Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ตัวแทน 6 พรรคการเมือง–6 องค์กรภาคประชาสังคม ประชุมโครงการรณรงค์ประชามติ เห็นพ้องประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างเกินแก้รายมาตรา เดินหน้าขบวนธงเขียว 90 ขบวนทั่วประเทศ พร้อมย้ำประชามติไม่ใช่เช็คเปล่า และขอ กกต. ทบทวนผังหีบเลือกตั้งเพื่อความโปร่งใส ก่อนลงประชามติ 8 ก.พ.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล มีการประชุมปรึกษาหารือครั้งที่ 3 เรื่อง “โครงการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญ” โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองจำนวน 6 พรรค, จากองค์กรภาคประชาสังคมจำนวน 6 องค์กร, และผู้ประกอบการ-นักกฎหมาย - นักวิชาการ จำนวน 4 คน เข้าร่วมประชุม ที่ประชุมได้พิจารณาการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งผู้ออกเสียงจะตอบคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ที่ประชุมโครงการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่า ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ระบบราชการ และเทคโนโลยี ซึ่งเกินกว่าจะแก้ไขโดยปรับปรุงเฉพาะรายละเอียดที่มีอยู่มากมาย หากต้องแก้ไขโครงสร้างและหลักการใหญ่ทางการเมืองโดยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ประชุมจึงมีความเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้

1) ภาคประชาสังคมกำลังดำเนินการรณรงค์ในลักษณะ “ขบวนธงเขียว” จำนวน 90 ขบวน ในพื้นที่สาธารณะจำนวน 716 จุดทั่วประเทศ กิจกรรมรณรงค์มี อาทิ การเดิน - วิ่ง การแจกเอกสาร นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมในสถานที่เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารกว่า 280 กิจกรรม อาทิ การเสวนา การอบรม การออกบูธ กิจกรรมสำคัญที่จะจัดต่อไปคือ การเดินจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและจุดอื่น ๆ ไปยังหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เวลา 16.00 – 18.30 น. ตามด้วยการจัดเวทีปราศรัยที่ BACC ในเวลา 18.30 – 20.00 น.

2) ขอให้ผู้นำพรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับการ “กาเห็นชอบ” ยืนยันจุดยืนของพรรคในเวทีปราศรัย ซึ่งพรรคจัดในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะในการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายด้วย

3) การออกเสียงประชามติครั้งนี้ไม่ใช่ “การตีเช็คเปล่า” เพราะ “เช็ค” ในที่นี้หมายถึงการให้ความยินยอมหรือไม่ยินยอมของประชาชนในครั้งที่ 1 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ และประชาชนยังเป็นผู้ตัดสินใจในการออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 ในเรื่องขอบเขตเนื้อหาและวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สุดท้ายประชาชนคือผู้ตัดสินใจในการออกเสียงประชามติครั้งที่ 3 ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อร่างเสร็จแล้ว

4) ในการจัดการออกเสียงประชามติในอนาคต กกต. สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ เพราะกฎหมายเปิดให้ กกต. จัดการออกเสียงทางไปรษณีย์หรือทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะใช้งบประมาณน้อยลง อนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่จำเป็นต้องแก้หลายมาตราซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีการออกเสียงประชามตินั้น ย่อมสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติมากกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

5) สำหรับคำถามว่าทำไมจึงสมควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำตอบสั้น ๆ คำตอบหนึ่งคือ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการเมืองที่มีเสถียรภาพ และการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิผลในการปราบโกงมากกว่าคำกล่าวอ้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

6) ขอแสดงความห่วงกังวลว่า แผนผังการจัดวางหีบบัตรลงคะแนนทั้ง 3 บัตร ที่ กกต. เผยแพร่ในขณะนี้ มีปัญหาว่าหีบบัตรอาจไม่อยู่ในตำแหน่งหรือมุมที่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก จึงขอให้ กกต. พิจารณาเพื่อความโปร่งใสในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติครั้งนี้ด้วย


อนึ่งพรรคการเมืองที่เข้าร่วมประชุมโครงการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย  พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาชน, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคพลวัต, พรรคประชาชาติ, พรรคเป็นธรรม

องค์กรภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมประชุมโครงการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย (ผู้จัดประชุม), สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch), มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (PNET), มูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (WFD)

บุคคลที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย พศวัต คำนุ้ย (ผู้ประกอบการ), พงศ์เทพ เทพกาญจนา (นักกฎหมาย), พิจิตต รัตตกุล (นักวิชาการ), และสมชัย ศรีสุทธิยากร (นักวิชาการ)

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง