รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 9.8 ล้านบาทให้กับศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (Joint Information Center -- JIC ที่มีพลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นผู้อำนวยการเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ทำสงครามข่าวสารกับฝ่ายกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่ความตึงเครียดและความขัดแย้งตามแนวชายแดนได้ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่าปีแล้วอีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสทางเศรษฐกิจและการค้าชายแดนถูกทำลายไปคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีสำหรับประเทศไทยที่จะต้องทบทวนว่ายุทธศาสตร์การสื่อสารควรจะเป็นไปในทิศทางใด
ศูนย์ปฏิบัติการข่าวสารข้อมูลแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2569 ตามแนวทางที่ได้กำหนดเอาไว้ในสัญญาสงบศึก 27 ธันวาคม 2568 เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม
การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือน ลดความเสี่ยงของการยกระดับความตึงเครียด และรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไทย ตลอดจนประชาคมโลก การดำเนินงานของศูนย์ จะยึดหลักความชอบธรรมเป็นอันดับแรก ทุกการสื่อสาร จะผ่านการตรวจสอบให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศหลักมนุษยธรรม และข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ โดยหลีกเลี่ยงถ้อยคำยั่วยุ การเหมารวม หรือการลดทอนศักดิ์ศรีของอีกฝ่าย เพื่อให้การสื่อสารของประเทศไทยสามารถยืนหยัดได้ในทุกเวที ตั้งแต่ระดับภายในประเทศจนถึงเวทีระหว่างประเทศ
ที่สำคัญที่จะต้องเน้นย้ำในที่นี้คือ การดำเนินการของศูนย์นี้จะยึดแนวทางสันติวิธีเชิงรุก ซึ่งไม่ใช่การนิ่งเฉยต่อสถานการณ์แต่เป็นการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อควบคุมการยกระดับของความขัดแย้ง โดยแยกอย่างชัดเจนระหว่างการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ กับการสร้างความเกลียดชังหรือความแตกแยกในสังคม
ศูนย์ข่าวสารได้ออกเอกสารต่างๆไปหลายพันชิ้นจัดทำเป็นภาษาต่างๆทั้งหมด 16 ภาษา แต่ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือ พาสื่อไทยและสื่อต่างประเทศลงพื้นที่ช่องจอม-โอเสม็ดเพื่อดูพื้นที่จริง รวมถึงอาคารที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยสื่อภาษาไทยนำเสนอเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง สื่อภาษาอังกฤษในประเทศไทยก็นำเรื่องนี้ไปขยายผลทำเป็นรายงานข่าวที่ครอบคลุมพร้อมด้วยบทวิเคราะห์มากมาย สำนักข่าวระดับโลกอย่าง Reuters, AP, The Guardian และ BBC ต่างเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับศูนย์สแกมในโอเสม็ดและบริเวณชายแดนกัมพูชา โดยมีภาพ หลักฐาน และการเข้าถึงพื้นที่ที่ฝ่ายไทยเปิดให้สื่อเข้าไปดูในดินแดนซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาถือว่าอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา
แม้ว่าในทางกฎหมายระหว่างประเทศจะก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการยึดครองดินแดนของกองทัพไทยแต่ในแง่ของการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (strategic communication) แล้วถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งที่สามารถกำหนดทิศทางการรับรู้ (perception) ของสังคมโลกให้มองกัมพูชาว่าเป็นดินแดนแห่งสแกมเมอร์และเบี่ยงเบนคำถามในแง่ของความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงบัดนี้ถ้านับจากการปะทะครั้งแรกที่ช่องบกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ก็กว่าขวบปีแล้ว การปะทะใหญ่สองครั้งในเดือนกรกฎาคม และ ธันวาคม ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย จากตัวเลขของกระทรวงกลาโหม กำลังพลเสียชีวิตทั้งสิ้น 46 นาย พิการทุพพลภาพ 23 นาย บาดเจ็บสาหัส (เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเกิน 20วัน) 100 นาย บาดเจ็บมาก (รับการรักษา 2-20 วัน) 238 นาย และบาดเจ็บเล็กน้อยทั้งสิ้น 858 นาย
สถานการณ์การสู้รบทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนอย่างกว้างขวาง คือ เสียชีวิตจากเหตุสู้รบโดยตรง 18 คน และเสียชีวิตโดยเหตุทางอ้อม เช่นป่วยเรื้อรังไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันอีก 44 คน ประชาชน 300,000 -400,000 คนต้องอพยพจากถิ่นฐานของตนเองไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวนานแรมเดือนก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่อย่างมาก
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ไม่นับค่าใช้จ่ายทางการทหารระหว่างการปฏิบัติการเต็มรูปแบบที่ผู้เชี่ยวชาญทางทหารประเมินเอาไว้สูงถึงวันละ 2,000 ล้านบาท ไม่นับรวมเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามมากว่าปีแล้ว และยังไม่ได้พูดถึงเงินชดเชยความเสียหายทั้งกำลังพลและประชาชนอีกนับเป็นพันล้านบาท จากการศึกษาของหลายหน่วยงานประมาณการณ์ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมเกิดขึ้นน่าจะมากกว่า 300,000 ล้านบาท
ตัวเลขจริงที่ตรวจสอบได้จากกระทรวงพาณิชย์ของไทยชี้ชัดว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาในภาพรวมลดลงจาก 41,011.04 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2568 ก่อนการปิดด่าน เหลือ 8,526.80 ล้านบาทในเดือนธันวาคม 2568 โดยเฉพาะการส่งออกของไทยที่ลดลงจาก 37,202.48 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2568 เหลือ 6,358.06 ล้านบาทในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ขณะเดียวกัน ช่วงมกราคม–เมษายน 2569 มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่เพียง 33,869.64 ล้านบาท ลดลง 73.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 126,504.32 ล้านบาท
ผลกระทบด้านแรงงานก็มีนัยทางเศรษฐกิจไม่น้อย โดยข้อมูลของกรมการจัดหางาน ณ เดือนมิถุนายน 2568 แสดงให้เห็นว่าแรงงานกัมพูชาภายใต้ระบบ MOU มีบทบาทสูงมากในเศรษฐกิจภาคตะวันออกและจังหวัดชายแดน เช่น ชลบุรี 37,559 คน ระยอง 15,576 คน ฉะเชิงเทรา 8,475 คน จันทบุรี 8,093 คน ปราจีนบุรี 7,252 คน ตราด 1,018 คน และสระแก้ว 1,075 คน ในหลายจังหวัดแรงงานกัมพูชาคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าครึ่งของแรงงาน MOU ทั้งหมด เช่น ระยอง 53.4% ตราด 61.2% และสระแก้ว 76.1% ข้อมูลท้องถิ่นยังระบุด้วยว่าการปิดด่านทำให้แรงงานกัมพูชาไม่สามารถเข้ามาทำงานส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน เช่นภาคก่อสร้างและการเกษตร (ไร่อ้อยและวัตถุดิบที่ใช้ป้อนโรงงานน้ำตาล) อย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาการปิดด่านก่อให้เกิดปัญหาเชิงซ้อนอีกอย่างหนึ่งคือ แรงงานหรือประชาชนชาวกัมพูชาที่ต้องการกลับเข้ามาหางานทำในประเทศไทยจะต้องจ่ายค่านำทางให้กับขบวนการค้ามนุษย์ตัวเลขล่าสุดเท่าที่มีการเปิดเผยกันเป็นการภายในของหน่วยงานด้านข่าวกรองของรัฐคืออยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อคนโดยผู้เกี่ยวข้องฝั่งไทยและกัมพูชา ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งควบคุมเส้นทางจะได้รับคนละครึ่ง
สถานการณ์เช่นนี้บอกให้รู้ว่าถึงเวลาที่ทั้งไทยและกัมพูชาจะต้องหาทางกลับสู่สภาวะปกติ และฟื้นฟูความสัมพันธ์กันได้แล้ว ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี เฟอร์ดินาน มาร์กอส จูเนียร์ หลังการประชุมผู้นำ 3 ฝ่ายระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า “ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันถึงความสำคัญของการรักษาช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้าง การใช้ความอดกลั้น การหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจยกระดับความตึงเครียด และการเดินหน้าสู่การเจรจาโดยสันติและการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ต่อไป เชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้นำทั้งสองมีความเชื่ออย่างแรงกล้าเหมือนกันว่าถึงเวลาแห่งสันติภาพ และไม่ใช่เวลาของสงครามอีกต่อไป”
อย่างไรก็ตาม ทั้งรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลและศูนย์ข่าวสารข้อมูลจะต้องเผชิญกับความย้อนแย้งและทางแพร่งในทางยุทธศาสตร์หลายประการดังต่อไปนี้
ประการแรก ความย้อนแย้งในเชิงยุทธศาสตร์การสื่อสารของรัฐบาลเอง เฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกรัฐมนตรีที่ต้องการรักษาคะแนนนิยมจากกลุ่มชาตินิยมฝ่ายขวาที่เชื่อว่าเป็นฐานทางการเมืองสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดังนั้นเขาจึงแสดงท่าทีขึงขังและแข็งกร้าวใส่กัมพูชาตลอดเวลาเช่นพูดว่าจะไม่มีวันเปิดด่านชายแดนเด็ดขาด จะไม่ยอมพูดคุยเรื่องดินแดนที่กองทัพไทยไปยึดมา เป็นต้น แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลไทยก็ต้องการแสดงให้สากลเห็นเป็นประจักษ์ด้วยเช่นกันว่า ยังยึดมั่นอยู่ในแนวทางสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และกำลังสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเพื่อหาทางฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา เมื่อเป็นเช่นนั้นการสื่อสารของภาครัฐจึงค่อนข้างจะสับสนไม่รู้ว่าต้องการอะไรกันแน่
ประการที่สอง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เผชิญปัญหาความขัดกันระหว่างหลักนิยมในการปฏิบัติและยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศของรัฐบาล เนื่องจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารแห่งนี้ควบคุมและดำเนินงานโดยนายทหารระดับสูงของกองทัพ หลักนิยมของการปฏิบัติการข่าวสารข้อมูล (Information Operation -- IO) ที่เคยชินคือหลักนิยมของทหารที่เรียนรู้มาจากสหรัฐอเมริกาที่ได้กำหนดแนวทางว่า การปฏิบัติการข่าวสารข้อมูลนั้น “เป็นการปฏิบัติเพื่อสนับสนุนแผนการยุทธหลัก การสงครามความเชื่อ เพื่อสร้างอิทธิพลเหนือเป้าหมาย ลดประสิทธิภาพ หรือชิงการตกลงใจของกำลังทหารฝ่ายตรงข้ามและดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามกระทำต่อฝ่ายเราในลักษณะเดียวกัน”
หลักนิยมทางทหารว่าด้วยการปฏิบัติการข่าวสารข้อมูลซึ่งผู้อำนวยการศูนย์ฯท่องจำจนขึ้นใจดังกล่าวขัดแย้งกับวัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข่าวสารข้อมูลที่ต้องการสื่อสารเพื่อความเข้าใจอันดี “หลีกเลี่ยงถ้อยคำยั่วยุ การเหมารวม หรือการลดทอนศักดิ์ศรีของอีกฝ่าย”
ประการที่สาม สภาพแวดล้อมของระบบข่าวสารข้อมูล (Information Ecosystem) ในประเทศไทยไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการสื่อสารเพื่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์และสันติภาพเลยแม้แต่น้อย สื่อสารมวลชนของไทยในปัจจุบันทั้งสื่อหลักแบบดั้งเดิมและสื่อสังคมออนไลน์ล้วนตกอยู่ในเรื่องเล่า (narrative) และ วาทกรรม (discourse) แบบชาตินิยมต่อต้านกัมพูชาอย่างชนิดที่ถอนตัวไม่ขึ้น ไม่เคยปรากฎว่ามีสื่อมวลชนกระแสหลักรายใดตั้งคำถามกับความจำเป็นในการก่อสงครามตามแนวชายแดนกับกัมพูชาเลย ไม่มีใครถามว่ากองทัพไทยมีความชอบธรรมในการปฏิบัติการแย่งชิงพื้นที่หรือดินแดนกับกัมพูชาแค่ไหน เป็นไปตามหลักความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศเพียงใด
ตรงกันข้ามสื่อมวลชนกระแสหลักจำนวนมากกำลังเพลิดเพลินกับการปั่นกระแสรักชาติต่อต้านกัมพูชาไปไกลถึงขนาดเรียกร้องให้มีการเปิดศึกรอบที่สามเพื่อกำหราบกัมพูชาให้อยู่หมัดหรือกำจัดขีดความสามารถทางทหารให้สิ้นซาก ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีอนุทินจะต้องตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังจากกลับจากภารกิจในประเทศเวียดนามว่า ทำไมเขาต้องจับมือกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชาด้วย
นอกจากนี้แล้วจากการสืบสวนและสอบสวนของสื่อมวลชนคุณภาพอย่างน้อย 2 แห่ง คือ 101 World และ Rocket Media Lap ดังปรากฏในงานสำคัญ 2 ชิ้นคือ https://www.the101.world/io-in-ai-era-1/ และ https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/ ทำให้พบว่าสภาพแวดล้อมของระบบข่าวสารข้อมูลในสังคมไทยเต็มไปด้วย ข่าวปลอม ข่าวลวง ที่สร้างขึ้นเพื่อด้อยค่าหรือแม้แต่สร้างความเกลียดชังผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน และข้อมูลประเภทนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้สร้างเนื้อหา (content creator) ได้เป็นกอบเป็นกำ เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่หลายอย่างรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทำให้การเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลประเภทนี้ซึ่งมีส่วนเสริมขยายเรื่องเล่าหลักของชาติเป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างไกล
โดยสรุปแล้ว แม้ว่าสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชาจะเดินทางมาถึงจุดที่จะต้องฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้คืนสู่สภาพปกติเพื่อสร้างสันติภาพถาวรให้กับประชาชนในท้องถิ่นทั้งสองประเทศแล้ว และรัฐบาลก็ดูเหมือนจะลงทุนเพื่อปฏิบัติการสื่อสารในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเข้าใจสาธารณะให้ไปในทิศทางนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ทว่าการมียุทธศาสตร์หลายอย่างที่ขัดแย้งกัน การปฏิบัติที่อาศัยหลักนิยมทางทหารและไวยากรณ์ของสงครามเป็นธงนำประกอบกับสภาพแวดล้อมของระบบข่าวสารข้อมูลในสังคมไทยที่กำลังเพลิดเพลินกับการหารายได้จากชาตินิยมและการต่อต้านกัมพูชาดูจะเป็นความท้าทายสำคัญที่ทำให้สังคมไทยยังไม่อาจจะหาทางออกจากวังวนแห่งความขัดแย้งนี้ได้
