Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ" ลำพังคำพูดเพียงแค่นี้ของแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบันก็แทบทำให้ความพยายามในการรักษาความสงบในจังหวัดชายแดนใต้หาทางไปต่อยากแล้ว เพราะวิญญูชนทั่วไปตีความได้ไม่ยากว่าผู้ต้องสงสัยหลายคนที่ “ไม่รอด” นั้นคงเป็นผลจากทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ “แบบมืออาชีพ” ดอกกระมัง

ที่ซ้ำร้ายคือการนำเสนอบทวิเคราะห์ถึงรากเหง้าปัญหาตามทัศนะมาตรฐานทหารไทยทำให้คนที่พอจะศึกษาเรื่องนี้มาบ้างคงได้ข้อสรุปตรงกันว่าประเทศไทยจะยังคงไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมมาลายูไปอีกหลายชั่วอายุคน

ตามคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 “เราต้องมองว่าสิ่งที่เราทำเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ถูกไหม แต่ต้นเหตุคืออะไร การปลูกฝังความคิดเหล่านี้ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนปอเนาะ สถานศึกษาโรงเรียนตาดีกา คนที่ดีมีเยอะ แต่คนไม่ดีที่ไปปลูกฝังเรื่องอื่นมีแน่ๆ ถ้าไม่มี ไม่เกิดเหตุการณ์นี้ ผมยังบอกกับเจ้าหน้าที่หลายส่วน กระทรวงศึกษาธิการเลยว่า คุณรับผิดชอบเรื่องโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา คุณต้องลองมาดูว่าหลักสูตรที่คุณกำหนด เขาได้ทำตามที่กำหนดไหม ถ้ามีการศึกษาให้เขาเข้าใจเรียนรู้ภาษาไทย เรียนรู้ภาษาเวลาอยู่นี่ไปด้วยกัน อันนั้นคือการแก้ที่ต้นเหตุ ตอนนี้กำลังแก้ที่ปลายเหตุ แต่ต้องแก้ไหม ก็ต้องทำ"

ทุกคำที่กล่าวมานั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบันไม่เพียงแค่ไม่รับรู้ถึงความอ่อนไหวทางสังคม-วัฒนธรรมของประชากรในพื้นที่ซึ่งตัวเองกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่เท่านั้น แต่พูดได้เต็มปากเลยว่าเขาวิเคราะห์ต้นตอและรากเหง้าของปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้ผิดอย่างร้ายแรงในระดับที่จัดได้ว่าเป็นอวิชชาคือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้ทำเอาเสียเลย พิจารณาจากภูมิรู้เพียงเท่านี้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เคยอ่านงานการศึกษาวิจัยที่มีอยู่มากมายตามสถาบันการศึกษาในประเทศไทย เฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทั้งสองวิทยาเขตในพื้นที่

ยิ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงแนวทางในการเจรจาสันติภาพตามทัศนะของแม่ทัพภาคที่ 4 แล้วดูเหมือนว่าเขาจะไม่อ่านแม้แต่รายงานของทางราชการที่เจ้าหน้าที่นำเสนอขึ้นไปตามลำดับชั้น เพราะทางการไทยได้ประดิษฐ์คำว่า “ผู้เห็นต่าง” ขึ้นมาใช้เรียกขานผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้มานานแล้ว แต่แม่ทัพกลับใช้ศัพท์ของสื่อมวลชนฝ่ายขวาด้อยคุณภาพด้วยการเรียกบรรดานักสู้เพื่อมาตุภูมิทั้งหลายว่า “โจร” เป็นอาชญากรที่เจ้าหน้าที่ (ในเครื่องแบบ) ของรัฐไม่สมควรจะลดตัวไปเสพเสวนาด้วย

ไม่แปลกที่จะคำพูดทำนองนี้จะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนในท้องถิ่นและคนที่ได้พยายามศึกษาวิจัยเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาความรุนแรงที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานในสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย

ที่แย่ไปกว่านั้นคือการตอบสนองของภาครัฐด้วยการปฏิบัติการข่าวสารข้อมูล (information operation-IO) ที่มุ่งเป้าไปด้อยค่าและสร้างความเกลียดชังดูหมิ่นดูแคลนไปยังผู้สื่อข่าวที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาและบรรดาปัญญาชน ครูสอนศาสนา และนักปกป้องนักสิทธิมนุษยชน นั่นเป็นการสุมไฟแห่งความขัดแย้งให้ลุกโชนขึ้นมาโดยไม่จำเป็น แต่แทนที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผู้รับผิดชอบจะแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำ พวกเขาก็ทำแค่การเล่นละครด้วยการยกขบวนการลงไปพื้นที่ให้กำลังใจแม่ทัพ พบปะกับนักการเมืองในท้องถิ่นพอเป็นพิธีและกล่าวคำขอโทษอย่างเสียไม่ได้พร้อมกับเรียกร้องให้เลิกแล้วต่อกันไปเสีย โดยไม่คิดจะหาสาเหตุเลยว่าทำไมเจ้าหน้าที่ทหารที่ครองยศชั้นนายพลและมีตำแหน่งเป็นถึงระดับแม่ทัพภาคถึงได้กล่าววาจาพล่อยๆ เช่นนั้นออกมาในที่สาธารณะซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยว่าคำพูดแบบนั้นมันจะสร้างปัญหา

อย่างไรก็ตามเพื่อทำความเข้าใจปัญหานี้ให้มากขึ้นและเผื่อว่าอาจจะมีใครในรัฐบาลนี้มีปัญญามากพอจะคิดหาทางแก้มันให้ถูกจุดแทนการเล่นละครทางการเมืองก็ใคร่ลองวิเคราะห์ปัญหาในหลายระดับดังนี้

ระดับแรก ปัญหาตัวบุคคล นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบันมีพื้นฐานประสบการณ์ในการทำงานเกือบตลอดชีวิตราชการทหารของเขาในกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบงานความมั่นคงและการป้องกันประเทศในพื้นที่ภาคอีสาน เริ่มต้นจากการเป็นทหารรบพิเศษ เคยทำหน้าที่เป็นนายทหารคนสนิท (ทส) ของแม่ทัพภาคที่ 2 ถึง 2 คน แม้สื่อมวลชนจะยกย่องเขาว่าเป็นนายทหารนักรบที่เชี่ยวชาญเรื่องยุทธการอย่างยิ่ง แต่ดูจากเส้นทางอาชีพแล้วเขาก็เพิ่งจะได้รับตำแหน่งสำคัญในฐานะผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 3 และกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เมื่อปี 2565 นี่เองและความรับผิดชอบของหน่วยนี้คือ การป้องกันประเทศและดูแลความมั่นคงชายแดนภาคอีสานตอนเหนือติดกับลาวซึ่งภารกิจหลักจะเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้ายาเสพข้ามแดน ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ในปี 2567 ในห้วงเวลาที่ไทยและกัมพูชามีปัญหาตึงเครียดและเกิดการปะทะกันตามแนวชายแดน 

โดยทั่วไปแล้วปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนด้านลาวและกัมพูชาในห้วงที่นรธิปรับราชการอยู่นั้นก็จะแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ชายแดนด้านลาวนั้นแม้ว่าการปักปันเขตแดนจะยังไม่แล้วเสร็จทั้งหมดแต่ก็เงียบสงบมานานนับแต่การปะทะกันที่บ้านร่มเกล้าจังหวัดพิษณุโลกปี 2530 ในขณะที่ปัญหาทำนองเดียวกันค่อนข้างจะรุนแรงในฝั่งกัมพูชาแต่ก็เป็นภาระหน้าที่ของกองกำลังสุนารีซึ่งไม่ได้อยู่ในความดูแลของนรธิป

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรพื้นฐานของความมั่นคงของชายแดนด้านลาวและกัมพูชาก็แตกต่างจากปัญหาชายแดนภาคใต้อย่างสิ้นเชิง เพราะมีองค์ประกอบของอัตลักษณ์ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ที่มีความซับซ้อนและหยั่งรากลึก แม้จะปรากฎข้อเท็จจริงว่า นรธิปจะเคยรับราชการในพื้นที่ภาคใต้ช่วงสั้นๆในปี 2553 แต่ก็อาจจะสั้นเกินไปสำหรับเขาที่จะเรียนรู้ความซับซ้อนและความอ่อนไหวทางอัตลักษณ์ให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ยิ่งเมื่อได้ฟังแผนงานของเขาว่าจะแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซียก็ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าอันที่จริงแม่ทัพคนนี้ไม่เคยเรียนรู้อะไรมากไปกว่าติดตามอินฟูเอ็นเซอร์ตลาดล่าง

ระดับที่สอง เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ว่ากันตามประสบการณ์และหลักคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร นรธิปไม่ควรจะได้รับคัดเลือกให้ไปทำหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งจะต้องรับผิดชอบปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ที่มีปัญหาความขัดแย้งเชิงซ้อนมากมาย เขาอาจจะได้รับตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมมากกว่าหากไม่บังเอิญว่าเขาเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 รุ่นเดียวกับผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันซึ่งสื่อมวลชนสายทหารรายงานก่อนหน้านี้ว่าเป็นผู้ผลักดันอย่างแข็งขันให้นรธิปไปรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงแค่อยากให้เพื่อนได้ดีและหนุนส่งฐานะตำแหน่งของตัวเอง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า กองทัพภาคที่ 4 เป็นพื้นที่พิเศษและมีประเพณีปฏิบัติกันมานานว่าจะต้องโปรโมตนายทหารที่เติบโตในพื้นที่ให้รับตำแหน่งสำคัญนี้ก่อนเสมอ การใช้ระบบเส้นสายในการแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งแทนที่จะใช้ระบบคุณธรรมที่เน้นเรื่องประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา สุดท้ายก็ก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ระดับที่สาม ปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์ที่กองทัพไทยใช้ในการควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ยังคงเน้นไปเรื่องการใช้กำลังทหารกดปราบบุคคลที่เชื่อว่าเป็นอริราชศัตรูผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนส่วนใต้สุดออกไปจากราชอาณาจักรและจากคำพูดของแม่ทัพนั้นกองทัพยังปฏิบัติการในโหมดค้นหาและกำจัด (search and destroy) เซลการก่อการร้ายเหมือนที่เคยทำเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่มันได้รับการพิสูจน์มานานแล้วว่า ไม่ได้ผล ไม่สามารถสร้างสันติภาพหรือสันติสุขอะไรได้เลย

ถ้าจะว่ากันอย่างเป็นธรรมแล้ว ฝ่ายความมั่นคงของไทยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายพลเรือนได้เรียนรู้และปรับปรุงยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีผลการศึกษาของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โน่นแล้ว สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช) ได้สมาทานแนวทางของ กอส. มาเป็นหลักการในการพิจารณาปัญหาในการจัดทำแผนทางยุทธศาสตร์มาหลายฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน (ปี 2568-2570) 

ในแผนดังกล่าวได้วิเคราะห์ปัญหาเอาไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า เงื่อนไขที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดความรุนแรงในภาคใต้นั้นมี 3 ระดับคือ ระดับบุคคล ระดับโครงสร้าง และระดับวัฒนธรรม เชื่อมั่นว่าในส่วนของกองทัพก็ต้องได้รับรู้ยุทธศาสตร์ที่ สมช. เป็นผู้กำหนดนี้อย่างแน่นอนและถ้าหากแม่ทัพภาคที่ 4 ได้อ่าน (ซึ่งสมควรจะต้องอ่าน) จะต้องไม่เรียกนักสู้ว่าโจรและไม่กล่าวโทษโรงเรียนสอนศาสนาอย่างเหมารวมว่าเป็นสถานที่ปลูกฝังแนวความคิดที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐอย่างแน่นอน

ตามยุทธศาสตร์ที่ สมช.ได้กำหนดนั้นภาครัฐมีความทะเยอทะยานสูงมากในอันที่จะลดความรุนแรงและความสูญเสียในจังหวัดชายแดนใต้ลง 100 % จากปีฐาน 2560 (ซึ่งตามสถิติของ Deep South Watch มีความรุนแรงทั้งสิ้น 580 เหตุการณ์) ให้ได้ภายในปี 2570 

ที่น่าสนใจและแม่ทัพรวมทั้งผู้บังคับบัญชาของแม่ทัพก็ต้องให้ความสนใจอย่างยิ่งคือ แผนการนั้นมีเป้าหมายให้ประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่นต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาของรัฐให้ได้อย่างน้อย 80% ภายในปี 2570 อีกเช่นกัน

ในแผนการของ สมช.เขียนเอาไว้อย่างสวยหรูอีกเช่นกันว่า เพื่อเป็นการลดทอนเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่ให้ “ลดการใช้ปฏิบัติการเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมาย โดยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน หลักความได้สัดส่วน และหลักการใช้กำลังจากเบาไปหาหนัก”

อีกทั้งภาครัฐจะต้อง “เสริมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริหารจัดการความขัดแย้งตามหลักสันติวิธี สนับสนุนการเปิดพื้นที่ทางการเมือง พื้นที่ปลอดภัย และโอกาสในการแสดงความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ของผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ควบคู่กับการดำเนินกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่ไม่ประสงค์ต่อสู้ด้วยการใช้ความรุนแรงได้เข้าสู่กระบวนการของภาครัฐเพื่อให้พร้อมกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุขและร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืน”

ที่น่าเสียดายและน่าเสียใจเป็นที่สุดคือ ดูเหมือนว่าผู้นำเหล่าทัพจะไม่เคยชายตามองแผนทางยุทธศาสตร์ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติได้กำหนดไว้เลย สถิติความรุนแรงที่บันทึกโดย Deep South Watch ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวลนับแต่ปี 2563 ที่มีความรุนแรงความรุนแรงเพียง 335 กรณี เพิ่มขึ้นเป็น 481 ครั้งในปีต่อมาและพุ่งขึ้นมากถึง 608 เหตุการณ์ในปีที่แล้ว 

แต่แทนที่สถิติเช่นนั้นจะเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้กองทัพทบทวนวิธิปฏิบัติตรงกันข้ามกลับไปสร้างความชอบธรรมให้มีการรักษากำลังทหารเอาไว้มากถึง 50,000 นายพร้อมด้วยงบประมาณที่ไม่เคยขาดตกบกพร่องทั้งในส่วนของกองทัพและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน

จากการพิจารณาทัศนคติของผู้นำเหล่าทัพดังที่กล่าวข้างต้นประกอบกับเนื้อหาของปฏิบัติการข่าวสารข้อมูล (IO) ของหน่วยงานในกองทัพและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของกองทัพบอกให้รู้ว่า กองทัพไทยประสงค์จะกระตุ้นและยั่วยุให้เกิดความบาดหมางขัดแย้งเพื่อปูทางไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงในการปราบปราม เพื่อคงบทบาทและสถานะทางการเมืองของตนเอาไว้มากกว่าจะสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างแท้จริง

   

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง