Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ เปิดทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน สสร. ใช้ระบบหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ในระดับจังหวัด พร้อมกำหนดให้การเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภา โดยไม่ผูกกับสัดส่วนเสียงของ สว. - ด้านพรรคประชาชน ยื่น 2 ร่าง รธน. เพิ่มหมวด 15/1 กลไกจัดทำ รธน.ใหม่ ยืนยัน 3 หลักการ “ประชาชนมีส่วนร่วม-ป้องกันผูกขาด-ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษ สว.” มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำคณะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนต่อการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ภายหลังการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จึงร่วมกับพรรคการเมืองอื่นที่มีจุดยืนสอดคล้องกัน เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจำนวน 2 ฉบับ หลังรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแล้ว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ร่างฉบับแรกเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มมาตรา 256/1 เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนยันหลักการที่คำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงความห่วงกังวลของประชาชนต่อประเด็นหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหมวดที่มีความละเอียดอ่อน โดยกำหนดให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคงสาระสำคัญของทั้งสองหมวดไว้ และหากมีการเสนอแก้ไขในอนาคต ควรดำเนินการแยกเป็นรายประเด็นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้กระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ใช้ระบบหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ในระดับจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและลดภาระงบประมาณ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือร่วมลงคะแนนได้ ขณะเดียวกันภาครัฐจะจัดเตรียมอุปกรณ์ในหน่วยงานราชการหรือองค์การบริหารส่วนตำบลสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ส่วนตัว

สำหรับองค์ประกอบของ สสร. พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้มีจำนวน 100 คน แบ่งเป็น 80 คนจากกระบวนการคัดเลือกในระดับจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดเสนอรายชื่อ 3 คนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนสามารถลงคะแนนเลือกได้เพียง 1 เสียง เพื่อป้องกันการผูกขาดโดยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ส่วนอีก 20 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ตุลาการศาลฎีกา 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ 5 คน และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์อีก 5 คน โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออกแบบกระบวนการคัดเลือก

นายอภิสิทธิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ร่างดังกล่าวเปิดช่องให้ สสร. มีความยืดหยุ่นในการกำหนดรูปแบบการทำงานและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยกำหนดกรอบเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน ก่อนเสนอให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอีกฉบับ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตให้ใช้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของรัฐสภา โดยไม่กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับสัดส่วนเสียงของวุฒิสภา ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน พร้อมยืนยันว่าการเสนอร่างทั้งสองฉบับเป็นไปตามจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเสียงข้างน้อย การเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างเหมาะสม

พรรคประชาชน ยื่น 2 ร่าง รธน. เพิ่มหมวด 15/1 กลไกจัดทำ รธน.ใหม่

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงถึงการยื่นร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่รัฐสภา โดยมีทั้งหมด 2 ฉบับ เนื่องจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 เป็นอุปสรรค ไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และสร้างข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง 
         
ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่าง ที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่พรรคได้วางไว้ คือ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน, ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยทั้ง 2 ร่าง แตกต่างกันเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง สสร. ที่ให้มี สสร. ทั้งหมด 150 คน
         
ร่างที่ 1 ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต สสร. ทั้งหมด 150 คน โดยแคนดิเดต สสร. 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต สสร. 50 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ
         
เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 150 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ
         
ส่วนร่างที่ 2 ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต สสร. ทั้งหมด 300 คน แบ่งเป็นแคนดิเดต สสร. 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต สสร. 100 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ
         
เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 300 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกเหลือ 150 คน หลักการการคัดเลือก จะใช้เกณฑ์การลงคะแนนที่ป้องกันการผูกขาดและกำหนดให้เป็นการลงมติลับเพื่อคงความเป็นอิสระของ สสร. ในการปฏิบัติหน้าที่
         
ทั้งนี้ สส.พรรคประชาชน พร้อมลงชื่อให้กับร่างของพรรคการเมืองอื่น หรือ สมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น ที่ต้องการเสียงเพิ่มเพื่อให้เพียงพอต่อการเสนอร่าง ตราบใดที่ร่างดังกล่าวสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรค คือ ประชาชนมีส่วนร่วม ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.


ที่มาเรียบเรียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา [1] [2]

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง