Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่ง กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสนบาท แก่อังคณา นีละไพจิตร และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิฯ ชายแดนใต้ และสั่งลบข้อมูลใน 7 วัน โดยศาลรับฟังว่า กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ Pulony.blogspot ใช้ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารใส่ร้าย โจมตีคุกคาม 

 

11 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊กของ iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน และเพจเฟซบุ๊กข่าว The Reporters รายงานวันนี้ (11 มิ.ย.) ที่ศาลแห่ง รัชดาฯ ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดีไอโอของ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนจากชายแดนใต้ เป็นโจทก์ฟ้องหน่วยงาน สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพบก จากกรณีทั้ง 2 หน่วยงานปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร (IO) โจมตีประชาชน จนได้รับความเสียหาย และเสียชื่อเสียง 

เมื่อเวลา 10.20 น. ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ กอ.รมน.รับผิดชอบต่อการดำเนินการของเว็บไซต์ ⁠Pulony.blogspot.com⁠ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเหตุแห่งคดี จึงถือว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์

โดยศาลอุทธรณ์สั่งให้ กอ.รมน. จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่อังคณา นีละไพจิตร โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และจ่ายแก่ อัญชนา หีมมิหน๊ะ โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และให้ดำเนินการลบข้อความที่เป็นการละเมิดออกจากระบบภายในกำหนด 7 วัน 

นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ได้ยืนยันหลักการว่าหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลย่อมต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าวด้วย 

ทั้งนี้ ย้อนไปใน 16 ก.พ. 2566 ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษายกฟ้องกรณีความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากแม้ว่าทางศาลจะมองว่า ข้อความโจมตีจำนวน 13 โพสต์ เข้าข่ายว่าเป็นการใส่ความ ไม่สุจริต และทำให้ประชาชนทั้ง 2 คนได้รับความเสียหาย แต่ศาลมองว่าพยานและหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงเว็บไซต์ Pulony.blogspot กับ กอ.รมน. หรือกองทัพบกโดยตรง และยังไม่มีกฎหมายภายในที่กำหนดกลไกการเยียวยาในลักษณะนี้ จึงมีคำพิพากษายกฟ้องในส่วนความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ

มั่นใจศาลไม่รับฎีกา ร้องรัฐชี้แจงข้อเท็จจริง

สุรชัย ตรงงาม ทนายความ ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังฟังคำพิพากษา ระบุว่า ศาลได้วางมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จากปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ของหน่วยงานรัฐ และก่อให้เกิดความเสียหาย อันนี้เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ยืนยันว่า ปฏิบัติการ IO ของหน่วยงานรัฐที่เป็นการด้อยค่าและละเมิดสิทธิ นักปกป้องสิทธิมีอยู่จริง

ศาลเชื่อว่าจากข้อมูลกรณีเรื่องที่มีการส่งข้อมูลในรายงานของอนุกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ และข้อมูลจากพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งของสุกัญญา และรอมฎอน ระบุว่ามันมีการปฏิบัติการ IO โดยบุคคล ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พอมีความเชื่อมโยงดังกล่าว สำนักนายกฯ ในฐานะผู้กำกับควบคุมดูแล กอ.รมน. ก็ต้องมีการรับผิดทางละเมิด โดยการชดใช้ค่าเสียหายจำนวนรวม 2.1 แสนบาท และลบข้อมูลในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน แต่ว่าศาลไม่ได้มีคำพิพากษาเกี่ยวเรื่องให้หน่วยงานรัฐต้องออกมาขอโทษและมีการลงขอโทษตามสื่อมวลชนต่างๆ อันนี้เป็นดุลยพินิจที่ศาลวินิจฉัย

นอกจากนี้ ศาลมีการออกข้อบังคับเนื่องจากผู้แทนของสำนักนายกฯ มา ก็ออกคำบังคับว่าให้มีการชดเชยภายใน 30 วัน  

สุรชัย มองว่า คดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลได้ตั้งบรรทัดฐานที่ชัดเจนไว้ทั้งหมด 2 เรื่อง ได้แก่ 

  1. เรื่องที่ศาลเชื่อข้อมูลจากอังคณา และอัญชนา รวมถึงองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ที่พยายามจะชี้ว่าภาครัฐมีการใช้ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารด้อยค่า และโจมตีประชาชน 
  2. เมื่อมีการดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐ และศาลมองว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น ก็สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชดใช้ค่าเสียหาย และสั่งให้ลบข้อมูล

อย่างไรก็ดี ทนายความ แสดงความเสียดายว่า ศาลยังไม่ได้มีบรรทัดฐานเรื่องคำวินิจฉัยในส่วนของสิทธิที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องรอการต่อสู้ต่อไป

ทนายสุรชัย มองว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่ง จำเลยสามารถขอฎีกาคดีได้ แต่ต้องขออนุญาตจากทางศาลฎีกา ซึ่งหน่วยงานเองก็มีสิทธิที่จะไปขออนุญาตศาลฎีกา แต่จะมีเงื่อนไขว่าต้องเข้าเกณฑ์ เช่น ต้องเป็นข้อกฎหมายสำคัญ หรืออื่นๆ ซึ่งทนายความมองว่าคดีนี้ไม่เข้าเกณฑ์ แต่ต้องดูว่าสำนักนายกฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

“เรามั่นใจในข้อกฎหมายว่าศาลฎีกาจะสั่งรับ และคาดว่าจะสิ้นสุดในชั้นนี้” สุรชัย กล่าว

สุรชัย เรียกร้องให้สำนักนายกฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ออกมาแถลงข้อเท็จจริงในกรณีนี้ จะดำเนินการอย่างไรไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบนี้อีก  

หวังเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ 

อังคณา ที่เดินทางมาฟังคำพิพากษา กล่าวว่า เราเป็นคนหนึ่งที่ถูก IO คุกคามมาโดยตลอด และมองว่าคำพิพากษาในวันนี้จะเป็นมาตรฐานที่ดีในการที่ศาลจะคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะว่าที่ผ่านมาตัวเองทำงานภาคใต้มาเยอะ และเป็น กสม.ด้วย และถ้าคนที่ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของคนอื่นๆ และยังถูกละเมิดโดยไม่มีหน่วยงานใดสามารถที่จะตรวจสอบ ถ่วงดุล และยุติการกระทำ การกระทำเช่นนั้น การกระทำเช่นนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ 

"ก่อนหน้านี้คนทำงานสิทธิมนุษยชนถูกคุกคามโดย IO ตลอด และไม่ว่าจะไปฟ้องร้องหรือว่าอะไร มันยากเลยที่คนธรรมดาๆ ในการที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ก็อยากจะเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. คดีนี้อย่าฎีกาเลย ขอให้คดีนี้สิ้นสุดที่ศาลอุทธรณ์ เพราะตัวดิฉันที่ฟ้องร้องไม่ได้ต้องการประจานหน่วยงานรัฐ ไม่ได้ต้องการเรียกร้องทรัพย์สินเงินทอง แต่ต้องการการเยียวยาและฟื้นคืนศักดิ์ศรี และต้องการให้ยุติการทำ IO ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน ก็หวังว่านะคะท่านนายกรัฐมนตรี จะมีคำสั่งที่จะไม่ฎีกา และให้คดีถึงที่สุด" อังคณา กล่าว 

อังคณา กล่าวว่า หลังคำพิพากษาตัวเองรู้สึกดีใจ และขอบคุณศาลมากๆ และหวังว่าคนที่ใช้ IO ด้อยค่าคนอื่นๆ ต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบที่จะเกิดขึ้นด้วย และก็น่าจะทำให้การละเมิดโดยวิธีการออนไลน์และบุลลีลดลงด้วย เพราะที่ผ่านมา ในฐานะคนธรรมดาเราไม่มีอำนาจบังคับใครได้ กลายเป็นว่าทุกคนใครก็ได้สามารถออกมาละเมิดสิทธิ ด่า และด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่ออกมาปกป้องคนอื่นได้อยู่ตลอด เราก็หวังว่าคำตัดสินนี้จะเตือนใจเตือนสติคนที่ออกมาทำปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร ควรจะมีจิตสำนึก ในการที่จะรับผิดชอบ และยุติการกระทำเช่นนี้ได้แล้ว 

นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า หากสังเกตเราไม่ได้ฟ้องศาลอาญา ไม่ได้อยากจะเอาคนเข้าคุก แต่ต้องการความรับผิดชอบจากรัฐ เพราะว่าหากเราสังเกตเว็บไซต์ที่เราฟ้องออกไป เป็นเว็บไซต์ที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร และด้อยค่าคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และเว็บไซต์นี้ทำหน้าที่เหมือนต้นทาง โดยจะมีเพจเล็กอื่นๆ ก็อบปีข้อความไปกระจายต่อ และขยายการสร้างความเกลียดชังต่อแบบนี้ พัฒนาการ 6 ปีที่ผ่านมาดีขึ้นไหม เธอมองว่าไม่ดีขึ้นเลย และมีคนถูกคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณีของฐปนีย์ และคนอื่นๆ ถ้าหากว่าศาลไม่ออกมาคุ้มครอง ต่อไปคนที่ทำงานตรวจสอบการทำงานของรัฐก็จะตกเป็นเหยื่อของขบวนการแบบนี้

สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คำขอโทษจากภาครัฐ

อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อคุกคามและด้อยค่าบุคคล โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา 

เธอเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคม รวมถึงหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ให้ตระหนักถึงผลกระทบและความรับผิดชอบจากการดำเนินปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

“หวังว่าคำพิพากษานี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานด้านความมั่นคง และทำให้หน่วยงานของรัฐตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อผู้ที่ถูกกระทำ” อัญชนา กล่าว

นักปกป้องสิทธิภาคใต้ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นการเยียวยาผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิผ่านปฏิบัติการไอโอ จำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับรูปแบบการเยียวยาที่เหมาะสม โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องของตัวเงินเท่านั้น เธอระบุว่า ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยไว้ว่าการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่โหดร้ายทางจิตใจ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ ดังนั้น สิ่งที่ผู้เสียหายต้องการจึงไม่ใช่เพียงการชดใช้เป็นตัวเงิน

"เรื่องเงินไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด สิ่งที่เราต้องการคือคำขอโทษและการยอมรับความผิดจากรัฐ ในฐานะที่ไม่สามารถควบคุมหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของตนไม่ให้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้ เพราะคำขอโทษคือการแสดงความรับผิดและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเยียวยาที่สำคัญ" อัญชนา กล่าว  

อย่างไรก็ตาม อัญชนา กล่าวว่า เบื้องต้นยังคงรู้สึกขอบคุณศาลที่พิจารณาคดีอย่างรอบด้าน จนนำมาสู่คำพิพากษาที่สร้างความยุติธรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในครั้งนี้

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง