Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วงเสวนาเห็นพ้องขับเคลื่อนการแก้ รธน.ใหม่ ด้วยการอิงกฎหมายจาก "รธน.ปี'40" นักวิชาการแนะการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดจากคนไทยทุกฝ่าย และบทบาทการนำเสนอของ 'สื่อ' ไทย

 

เมื่อ​ 17​ พ.ค. 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม จัดเวทีเสวนา​ "MAY TALK" 34 ปี พฤษภา'35 ตอน “บทเรียนพฤษภา​ 35​ -​ รัฐธรรมนูญ​ 40" โดยมีวิทยากรดังนี้ 

  1. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. สมภพ รัตนวลี ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ (Workpoint TV)
  3. 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม พิธีกรรายการบันเทิง
  4. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

โดยวงเสวนาเห็นเหมือนกัน เสนอว่าให้เอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้และแก้ไขรายมาตรา คาดไม่เกิน 2575 ได้ รธน.ฉบับประชาชน  

แรงขับเคลื่อนของรัฐธรรมนูญ​ 2540

สมภพ รัตนวลี หรือ 'ติ่งข่าว' ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ (Workpoint TV)​ เล่าว่า​ รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีเหตุการณ์สะท้อนมาจาก​ "พฤษภา​ 35"​ นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง​ มีการทำรัฐประหาร​ จึงทำให้เกิดการเรียกร้องขึ้น​ ก็เลยมีรัฐธรรมนูญปี​ 2540​ นี้ขึ้นมา

'ติ่งข่าว' มองว่า​ รัฐธรรมนูญ​ 2540​ เป็นแรงขับให้คนพยายามผลักดันบ้านเมืองไทยให้ไปข้างหน้า​ โดยระหว่างนั้นมีคนเสนอการแก้รัฐธรรมนูญหลายมาตรามาก​ อย่างเรื่องการกระจายอำนาจ​ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด​ ในสมัยนั้นประชาชนสามารถเรียกร้องให้มี กกต.​ ปปช. และ สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง​ เพื่อคัดสรร​และถอดถอนองค์กรอิสระได้ภายใต้การควบคุมของประชาชน​ 

ติ่งข่าว​ ยังคงมองว่า การแก้รัฐธรรมนูญใหม่ยังคงเป็นไปได้​ เพราะผลการทำประชามติล่าสุดได้พิสูจน์แล้วความต้องการการแก้รัฐธรรมนูญของประชาชน​ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะถูกกับดักรัฐธรรมนูญฉบับ​ 2560​ ไปแล้วก็ตาม

“ถ้าหากว่าเขาเอารัฐธรรมนูญ​ 60​ มาล้มรัฐธรรมนูญ​ 40 เราก็เอารัฐธรรมนูญ​ 40​ มาล้ม​ 60​ สิ" ปริญญาเทวานฤมิตรกุล อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวหนุนการแก้รัฐธรรมนูญ​ โดยการใช้รัฐธรรมนูญ​ปี​ 2540​ เป็นต้นแบบ​ โดยมองว่า​รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนมากที่สุดตั้งแต่มีมา​ เขาเล่าต่อว่า​ รัฐธรรมนูญปี​ 2560​ มีต้นแบบมาจาก​ปี​ 2534 เป็นฉบับ​ 2534​ + (พลัส)

ปริญญา ​กล่าวว่า​ ประเทศไทยไม่เคยมีฉันทามติไหนที่แรงเท่ารัฐธรรมนูญฉบับ​ 2540​ มาก่อน​ ในตอนนั้นแม้กระทั่งรัฐบาล หรือ สว.เองก็ไม่อยากได้​ ปริญญา กล่าวต่อว่า​ รัฐธรรมฉบับ​ 2540​ ก็มีจุดบกพร่องอยู่​ แต่คนไทยก็รู้กันแล้วว่าจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญ​ 2540 คืออะไร​ เขายังเสนอต่อว่า​ให้มองเหมือนการทำรัฐประหารไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย​ แล้วนำรัฐธรรมนูญ​ฉบับ​ 2540​ มาแก้รายมาตรา​ เขาก็คาดหวังว่าประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญของประชาชนเกิดขึ้น​ ไม่เกินปี​ 2575 แน่นอน

“​ผมเพียงแต่ตั้งโจทย์ว่า​ ​ถ้าเราบอกว่ารัฐประหารต้องหมดไปจากประเทศไทย​ ​เราก็ทำให้หมดไปเลยครับ​ไอ้​ 2 ครั้งที่ผ่านมา​ ​ด้วยการทำราวกับว่ามันไม่เคยเกิด​ ​ถ้าไม่เคยเกิด​ก็คือว่า เราต้องแก้​รัฐธรรมนูญ 40​ รายมาตรา​ ​นี่คือการปฏิเสธรัฐประหาร 2 ครั้งอย่างรุนแรงที่สุด​” ปริญญา กล่าว

สมภพ กล่าวว่า ประเทศ​ไทยไม่ได้มีพรรคการเมืองแค่​ พรรคภูมิใจไทย​ พรรคประชาชน​ หรือพรรคประชาธิปัตย์​ แต่พรรคที่ใหญ่ที่สุด​ เขามองว่าเป็นพรรคข้าราชการ​ ซึ่งเป็นตัวกำหนดการเมืองไทย​ อาทิ​ ข้าราชการทหาร​ ข้าราชการมหาดไทย​ และพรรคข้าราชการเหล่านี้ย่อมไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทย

ในขณะเดียวกัน​ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี​ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นถึงความน่ากลัวว่า​ พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน​ ไม่ใช่พรรคที่จะเดินตามระบบราชการ​ แต่เธอมองว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่จะรวบรวมระบบราชการมาอยู่ภายใต้การกำกับของตนเอง​ เพื่อเกื้อหนุนผลประโยชน์ของพรรคและระบบราชการ​ สิริพรรณได้อธิบายเพิ่มเติมว่า​ ระบบพรรคการเมืองกับระบบราชการเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ​ว่า​ 2 สิ่งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่คอยส่งแรงเสียดทานต่อการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

"ลองดูนะคะ​ ว่ายุคสมัยไหนที่เราเห็น​ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง​และอธิบดีทุกกรมยืนอยู่ข้างหลังรัฐมนตรี​ อันนี้ตั้งแต่ตอนที่คุณอนุทินเป็นรัฐมนตรี​สาธารณสุข​ มหาดไทย​ ดังนั้น​ ภูมิใจไทยไม่ใช่จะยอมเดินตามระบบราชการต้อยๆ​ แต่กำลังภาษาอังกฤษใช้​ "co-op" คือดึงระบบราชการมาอยู่ภายใต้อุ้งมือของพรรคการเมือง​ ซึ่งอันนี้มันจะกลายเป็น​ "plus" อีกแล้ว​ คือ​ "plus" ของระบบที่หนืด​ และก็ทำตามผลประโยชน์ของตัวเองคือ​ ตัวระบบราชการ​ และ​ plus กับผลประโยชน์ของพรรคการเมืองเป็นหลัก​ อันนี้คือความน่ากลัวของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น” สิริพรรณ​ กล่าว

บทบาทของสื่อในข่าวการเมือง

สิริพรรณ​ เห็นว่า​ สื่อมีส่วนต่อการประสบการณ์ความสำเร็จในด้านการเปลี่ยนแปลง​ แต่สื่อไทยทุกวันนี้เน้นเพียงแค่ยอด​ (engagement) และเธอก็ไม่ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอความขัดแย้งทางการเมือง​ ถึงแม้เรื่องความขัดแย้งจะเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตยก็ตาม​ แต่ถ้าการนำเสนอเรื่องความขัดแย้งนั้นไม่ได้นำมาสู่ความเข้าใจที่ตรงกันก็จะอันตรายมาก

เธอยังกล่าวต่อว่า​ ความเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองไทย​ จริงๆ แล้วสามารถเกิดขึ้นได้​ แต่สังคมไทยทุกวันนี้ขาดความไว้ใจ​กัน​ เราต้องไว้ใจกันมากกว่านี้​ และเธอเน้นย้ำว่าองค์กรที่จะช่วยเหลือได้​ คือ​ "สื่อ"

ยุทธนา บุญอ้อม หรือ ป๋าเต็ด​ พิธีกรรายการบันเทิง แนะนำว่า​ ประเด็นแรกสื่อควรให้ความสำคัญกับการจัดการเนื้อหาหรือมุมเนื้อหาข่าวที่ควรเสนอ​ ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา​ เราสามารถนำเสนอให้คนไทยรู้สึกโกรธแค้นมากขึ้นได้​ เพื่อจะได้​ "Engagement" มากขึ้น​ เพราะเรื่องแบบนี้มันกระตุ้นง่าย​ หรือเราเลือกจะเสนอมุมเนื้อหาที่ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร​ ควรจะเป็นอย่างไรต่อไป​

ประเด็นที่​ 2 วิธีการนำเสนอ​ ป๋าเต็ด วิจารณ์ว่า​ บางสื่อให้ความสำคัญกับเรื่องเนื้อหามาก​ แต่วิธีการนำเสนอ​ไม่ได้กระตุ้นถึงคนฟังหรือคนอ่านเลย​ อาทิ​ ภาพประกอบไม่สวย​ ภาพพาดหัวข่าวไม่ตื่นเต้น​ ไม่น่าดู​ ไม่น่าอ่าน​ เขามองว่าควรจะไปปรับปรุงวิธีการนำเสนอส่วนนั้น​ 

“ผมค่อนข้างเชื่อในวิธีครีเอทีฟไอเดียในการนำเสนอ​ เพียงแต่ว่าบางทีผมรู้สึกว่ามันไม่ไปด้วยกัน​ บางครั้งเราเน้นวิธีนำเสนอ​ มันก็จะมีสื่อที่ฉูดฉาดมากในเรื่องการนำเสนอ​ แต่ไม่ได้นำเสนอเนื้อหาที่ควรนำเสนอ​ เนื้อที่ควรจะซัพพอร์ต​ เนื้อหาที่ควรจะทำให้ผู้คนตระหนักรู้​ ดังนั้นถ้า​ 2​ เรื่องนี้มันชนกันเมื่อไหร่​ ผมว่า​ สื่อยังคงเป็นกำลังสำคัญ​ และสามารถทำสิ่งนั้นได้​ โดยที่ในทางธุรกิจก็อยู่รอดด้วย​ คือมันไม่ง่าย​ ผมไม่ได้บอกว่ามันง่าย​ แต่ผมมองว่ามันไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้” ป๋าเต็ด กล่าว

หมุดหมายการเมืองใหม่กับคนรุ่นใหม่ที่ควรเป็นได้

สิริพรรณ​ มองประเด็น​ปัญหาการศึกษาไทย​ว่า​ ทำไมคนไทยถึงไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์การเมืองไทย​ เธอมองว่าเป็นเพราะ​ชนชั้นนำไม่ยอมรับการมีวุฒิภาวะของคนไทย​ จึงไม่ยอมใส่หมุดหมายที่สำคัญของการเมืองไทยเข้าไปในการศึกษา​ เธอได้ฝากไปยังกระทรวงศึกษาธิการว่า​ หากเป็นไปได้​ การผลิตตำราที่เล่าถึงหมุดหมายสำคัญๆ ของการเมืองไทยเข้าไปมีความสำคัญ​​ รัฐควรมีวุฒิภาวะพอที่จะให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ว่าการเมืองไทยเกิดอะไรขึ้น

เธอพูดถึงการปฏิเสธระบบของคนรุ่นใหม่​ ซึ่งมองเห็นว่าเป็นความจริง​ และสิ่งที่เธอไม่อยากให้เกิดขึ้นคือ​ คนรุ่นใหม่หันไปเชิดชูฮีโร หรือตัวบุคคล​ เพราะเป็นด้านตรงข้ามที่อันตราย

เธอเล่าต่อว่า​สิ่งที่ชนชั้นนำไทยสามารถทำได้ดีมาโดยตลอดตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี​ 2540,​ 2550 และ​ 2560 คือการใช้ระบบเป็นเครื่องมือ​ เพื่อสืบทอดอำนาจรักษาความเป็นชนชั้นนำ

“​ดังนั้นถ้าเราจะมองประเด็นนี้ว่า​ ​เราไม่เชื่อในระบบแล้ว​ ​แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่กลับไปหวังว่าจะมีฮีโร่สักคนนึง​ ​มาแก้ปัญหาให้เรา​ ​สิ่งที่เราต้องแก้ในทางที่ถูก​ ก็อาจจะแก้ระบบนั่นแหละ​” อาจารย์รัฐศาสตร์ กล่าว 

ความเป็นไปได้คือ… คนไทยควรกระหายอำนาจ

"สังคมทุกวันนี้กระหายอำนาจมากพอรึยัง" สิริพรรณ ตั้งคำถาม​

เธอชี้ว่าการจะแก้ระบบการเมือง​ สุดท้ายคนไทยก็ต้องกลับมาร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ​ แต่ตอนนี้การกระหายอำนาจของประชาชนก็ยังไม่มากพอ​ที่จะทำให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญ​

อาจารย์จุฬาฯ เผยว่า​ เราต้องนับหนึ่งใหม่​ คือ ​การใช้เสียงสภาผู้แทนราษฎร​ 1 ใน 5​ หรือจำนวน​ 100 คน ต้องเป็นคนเริ่มกระบวนการนี้ใหม่​ ก็คือการแก้มาตรา​ 256 เข้าไปใหม่​ 

สิริพรรณ​ ตั้งคำถามว่า​ พรรคภูมิใจไทยอยากจะแก้รัฐธรรมนูญจริงหรือไม่​ สังเกตจากแผนที่การทำประชามติ​ คือ​ จังหวัดบุรีรัมย์ใน​ 2 เขตเป็นสีแดง​ คือ ไม่รับรองการทำรัฐธรรมนูญ​ใหม่

"ความเป็นไปได้ที่สำคัญก็คือ ความกระหายของสังคมนี่แหละค่ะ​ ที่จะบอกว่า​เราต้องการเปลี่ยน​ แล้วส่งสัญญาณ"

"เรามี​ 21.6 ล้านเสียงก็จริง​ แต่เป็น​ 21.6​ ล้านที่พลังอาจจะไม่ได้เข้มข้นมาก​ ดังนั้นโจทย์ใหญ่​ก็คือ​ ​เราไม่สามารถผลักไสใครออกไปได้เลย​ ​ประเด็นอยู่ตรงนี้ ​เราไม่สามารถผลักไสใครออกไปได้เลย​ ​คนที่ยังไม่ต้องการแก้​ ณ​ วันนี้มัน​เหมือนตอนปี​ 40​ ก็มีคนจำนวนมากที่ไม่ต้องการแก้ โจทย์ใหญ่ก็คือ​ ทำอย่างไรที่จะเอาเขาเข้ามาเป็นพวก​" สิริพรรณกล่าว

สิริพรรณ ยังได้ชี้แนะทางออกอีกหนึ่งทางปิดท้ายเวทีเสวนา​ คือ​ การนำ สว. มาเป็นพวกเดียวกับประชาชน​ เธอแนะว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปี​ 2560​ ในช่วงประมาณปี 2571-2572 เป็นต้นไป​ สว.จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งอะไรทางการเมืองได้เลย​หลังหมดวาระ เธอเสนอว่าต้องใช้วิธีการประนีประนอม ให้โอกาสการรับตำแหน่งทางการเมืองใหม่แก่กลุ่ม​ สว.กลุ่มนี้​ ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าจะให้กลับมาดำรงตำแหน่ง สว.อีกครั้ง​ ​

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง