ทหารรับจ้างหรือบริษัทเอกชนด้านความมั่นคงที่เรียกว่า PMSCs อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย ก็เคยใช้งานทหารรับจ้างเหล่านี้มาแล้ว แต่กรณีของจีนถูกพูดถึงน้อยกว่า ในจีนมีการใช้ทหารรับจ้างปกป้องอิทธิพลในต่างแดน เน้นการรักษาผลประโยชน์ของจีนจากการแทรกแซงของต่างชาติ โดยเฉพาะโครงการ 'หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง' (BRI) แต่สิ่งที่ชวนให้กังวลว่าทหารรับจ้างเหล่านี้ทำให้จีนหลุดพ้นภาระการถูกตรวจสอบและการรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาทำได้
20 พ.ค. 2569 จีนมีบริษัทเอกชนทางด้านการทหารและความมั่นคงที่เรียกว่า PMSCs หรือในบางกรณีก็เรียกว่า PSCs เป็นบริษัทที่วางตัวเองว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกองทัพประชาชนจีน แต่เป็นเสมือนทหารรับจ้างภาคเอกชน ที่บางครั้งก็เข้าไปมีส่วนร่วมในการปกป้องอิทธิพลของจีนในต่างแดน มีหลายบริษัทเช่น Beijing DeWe Security, Frontier Services Group และ Huaxin ZhongAn ที่ให้การปกป้องคุ้มครองโครงการ 'หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง' หรือ BRI โดยให้การคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรของจีนในต่างแดน
ทหารรับจ้างจีนเหล่านี้กลายเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ของจีนในการขยายอิทธิพลสู่โลก แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนักเมื่อเทียบกับทหารรับจ้างของรัสเซียอย่างกลุ่มแวกเนอร์/แอฟริกาคอร์ปส์ หรือทหารรับจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อย่าง อะคาเดมี ที่เคยมีชื่อว่า แบล็กวอเตอร์
ในขณะที่ทหารรับจ้างสหรัฐฯ มักจะทำงานตามกฎเกณฑ์ของตลาด ทำตามหลักสิทธิชอบธรรมทางกฎหมาย และมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการรับงานจากลูกค้าหลายชาติ บริษัทแวกเนอร์จากรัสเซียจะเน้นทำตัวให้เด่นในสงคราม
แต่ทหารรับจ้างของจีนมีความแตกต่างกันออกไป เน้นทำงานเงียบๆ ทำตัวไม่เด่น มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับวิสาหกิจจีน และถูกปรับมาเพื่องาน BRI โดยเฉพาะ วิธีการแบบนี้เป็นลักษณะของการให้เอกสิทธิ์ในการตัดสินใจเฉพาะกลุ่ม และให้ความสำคัญกับความภักดีทางการเมืองมากกว่าเรื่องความโปร่งใสหรือภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ ทำให้บริษัททหารรับจ้างจีนสามารถรับงานได้ในสถานการณ์ที่ผันผวนแต่ก็สามารถหลบเลี่ยงการถูกตรวจสอบ ซึ่งตรงข้ามกับสหรัฐฯ และรัสเซียที่ถูกตรวจสอบอย่างหนักทั้งคู่
เรื่องนี้อาจจะยังส่งผลให้เกิดตลาดการใช้งานทหารรับจ้างแตกตัวออกไปจากเดิมด้วย เนื่องจากบริษัทตะวันตกจะโฆษณาตัวเองว่าเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย บริษัทรัสเซียจะโฆษณาเรื่องพลังการรบ ส่วนจีนจะเน้นเรื่องการทำงานเงียบเชียบแบบที่เน้นปกป้องส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ การขยายตัวของบริษัททหารรับจ้างจีนจึงไม่ได้แค่ส่งผลต่อปัญหาเรื่องการกำกับดูแลเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณเรื่องการปรับโครงสร้างวิธีการจ้างทหารรับจ้างและลักษณะความเกี่ยวข้องกับภาครัฐของทหารรับจ้างเหล่านี้ด้วย
ถึงแม้ว่าจีนจะมีทหารรับจ้างมานานแล้ว แต่ทหารเหล่านั้นมักจะทำงานปกป้องการเคลื่อนย้ายสินค้า คุ้มกันบุคลากรหรือสินทรัพย์ซึ่งมีสภาพไม่ค่อยปลอดภัย แต่ในปี 2009 ทางการจีนก็เริ่มออกมาตรการควบคุมทหารรับจ้างในชื่อ Regulation on the Administration of Security and Guarding Services ที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้กับบริษัททหารรับจ้าง และกลายเป็นผู้ควบคุมดูแลปฏิบัติการทหารรับจ้างของจีนทั้งในและนอกประเทศ
ในปี 2015 ก็มีการออกกฎหมายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ที่ขยายนิยามเรื่องการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารของจีน ทำให้มีการขยายขอบเขตปฏิบัติการของทหารรับจ้างโดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจจะมีผลกับความมั่นคงของชาติ กลายเป็นการให้ทางการจีนระบุว่าอะไรที่เป็นภัยต่อชาติที่อยู่ในต่างแดน ไปพร้อมๆ กับการรักษากติกาของนานาชาติ เน้นการรักษาผลประโยชน์ของจีนจากการแทรกแซงของต่างชาติ
กฎหมายของจีนในตอนนี้เอื้อให้พวกเขาใช้งานทหารรับจ้างปฏิบัติการในแบบที่เอื้อต่อจุดประสงค์ด้านการค้าของจีนได้ ไปพร้อมๆ กับการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงของจีน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งกับโครงการ BRI โดยเฉพาะกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานหรือบุคลากรในภูมิภาคที่การเมืองไม่มีเสถียรภาพและมีความเสี่ยงสูงด้านความมั่นคง
มีกรณีตัวอย่างเช่น บริษัท DeWe Security ที่เกี่ยวข้องกับ BRI มากเป็นพิเศษ พวกเขาวางกำลังทหารในเคนยามากกว่า 2,000 นาย เพื่อปกป้องโครงการทางรถไฟระบบรางมาตรฐาน มอมบาซา-ไนโรบี ที่มีความยา 480 กม. และมีมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งยังมีการวางกำลังในเอธิโปเปีย และจีบูตี เพื่อคุ้มครองสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG ของจีนมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีงานคุ้มกันบุคลากรจีนในต่างชาติ เช่น กรณีที่ช่วยอพยพพนักงาน CNPC oil ของจีน 330 รายจากซูดานใต้หลังจากที่มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในปี 2016
มีกรณีที่รัฐวิสาหกิจจีนซื้อกิจการทหารรับจ้างต่อจากต่างชาติด้วย อย่างกรณี Frontier Services Group (FSG) ที่เดิมทีแล้วก่อตั้งโดย อิริค ปรินซ์ คนเดียวกับที่ก่อตั้ง Blackwater แต่ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจด้านการลงทุนของจีนคือ CITIC Group ก็กลายมาเป็นเจ้าของ FSG แทน โดยที่ FSG มักจะปฏิบัติการในทวีปแอฟริกาตอนใต้, แอฟริกาตอนเหนือ, แอฟริกาตะวันตก และ ตะวันออกกลาง
นอกจากนี้จีนยังมีการจ้างวานทหารรับจ้างในลักษณะผสม คือการให้เงินทุนมากพอในการคุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กับการทำภารกิจให้บรรลุเป้าหมายของจีน ทำให้ทหารรับจ้างเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือแบบสองทาง ที่เป็นทั้งการลงทุนด้านความมั่นคง และเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติไปพร้อมๆ กัน
ความน่ากังวลของทหารรับจ้างจีนรูปแบบผสม
เมื่อเปรียบเทียบการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจทั้งสามประเทศคือ สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ผ่านทางทหารรับจ้างแล้ว ก็จะพบว่ามีรูปแบบที่ต่างกัน โดยที่จีนได้ใช้วิธีการผสมโดยอาศัยจุดแข็งจากวิธีของทหารรับจ้างสหรัฐฯ และทหารรับจ้างรัสเซีย
ทหารรับจ้างสหรัฐฯ อย่าง อะคาเดมี จะปฏิบัติการบนฐานคิดแบบการดำเนินธุรกิจ คือมีการจ้างวานอดีตเจ้าหน้าที่ทหารและมีการประกวดราคาการจัดจ้างจากภาครัฐโดยเน้นเรื่องผลกำไรเป็นหลัก ในทางตรงกันข้ามคือทหารรับจ้างรัสเซีย ซึ่งมีตัวอย่างเด่นคือแวกเนอร์กรุ๊ป มักจะทำตัวเป็นส่วนขยายของอำนาจรัฐ มีการวางกำลังในพื้นที่ขัดแย้งเพื่อบรรลุผลประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองของรัสเซีย เช่น ในสงครามยูเครน และพื้นที่อ่อนไหวทางการเมืองอย่างเวเนซุเอลา หรือ ซีเรีย
แต่สำหรับทหารรับจ้างของจีน พวกเขาได้อาศัยทั้งรูปแบบบริษัทดำเนินธุรกิจของทหารรับจ้างสหรัฐฯ ที่ทำให้มีวางกำลังทหารที่มีประสิทธิภาพได้จำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการปกป้องการลงทุนและผลประโยชน์ของชาติเช่นเดียวกับทหารรับจ้างของรัสเซีย
สิ่งที่ชวนให้มีคนกังวลคือการที่ทหารรับจ้างจีนเอื้อผลประโยชน์ต่อภาครัฐของจีนโดยที่ไม่ได้แสดงตัวให้เห็นมากนัก เน้นการปกป้องการลงทุนโดยไม่เน้นปฏิบัติการทางทหารโดยตรง กลายเป็นการที่จีนปกป้องได้ทั้งอำนาจแข็งและอำนาจอ่อนภายนอกประเทศได้ ซึ่งดูเหมือนจะได้ผลสำหรับโครงการ BRI ในแง่ของการคุ้มกันบุุคลากรในพื้นที่เสี่ยง กลายเป็นการขยายอิทธิพลด้านภูมิศาสตร์การเมืองจีนได้
ปัญหาที่มีคนกังวลคือ วิธีการแบบนี้ของจีนส่งผลให้ขาดการตรวจสอบและการกำกับดูแล ทำให้ทางการจีนปัดความรับผิดชอบในด้านต่างๆ ได้ เช่น ถ้าหากคนในประเทศที่ทหารรับจ้างปฏิบัติการอยู่มองว่าทหารรับจ้างเหล่านี้ส่งผลต่อความขัดแย้งหรือปัญหาภายในประเทศ จีนก็จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ นอกจากนี้ยังทำให้ทางการจีนหลีกเลี่ยงการถูกวิจารณ์จากนานาชาติได้เพราะพวกเขาไม่ได้ใช้กองทัพของตัวเองวางกำลังในต่างแดนโดยตรง ซึ่งจุดนี้ยังกลายเป็นเครื่องมือหลบเลี่ยงการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายได้อีกด้วย
เรียบเรียงจาก
How China’s PMSCs Are Rewriting Global Security, Geopolitical Monitor, 19-03-2026
https://www.geopoliticalmonitor.com/how-chinas-pmscs-are-rewriting-global-security/
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_private_security_companies