไปโดยเร็ว หลังจากที่คณะรัฐมนตรีที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นำเสนอร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในกรอบเวลา 60 วันนับจากวันเปิดประชุมสภาฯ ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

เครือข่ายภาคประชาสังคม ย้ำว่า กฎหมาย PRTR เป็นกลไกสำคัญ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมยืนยันไม่เห็นด้วยกับการลดทอนเนื้อหาและความสำคัญของกฎหมาย PRTR ให้เหลือเพียงบางมาตราในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับแก้ไข) 

โฆษณา - Advertising

นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังได้พัฒนาร่างกฎหมาย PRTR ตามกรอบและคู่มือขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อช่วยให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลระดับประเทศว่าด้วยชนิดและปริมาณของสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมและข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ สำหรับเป็นแนวทางในการลดผลกระทบจากมลพิษและลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีด้วย

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ และในนามผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 11,685 คน ที่ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า “เนื่องจากร่างกฎหมาย PRTR ไม่ได้รับการเสนอจาก ครม. ให้รัฐสภาดำเนินการพิจารณาต่อ ภาคประชาชนจึงต้องมายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นการยืนยันร่างของภาคประชาชน และขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุเป็นวาระพิจารณาต่อไป ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตกไป เพราะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการเลือกตั้งไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อ ผู้แทนของผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สามารถมีหนังสือยืนยันต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน เพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร”

ภาคประชาชนได้ย้ำว่า ก่อนหน้านี้มีการส่งหนังสือยืนยันร่างกฎหมาย PRTR หรือในชื่อเต็มว่า ร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. ... (เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 11,685 คน เป็นผู้เสนอ) ถึงนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และยืนยันว่า กฎหมาย PRTR จะเป็นเครื่องมือที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในการจัดการมลพิษและสารอันตรายที่มีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน 

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของกฎหมาย PRTR มาจากมติที่ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกที่สหประชาชาติได้จัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 โดยที่ประชุมครั้งนั้นมีข้อสรุปว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมาสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนอย่างรุนแรง เพื่อยับยั้งหายนะในอนาคต โลกเราจำเป็นต้องมุ่งสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น จึงขอให้รัฐบาลผู้ลงนามในปฏิญญาริโอและแผนปฏิบัติการ 21 จัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางในการลดและควบคุมความเสี่ยงจากมลพิษและสารอันตรายต่างๆ ซึ่งต่อมา OECD ในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลัก ได้ให้ชื่อว่า Pollutant Release and Transfer Register (PRTR)  และได้จัดทำกรอบและคู่มือการจัดทำ PRTR ที่แต่ละประเทศสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการจัดทำกฎหมายต่อไป

"ร่างกฎหมาย PRTR ของประชาชนได้ออกแบบตามกรอบและคู่มือของ OECD และมีการศึกษาถึงจุดอ่อนจุดแข็งของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ใช้บังคับอยู่เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนก่อนที่จะจัดทำเป็นร่างกฎหมายแยกออกจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ประเทศต่างๆ ก็แยกกฎหมาย PRTR ออกจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่นเช่นกัน เนื่องจาก PRTR เป็นกลไกและระบบเฉพาะ ที่ไม่ควรไปแฝงอยู่ในกฎหมายอื่น นอกจากนี้ร่างกฎหมาย PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอนี้ยังได้ผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งมีทั้งผู้แทนภาคประชาชน สมาชิกสภาจากหลายพรรค และหน่วยงานราชการ ก่อนการยุบสภา" ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวย้ำ

ไม่เห็นด้วยรวมกับ พ.ร.บ.ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ต่อกรณีที่เมื่อ 15 พ.ค. 2569 ตัวแทนรัฐบาลอย่าง ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวระหว่างการประชุมรัฐสภา เปิดเผยว่า ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมาย PRTR จะไปอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. …. ร่างโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ล่าสุดผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และน่าจะมีการนำเสนอเข้ามาที่ประชุม ครม. และยืนยันเพื่อเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาในโอกาสต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน

อัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แม้ตัวแทนรัฐบาลได้ชี้แจงว่าจะมีการผนวกเรื่อง PRTR ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่ภาคประชาชนยังคงยืนยันถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตรา พ.ร.บ. PRTR แยกเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ รวมถึงหลักเกณฑ์ขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ ได้รับการบัญญัติรับรองอย่างหนักแน่นในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เช่น ขอบเขตการกำหนดประเภทสารมลพิษที่ต้องมีการรายงาน และข้อมูลพื้นฐานที่ต้องมีการเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าระบบ PRTR ของไทยจะมีหลักการและองค์ประกอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอยังได้ออกแบบให้มีคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการเก็บรวบรวม ส่งต่อ และตรวจสอบข้อมูลมลพิษ เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้โดยทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงด้วย

"ดังนั้นการผลักดันกฎหมาย PRTR ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกลไกทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือการวางระบบข้อมูลมลพิษของประเทศให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการปกป้องสุขภาพ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่" อัมรินทร์ ย้ำความจำเป็นของกฎหมาย PRTR

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย  กล่าวว่า “รัฐสภาควรเร่งหยิบร่างกฎหมาย PRTR ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพราะกฎหมายฉบับนี้ยังคงยืนยันเจตจำนงภาคประชาชนว่า “สิทธิในการรับรู้ข้อมูลด้านมลพิษ” คือหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภายใต้นโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่อาจละเลยกฎหมาย PRTR ได้ หากประเทศไทยมุ่งหวังจะยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมและก้าวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD อย่างแท้จริง กฎหมาย PRTR เป็นมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และเป็นเครื่องมือในการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม”

หลักการสำคัญอาจหล่นหาย

ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สัมภาษณ์ อัมรินทร์ สายจันทร์ สมาชิกมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLaw เรื่องข้อกังวล หลังจากรัฐบาลระบุว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย PRTR จะผนวกอยู่ในร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ แทนที่จะเป็นกฎหมายแยกเฉพาะ

อัมรินทร์ สายจันทร์ (ภาพจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ)

อัมรินทร์ มองว่า มันมีความกังวลว่า หากเอาไปอยู่ใน พ.ร.บ.ดังกล่าว อาจจะทำให้หลักการสำคัญๆ หายไป เพราะในหลายประเด็นมีรายละเอียดเยอะมาก ยกตัวอย่าง ขอบเขตการกำหนดสารมลพิษที่ต้องมีการรายงาน การกำหนดข้อมูลต่างๆ ขั้นต่ำที่จะเปิดให้สาธารณะจะเข้าถึงได้ รวมถึงการยืนยันเรื่องสิทธิของประชาชน การเข้าถึงได้โดยสะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาให้มีตัวแทนจากกระทรวงต่างๆ เพื่อให้เกิดการแชร์ข้อมูลกัน ซึ่งถ้ามันไปอยู่เพียงแค่หมวดหนึ่งหมวดใดใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม บทบัญญัติต่างๆ อาจยกร่างได้ไม่ละเอียดมากพอ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าทางภาครัฐเสนอว่าสามารถออกกฎหมายลูกออกมารองรับในประเด็นต่างๆ ให้ครอบคลุมได้ แต่ว่าทางอัมรินทร์ ก็ไม่มั่นใจเท่าไรนัก และยังมีความกังวลว่าหากไม่มีการระบุเป็น พ.ร.บ.แยกเฉพาะ หลักการสำคัญๆ อาจหล่นหายไป ซึ่งถ้าเราเทียบกับหลายๆ ประเทศที่มีกฎหมาย PRTR เขาก็จะออกมาเป็นร่างกฎหมายแยกเฉพาะ

อัมรินทร์ มองว่า เบื้องต้น ยังไม่ได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ว่าระบุเรื่องของ PRTR อย่างไร แต่เขามีข้อสังเกตว่า เนื่องด้วย พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะมีครอบคลุมในหลายประเด็น ซึ่งการจะเขียนให้ละเอียดเหมือนกับ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับภาคประชาชน ไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือเราอาจจะเห็นมันออกมาเป็นมาตราสั้นๆ หลักการกว้างๆ หรือเป็นหมวดใดหมวดหนึ่งเท่านั้น

"ก็อยากจะให้เร่งพิจารณา ทั้งในส่วนของประธานสภาฯ และก็ในกรณีหากจะต้องส่งไปให้นายกฯ รับรอง หากตีความว่าเป็นกฎหมายการเงิน ก็หวังว่าทางนายกฯ และ ครม.จะเร่งรับรองเพื่อให้กฎหมายเข้าสู่วาระพิจารณาในวาระที่ 1 อย่างรวดเร็ว" อัมรินทร์ กล่าว 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising