ภาพลักษณ์ของพุทธเถรวาททำให้เข้าใจไปว่าศาสนาพุทธดูจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยและรัฐโลกวิสัยเสมอ ชาวพุทธในไทย พม่า ศรีลังกาและกัมพูชามักเชื่อว่าศาสนาจะเข้มแข็งก็ต่อเมื่อศาสนาพุทธต้องเป็นศาสนาประจำชาติและมีอำนาจรัฐในมือ ประเทศเหล่านี้ยังพบปัญหาเรื่องการดึงอำนาจรัฐมาใช้สนับสนุนความรุนแรงต่อกลุ่มความเชื่อและชาติพันธุ์อื่นด้วย แต่บทความนี้เสนอว่า แม้ในรัฐโลกวิสัยและประชาธิปไตย เช่น ไต้หวัน ศาสนาพุทธก็เติบโตได้ดีและมีภาพลักษณ์ของการส่งเสริมพหุนิยม ทั้งยังมีชื่อเสียงด้านมนุษยธรรมระดับนานาชาติอีกด้วย
ภาพลักษณ์ของเถรวาทกับความรุนแรง
ประเทศที่ชาวพุทธเถรวาทเป็นคนส่วนใหญ่ มักเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งหมายถึงการได้รับงบสนับสนุนมากกว่าศาสนิกอื่นและมักใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ในการปิดกั้นเสรีภาพการนับถือศาสนาหรือตีความคำสอนของคนกลุ่มน้อยด้วย กรณีของไทยก็เช่น การประกาศห้ามบวชภิกษุณีและการตรวจสอบ/ตักเตือนน้องไนซ์ เป็นต้น (บีบีซีนิวส์, 2567) Pual Fuller (2021) เขียนไว้ในหนังสือ An Introduction to Engaged Buddhism ของเขาว่า ประเทศเถรวาททั้งพม่า ไทยและศรีลังกายังพบการปลุกกระแสเกลียดชัง กระทั่งสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับคนต่างศาสนา/ชาติพันธุ์ด้วย ตัวอย่างปัจจุบันที่ชัดที่สุดก็คือ พระไทยบริจาคเงินให้รัฐเพื่อทำสงครามแย่งยิงดินแดนกับกัมพูชาในปี พ.ศ. 2568 (PPTVHD 36, 2568)
ความรุนแรงในนามศาสนาเหล่านี้มักไม่พบในประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นมหายาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไต้หวัน ซึ่งทราบกันดีว่าเป็นแหล่งที่พุทธศาสนาเจริญมาก ในจำนวนนักบวชของพุทธศาสนาราว 30,000 รูป เป็นภิกษุณีมากกว่าภิกษุถึง 3 ต่อ 1 โดยมีองค์กรใหญ่ เช่น ฉือจี้ (Tzu Chi), ฝอกวงซัน (Fo Guang Shan) และ กลองธรรม (Dharma Drum Mountain) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคของสมาชิก องค์กรเหล่านี้โด่งดังในฐานะสนับสนุนการศึกษา สังคมสงเคราะห์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก อย่างไรก็ตามบทความนี้จะเจาะจงสำนักฉือจี้เท่านั้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าพวกเขาเติบโตและสนับสนุนประชาธิปไตย/โลกวิสัยในบริบทของไต้หวันอย่างไร
ประชาธิปไตยในไต้หวัน
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ยึดครองจีนแผ่นดินใหญ่ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1949 พรรคก๊กมินตั๋งตัดสินใจย้ายเมืองหลวงมาที่กรุงไทเป บนเกาะไต้หวัน โดยมีผู้อพยพติดตามพรรคก๊กมินตั๋งมาราว 2 ล้านคน ไต้หวันได้อยู่ภายใต้การปกครองแบบพรรคเดียวมายาวนาน ทั้งนี้ การปกครองภายใต้พรรคก๊กมินตั๋งได้มีการปราบปรามผู้คิดต่างอย่างรุนแรง ดังเหตุการณ์วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1947 ที่เรียกว่า ความน่าสะพรึงกลัวสีขาว (White Terror) เชื่อกันว่าเหตุการณ์นี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนในขบวนการเรียกร้องอัตลักษณ์และปกครองตนเองในเวลาต่อมา (Ho, 2022, p. 213)
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วของไต้หวันในช่วง 1970 ทำให้เกิดกลุ่มชนชั้นกลางและปัญญาชนขึ้นอย่างมาก นั่นหมายถึงเป็นการยากที่รัฐบาลจะควบคุมกลุ่มคนที่มีทั้งความรู้และทรัพยากรเหล่านี้ได้เหมือนในอดีต เกิดกระแสตื่นตัวทางการเมืองและแรงกดดันจากต่างประเทศถึงขั้นมีขบวนการฝ่ายค้าน (Tangwai) โดยท้าทายรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่น และในปี 1987 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เช่น Democratic Progressive Party (DPP) และสมาคมต่างๆ ได้เติบโต การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1996 ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และมีการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติในปี 2000 ที่พรรค DPP ชนะการเลือกตั้ง ถือเป็นการสิ้นสุดการครองอำนาจของพรรคก๊กมินตั๋ง
ศาสนาคริสต์ต่อต้านรัฐเผด็จการอย่างออกหน้าออกตา
ในขณะที่กลุ่มชาวพุทธมักเน้นการประนีประนอมกับรัฐ ศาสนาคริสต์กลับมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมาตั้งแต่ยุคที่ใช้กฎอัยการศึก ดังตัวอย่างของคริสตจักรเพรสไบทีเรียน (Presbyterian Church in Taiwan: PCT) ซึ่งท้าทายอำนาจของพรรคก๊กมินตั๋งด้วยการออกแถลงการณ์หลายฉบับ เช่น “คำประกาศสิทธิมนุษยชน” (1977) เพื่อเรียกร้องให้ไต้หวันเป็นประเทศใหม่ที่เป็นอิสระจากจีน (Frettingham & Hwang, 2017, p. 365)
พวกเขาใช้แนวคิด “เทววิทยาแห่งการปลดปล่อย” โดยมองว่ามนุษย์มีความเสมอภาคกันและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้า พวกเขายังทำให้การปกป้องประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของการสารภาพความเชื่อ (Confession of Faith) ในฐานะคริสเตียนที่ดี ยิ่งกว่านั้น ในพิธีกรรม พวกเขาปฏิเสธที่จะใช้ภาษาจีนกลางเพื่อสร้างสำนึกความเป็นชาติร่วมกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ใช้ภาษาไต้หวัน (Hoklo) ทั้งในการแปลคัมภีร์ไบเบิลและเพลงสวด ซึ่งเป็นการต่อต้านจักรวรรดินิยมทางภาษาและส่งเสริมการปกครองตนเอง
ในเหตุการณ์ความน่าสะพรึงกลัวสีขาว (1947) ที่พรรคก๊กมินตั๋งปราบปรามชาวไต้หวันท้องถิ่นอย่างหนัก ศาสนาจารย์และผู้นำของคริสตจักรเพรสไบทีเรียนจำนวนมากถูกสังหารเพราะมองว่าเป็นกลุ่มปัญญาชนที่ต่อต้านรัฐ ในปี 1985 สมาชิกของคริสตจักรพันธสัญญาใหม่ (New Testament Church) ถูกทุบตีจนเสียชีวิตและหลายคนบาดเจ็บสาหัส โดยกองทัพและตำรวจที่ได้บุกเข้าตรวจค้นชุมชนของคริสตจักรนี้ ศาสนาจารย์เกา จวินหมิน (Kao Chun-min) ถูกมองว่าเป็น “มรณสักขีเพื่อสิทธิมนุษยชน” จากการที่เขายอมถูกจำคุกหลายปีเพราะให้ที่พักพิงแก่นักกิจกรรมทางการเมืองในเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1979 (Rubinstein, 2003, p. 236) กล่าวได้ว่าเขาคือหนึ่งในผู้บุกเบิกประชาธิปไตยของไต้หวัน
พุทธแบบมนุษยนิยมของมหายานที่ไปไกลกว่าเถรวาท
จริงๆ แล้วในปี 1949 ที่พรรคก๊กมินตั๋งย้ายเมืองหลวงมายังไต้หวัน ได้มีกลุ่มชาวพุทธและผู้นำทางศาสนาจำนวนมากหนีตามมาด้วย ชาวพุทธซึ่งรวมตัวกันภายใต้สมาคมพุทธศาสนาแห่งสาธารณรัฐจีน (Buddhist Association of the Republic of China หรือ BAROC) ก็ย้ายที่ทำการมาตั้งมั่นที่ไทเป ซึ่งมีพระธรรมาจารย์ Zhangjia เป็นประธานสมาคม ท่านเป็นพระลามะระดับสูงจากมองโกเลีย โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านกิจการมองโกเลียและทิเบตให้กับรัฐบาลก๊กมินตั๋ง
ทั้งนี้ กลุ่มพระสงฆ์ที่อพยพมาไต้หวันและรวมตัวกันภายใต้สมาคม BAROC ไม่ได้มีแต่พระอนุรักษ์นิยมเท่านั้น ยังมีพระหัวก้าวหน้าที่สมาทานแนวคิดพุทธแบบมนุษยนิยม (Humanistic Buddhism) ที่สืบทอดมาจากพระอาจารย์ Taixu ด้วย เช่น พระธรรมาจารย์ Yinshun ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ของภิกษุณี Cheng Yen ผู้ก่อตั้งมูลนิธิฉือจี้ พระธรรมาจารย์ Hsing Yun ผู้ก่อตั้งสำนักฝอกวงซัน และพระธรรมาจารย์ Sheng Yen ผู้ก่อตั้งสำนักกลองธรรม (Jones, 1999, p. 105)
พุทธแบบมนุษยนิยมที่แพร่หลายในจีนโดยการนำของ Taixu ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการปะทะกับศาสนาคริสต์และต้องปรับคำสอนพุทธให้ทันสมัยและมีเหตุมีผลขึ้น หนึ่งในนั้นคือ การหันมาเน้นชีวิตมนุษย์ว่าพ้นทุกข์ได้ในชาติปัจจุบัน เตือนให้ชาวพุทธช่วยเหลือกันมากกว่าจะสนใจแค่พิธีกรรม เช่น การทำบุญให้ผู้ตายที่ฟุ่มเฟือย เน้นการสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากกว่าแค่นั่งสวดมนต์เพื่อให้ไปสวรรค์ แต่เป็นการสร้างสวรรค์ขึ้นบนโลกนี้ให้ได้ (pure land on earth) กล่าวได้ว่า วิธีคิดแบบพุทธมนุษยนิยมนี้ไปกันได้ดีกับอุดมการณ์พระโพธิสัตว์ที่ถูกเน้นโดยมหายานอยู่แล้ว
จริงๆ แล้วพุทธเถรวาทสมัยใหม่ก็มีความเป็นมนุษยนิยม คือเชื่อว่านิพพานได้ในชาตินี้ ไม่ต้องสะสมบารมีกันหลายภพชาติ ควบคู่กับการเสนอวิธีปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งถือเป็นทางตรง (Braun, 2013) หรือการสอนภพภูมิแบบพุทธทาสที่หลักปฏิจจสมุปบาทคือการเกิดดับของจิตแต่ละครั้ง ยักษ์ก็คือภาวะที่จิตใจมนุษย์มีความโกรธ ฯลฯ แต่การเน้นมนุษย์แบบเถรวาทมักไม่โยงมันกับประเด็นสิทธิมนุษยชน เช่นในปี 2559 องค์กรผู้นำพุทธโลกจัดพิธีมอบรางวัลให้ พระวีระธุ แกนนำหลักในการปลุกกระแสเกลียดชังมุสลิมในพม่า (ประชาไท, 2559) หรือกรณีที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ให้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (บ้านเมือง, 2563) ผู้ซึ่งได้รับการวิจารณ์จากสังคมเรื่องที่เขาเคยสั่งสลายการชุมนุมในปี 2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต
หากมองด้วยทัศนะของ Ming-Sho Ho (2022) ในบทความ “Desinicizing Taiwan: The making of a democratic national identity” ว่าการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของไต้หวันเป็นไปในรูปแบบที่ทำให้ตรงกันข้ามกับจีน ก็ดูจะมีส่วนอย่างมากในการก่อร่างอัตลักษณ์ของศาสนาพุทธด้วย นั่นคือเมื่อจีนแผ่นดินใหญ่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ไต้หวันจะโปรโมทประชาธิปไตย เมื่อศาสนาในจีนถูกกดขี่และมีความเป็นชาตินิยม องค์กรศาสนาในไต้หวันจะสนับสนุนเสรีภาพและข้ามพ้นความเป็นเชื้อชาติ ฯลฯ ฉือจี้เองก็มีสมาชิกอยู่ทั่วโลก และไม่ใช่แค่ชาวพุทธเท่านั้น พวกเขาใช้เงินบริจาคในการสร้างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ตลอดจนสร้างบ้านและโรงเรียนให้กับคนต่างศาสนาที่ยากจน/ประสบภัยด้วย
ฉือจี้: องค์กรนานาชาติที่หนุนความเป็นพลเมืองโลก
มูลนิธิฉือจี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1966 โดยภิกษุณี Cheng Yen ในไต้หวัน องค์กรนี้ถูกนิยามว่าเป็นองค์กรด้านมนุษยธรรม (Humanitarian movement/NGO) ไม่ใช่องค์กรศาสนา (Religious organization) เพื่อให้คนทุกความเชื่อสามารถเข้าเป็นสมาชิกและทำงานเพื่อทุกคนได้แบบไม่มีข้อจำกัด ปัจจุบันฉือจี้มีสาขากว่า 68 ประเทศทั่วโลก มีสมาชิกจากหลายศาสนา โดยคงสถานะตนเป็นองค์กรแบบทางโลก หาเงินจากการบริจาค ที่พิเศษหน่อยก็คืออินโดนีเซียซึ่งพวกเขาเข้าไปตั้งแต่ปี 1994 และรักษาสถานะขององค์กรช่วยเหลือสังคมมาจนกระทั่งปี 2018 ที่ต้องเข้าร่วมกับสมาคมชาวพุทธที่ชื่อ Permabudhi (เพราะถูกบังคับแบบกลายๆ) แต่พวกเขาก็ยังรักษาวิถีเดิม คือไม่ฝักใฝ่การเมืองและไม่เน้นเผยแผ่ศาสนา
ฉือจี้ไม่ได้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างออกหน้าออกตาแบบชาวคริสต์ไต้หวัน แต่พวกเขาก็ใช้วิธีดื้อเงียบและปรับพิธีกรรมของตนให้สนับสนุนประชาธิปไตยและความเป็นพลเมืองโลก เช่น จีนบังคับให้ “รักรัฐไว้เหนือศาสนา” โดยมี Chinese Trinity ที่ประกอบด้วย ประเทศจีน สังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Kuo, 2017, p. 26) แต่ฉือจี้โปรโมทให้ไต้หวันเป็นเกาะแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ (Island of Great Love) ที่ไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกกรณี ไม่เลือกเชื้อชาติ และยังเปลี่ยนจากการสวดมนต์เพื่อ “ครอบครัว” ที่เป็นคนจีน ไปสู่เพื่อประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ทุกคน โลกทัศน์เช่นนี้เป็นการต่อต้านชาตินิยมและระบบเผด็จการไปในตัว
บทส่งท้าย
การรับสมาชิกต่างศาสนา/นิกายทำให้ฉือจี้ไม่โจมตีหรือเบียดขับความเชื่ออื่นๆ แบบที่พบในรัฐศาสนาเช่นเถรวาทดังที่กล่าวข้างต้น การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นเป้าหมายใหญ่และเป็นอัตลักษณ์ทางศาสนาที่พวกเขาสร้างขึ้นแทนการทำพิธีกรรมหรือสอนศาสนาในรูปแบบเดิม พวกเขาพอใจกับการเป็นองค์กรเอกชนที่เป็นอิสระไม่ถูกควบคุมโดยรัฐ ไม่ของบประมาณรัฐ ไม่มีระบบคณะสงฆ์ส่วนกลางที่คอยควบคุมการสอนหรือการออกแบบกิจกรรม ตัวอย่างของฉือจี้ช่วยยืนยันว่า ศาสนาพุทธเติบโตได้ดีและเป็นอิสระอย่างมากในรัฐที่เป็นประชาธิปไตยและโลกวิสัย อีกทั้งยังมีคำสอนที่ต่อต้านชาตินิยมและสงครามอย่างชัดเจนอีกด้วย
อ้างอิง
บ้านเมือง. (2563). อภิสิทธิ์เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มจร. จากสมเด็จพระวันรัต. เข้าถึงจาก https://www.banmuang.co.th/news/politic/215640
บีบีซีนิวส์. (2567). บทบาทของสื่อควรอยู่ตรงไหน กรณี “น้องไนซ์ เชื่อมจิต”. https://www.bbc.com/thai/articles/crggex9ldvpo
ประชาไท. (2559). พุทธพม่าสุดโต่ง มะบ๊ะต๊ะ รับโล่ผู้นำพุทธโลก-ผู้สนับสนุนชูป้าย “เรารักวีระตุ๊” ที่ มจร. เข้าถึงจาก https://prachatai.com/journal/2016/03/64683
Braun, E. (2013). The birth of insight: Meditation, modern Buddhism, and the Burmese monk Ledi Sayadaw. Chicago: University of Chicago Press.
Frettingham, E., & Hwang, Y. (2017). Religion and national identity in Taiwan: State formation and moral sensibilities. In C.-T. Kuo (Ed.), Religion, state, and religious nationalism in Chinese societies (pp. 339–372). Amsterdam University Press.
Fuller, P. (2021). An introduction to engaged Buddhism. Bloomsbury.
Ho, M. S. (2022). Desinicizing Taiwan: The making of a democratic national identity. Current History, 121(836), 211-217. Accessed from https://tinyurl.com/3s63ch6e
Jones, C. B. (1999). Buddhism in Taiwan: Religion and the state, 1660-1990. University of Hawai'i Press.
Kuo, C. T. (2017). Introduction: Religion, state, and religious nationalism in Chinese societies. In C. T. Kuo (Ed.), Religion, state, and religious nationalism in Chinese societies (pp. 13–51). Amsterdam University Press.
PPTVHD 36. (2568). หลวงปู่ศิลา มอบเงินบริจาค ให้ มทภ.2 ดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา. เข้าถึงจาก https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/249957
Rubinstein, M.A. (2003). Christianity and Democratization in Modern Taiwan: The Presbyterian Church and the Struggle for Minnan/Hakka Selfhood in the Republic of China. In Clart, P., & Jones, C. B. (Eds.). Religion in modern Taiwan: Tradition and innovation in a changing society (pp. 204-256). University of Hawaii Press.
Yao, Y.S., & Gombrich, R. (2017). Christianity as model and analogue in the formation of the humanistic Buddhism of Taixu and Hsing Yun. Buddhist Studies Review, 34(2), 205-237. Accessed from https://journal.equinoxpub.com/BSR/article/view/9089
ภาพ: พระพุทธรูปและเจดีย์ที่วัดฝอกวงซานในไต้หวัน
https://www.pexels.com/photo/illuminated-buildings-during-night-time-6745098/
