Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย ประเทศไทยยังดูมีความเหนือกว่า (advantage) กัมพูชาอยู่หลายด้าน ทั้งกำลังทหาร ขนาดเศรษฐกิจ และอำนาจในการควบคุมชายแดน แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งเดียวของสมการเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งที่สำคัญคือประเทศไทยมีความสามารถมากน้อยเพียงใดที่จะเปลี่ยนความเหนือกว่าหรือแต้มต่อเหล่านั้นให้เป็นผลลัพธ์ทางนโยบายที่จะทำให้บรรลุเป้าประสงค์ได้จริงๆ คำตอบที่ปรากฏตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานับแต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลขึ้นสู่อำนาจดูเหมือนจะไม่สู้ดีนัก กว่าขวบปีผ่านไปด่านชายแดนยังคงปิดอยู่เพราะเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถแบกรับต้นทุนทางการเมืองอันสูงลิ่วจากการตัดสินใจเปิดด่านได้ กองทัพไทยแม้มีศักยภาพเหนือกว่าก็ไม่อาจใช้กำลังข้ามแดนเพื่อสถาปนาความมั่นคงเหนือดินแดนที่อยู่ไกลจากชายแดนได้ตามอำเภอใจ มาตรการทางเศรษฐกิจที่หวังว่าจะใช้กดดันฝ่ายตรงข้ามให้อดตายก็มีเพดานของมันเองแถมอาจจะส่งผลร้ายต่อไทยเองอีกต่างหาก ส่วนการทูตไทยแม้ยืนกรานแข็งขันเพียงใดว่าต้องการเจรจาทวิภาคีเท่านั้นก็ยังไม่อาจป้องกันกัมพูชาจากการพาข้อพิพาทออกไปสู่เวทีระหว่างประเทศได้อยู่ดี

ปัญหาการดำเนินนโยบายของไทยต่อกัมพูชาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดแต้มต่อหรือไม่มีอำนาจต่อรองใดๆเอาเสียเลย หากอยู่ที่การไม่สามารถแปลงแต้มต่อหรือศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ไทยอาจดูเหนือกว่าในเชิงเปรียบเทียบ แต่เมื่อถึงเวลาต้องใช้เครื่องมือเหล่านั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการบีบให้กัมพูชากลับมาเจรจา การกดดันให้เปลี่ยนจุดยืน หรือการรักษาข้อพิพาทให้อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ รัฐบาลไทยกลับพบว่าตัวเองมีพื้นที่ให้เดินเกมแคบกว่าที่หลายคนคิด ยิ่งรัฐบาลเลือกผูกมัดนโยบายต่อกัมพูชาเข้ากับวาทกรรมชาตินิยมว่าด้วยเรื่องศักดิ์ศรีแห่งชาติ อำนาจอธิปไตย และความเด็ดขาดเข้มแข็งในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การปรับท่าทีในภายหลังมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะทุกครั้งที่คิดจะถอยหรือผ่อนปรนประนีประนอม และทุกความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ อาจถูกตีความได้ทันทีว่าเป็นการยอมอ่อนข้อหรือถึงขั้นพ่ายแพ้เลยทีเดียว นักวิเคราะห์ชาวไทยท่านหนึ่งถึงกับเคยได้บริภาษเอาไว้ว่า “หากนายกฯอนุทินเปิดด่านเมื่อไหร่ เห็นทีจะต้องเปิดไปอยู่ที่อื่นแน่นอน”

ข้อจำกัดที่เห็นได้ชัดที่สุดที่มาก่อนเป็นอันดับต้นเลยคือข้อจำกัดทางการเมือง รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทินนั้น แม้ว่าจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ก็ไม่ได้มีเสรีภาพในการดำเนินนโยบายมากนัก เพราะเหตุที่ต้องพึงพิงแรงสนับสนุนจากกองทัพและมวลชนกลุ่มชาตินิยมฝ่ายขวา ทำให้รัฐบาลนี้ติดหล่มอยู่ในกับดักชาตินิยมอย่างชนิดที่ยังหาทางขึ้นไม่ได้ ประจักษ์พยานที่ชัดเจนเห็นจะได้แก่การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศต่างก็ไปสัญญากับประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประธานอาเซียนเอาไว้เมื่อเร็วๆนี้ว่าจะหาทางสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา แต่พอกลับมาถึงบ้านนายกรัฐมนตรีก็ต้องแสดงความแข็งกร้าว มึนตึงใส่ประเทศเพื่อนบ้าน จะจับมือกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตของกัมพูชาตามมารยาททางการทูตเมื่อไปเจอกันในเวทีต่างประเทศก็ยังต้องมาชี้แจงกับสื่อมวลชนในบ้านเสียเป็นวรรคเป็นเวร

แค่จะคิดถึงความเป็นไปได้ในการเปิดด่านเพื่อคืนชีวิตปกติให้คนชายแดนก็ไม่กล้าเพราะ“กลัวคนไทยจะโกรธ”  แม้จะปรากฏว่ามีเสียงเรียกร้องจากผู้ทรงอิทธิพล (influencer) ให้ปิดด่านต่อไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนไทยทั้งหมดมีประชามติห้ามเปิดด่าน จากการรายงานข่าวของสื่อมวลชนก็ปรากฎว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่เดือดร้อนจากการปิดด่านและต้องการเปิดให้สามารถไปมาหาสู่ทำมาค้าขายกันตามปกติ แต่นายกรัฐมนตรีก็เลือกที่จะฟังเสียงคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นฐานคะแนนเสียงทางการเมืองตัวเองเสียมากกว่าจะพิจารณาถึงความจำเป็นในการบริหารประเทศ

มองในอีกแง่หนึ่งการเปิด-ปิดด่านก็นำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับกัมพูชาไม่ค่อยได้ผลเพราะฝ่ายกัมพูชาก็จะรู้ว่าต่อให้ยอมอ่อนข้อหรือทำอะไรเพื่อให้ไทยเปิดด่านก็คงไม่มีประโยชน์เพราะรัฐบาลไทยไม่กล้าเปิดด่านอยู่แล้ว ระยะหลังจึงพบว่าผู้นำกัมพูชาก็พูดทำนองว่าไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องนี้กับไทยเพราะเอาเข้าจริงดูเหมือนรัฐบาลไทยไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจ

นอกจากนี้แล้วในเชิงโครงสร้างก็ปรากฏชัดเจนว่า รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยของอนุทินไม่ได้มีอิสระในการดำเนินนโยบายมากนัก เพราะอำนาจการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านส่วนมากแล้วจะตกอยู่กับฝ่ายความมั่นคงและกองทัพ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีก็ได้สารภาพตั้งแต่วันแรกๆที่เข้ารับตำแหน่งแล้วว่าได้มอบหมายอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาความมั่นคงให้กองทัพไปทั้งหมด รัฐบาลมีแต่จะคล้อยตามกองทัพไปเท่านั้นเอง 

สถานการณ์แบบนี้ไม่เกิดกับผู้นำกัมพูชาซึ่งโครงสร้างอำนาจนำทางการเมืองค่อนข้างจะรวมศูนย์เอาไว้ที่ตระกูลฮุนเป็นสำคัญ แม้จะปรากฏว่าฝ่ายค้านของกัมพูชาจะกล่าวโทษเรื่องเสียดินแดนให้กับไทยอยู่บ้างประปราย แต่นั่นก็ดูจะไม่ได้เป็นภาระทางการเมืองมากมายนัก เพราะฝ่ายค้านในประเทศอ่อนแอ

ในแง่ทางการทหารนั้นไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใด ทั้งขนาด กำลังพล งบประมาณ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึกอบรม กองทัพไทยก็ดูจะมีขีดความสามารถ แสนยานุภาพและศักย์สงครามสูงกว่ากองทัพกัมพูชาหลายเท่าตัว แต่กองทัพไทยก็ไม่สามารถรุกคืบไปยึดพื้นที่ได้มากกว่าบริเวณที่มีความคลุมเครือตามแนวชายแดนเท่านั้น การคุยโวโอ้อวดว่าจะถล่มกัมพูชาให้หมดสมรรถภาพจนสิ้นสภาพความเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย ก็กลับจะสร้างปัญหาทางการทูตให้กับกระทรวงต่างประเทศมากกว่าจะดำเนินการได้จริง หรือ ถ้าจะยิ่งคิดจะทำตามแรงยุอินฟูเอ็นเซอร์ตลาดล่างด้วยการถล่มเมืองสำคัญของกัมพูชาให้ราบคาบหรือทำสงครามเบ็ดเสร็จยึดเมืองหลวงของฝ่ายตรงข้ามก็ยิ่งเป็นได้แค่ความเพ้อฝันแฟนตาซีที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง เพราะแค่เสนาธิการทหารบกประกาศออกไปเช่นนั้นก็เกิดคำถามใหญ่ในวงการระหว่างประเทศว่ากองทัพไทยจะเปลี่ยนสถานะจากกองกำลังป้องกันประเทศกลายเป็นผู้รุกรานแล้วหรือ กล่าวในในแง่นี้ขีดความสามารถทางทหารจึงดูไม่ได้เป็นอำนาจต่อรองที่มีพลังจริงๆมากนัก เพราะฝ่ายกัมพูชาคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่ากองทัพไทยไม่สามารถรุกคืบไปได้มากกว่านี้แล้ว

ในด้านเศรษฐกิจ แนวคิดที่จะใช้การปิดด่านเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันกัมพูชานั้นไม่เพียงแต่ไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวังเท่านั้น หากแต่มาตรการนี้กำลังกลายเป็นผลกระทบที่ย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจของไทยเอง สถิติของกระทรวงพาณิชย์ของไทยชี้ว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย–กัมพูชาในภาพรวมลดลงจาก 41,011.04 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2568 ก่อนการปิดด่าน เหลือ 8,526.80 ล้านบาทในเดือนธันวาคม 2568 โดยเฉพาะการส่งออกของไทยที่ลดลงจาก 37,202.48 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2568 เหลือ 6,358.06 ล้านบาทในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน นั่นก็หมายความว่ารายได้เข้าประเทศไทยหายไปเดือนละกว่า 30,000 ล้านบาทเลยทีเดียว  นอกจากนี้แล้วก็ยังมีผลกระทบทางอ้อมที่เกิดกับเศรษฐกิจเมืองชายแดนอย่างมากเพราะความหวาดกลัวที่ต้องอพยพหนีการสู้รบหลายครั้งหลายคราทำให้ผลิตภาพและผลผลิตตกต่ำ การอพยพกลับของคนงานกัมพูชาทำให้เกิดภาวะขาดแคลนกำลังแรงงานในภาคตะวันออกและหลายจังหวัดตามแนวชายแดนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและก่อสร้าง รวมๆแล้วตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระยะกว่าปีที่ผ่านมาอาจจะหลายแสนล้านบาท 

นี่ยังมิพักต้องกล่าวถึงว่าสงครามและมาตรการปิดด่านทำให้ห่วงโซอุปทาน (supply chain) ของนักลงทุนต่างประเทศเฉพาะอย่างยิ่งจากญี่ปุ่นที่เคยอาศัยประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงแหล่งผลิตในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงต้องได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ในขณะเดียวกันแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากไทยทำให้กัมพูชาได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อย แต่อีกด้านหนึ่งมันก็กลายเป็นปัจจัยเร่งให้ทางกัมพูชาต้องหาทางเลือกทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ด้วยการนำเข้าสินค้า และสิ่งของจำเป็นหลายรายการจากประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทย เช่น เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และ จีน กล่าวในแง่นี้ ต่อให้ประเทศไทยต้องการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อกัมพูชามากกว่านี้เพื่อหวังผลใดๆก็น่ากลัวว่าจะไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่นัก เพราะเกรงว่าเศรษฐกิจของไทยเองอาจจะได้รับผลกระทบมากไปด้วยโดยที่กัมพูชาก็ไม่ได้รับแรงกดดันนั้นจนถึงขนาดที่จะต้องปรับเปลี่ยนท่าทีต่อไทยแต่อย่างใดเลย เรื่องที่เคยหวังกันลมๆแล้งๆในหมู่นักวิเคราะห์ชาวไทยที่อยากจะเห็นความอดอยากกลายเป็นแรงขับดันให้ประชาชนกัมพูชาลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาลของตระกูลฮุนก็เห็นทีว่าจะต้องฝันกันต่อไป

ในด้านการทูตนั้น แม้ว่ารัฐบาลอนุทินจะได้อดีตนักการทูตมือดีมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่ก็ไม่สามารถทำให้แนวทางในการดำเนินนโยบายที่มุ่งใช้เวทีทวิภาคีแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและความขัดแย้งให้เกิดประสิทธิภาพได้จริง ที่สุดแล้วปัญหาการปะทะกันตามแนวชายแดนและเหตุพิพาทชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลก็ต้องไปสู่เวทีนานาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่ระดับภูมิภาคในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเท่านั้น แต่ถึงขนาดที่ต้องให้ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำสัญญาสงบศึกทั้งสองครั้ง ส่วนปัญหาพิพาทกันทางทะเลสุดท้ายก็ต้องไปหาทางออกกันโดยอาศัยกลไกของสหประชาชาติ

การพยายามกล่าวโทษกัมพูชาว่ามีแต่จ้องจะใช้เวทีนานาชาติในการแก้ไขปัญหาอย่างนั้นดูจะเป็นการประจานตัวเองของฝ่ายไทยเสียมากกว่า เพราะในความเป็นจริงแล้วหากกองทัพไทยสามารถจำกัดเหตุปะทะตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ให้อยู่แต่ในระดับท้องถิ่น ไม่เอาเศรษฐกิจชายแดนมาเป็นเครื่องมือด้วยการปิดด่านเสียแต่ต้นและพยายามพิสูจน์ให้ฝ่ายกัมพูชาเห็นว่าปัญหาการปักปันเขตแดนทางบกนั้นกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission – JBC) มีประสิทธิภาพพอที่จะใช้แก้ไขปัญหาระหว่างกัน เรื่องราวก็จะไม่ลุกลามบานปลายใหญ่โตกลายเป็นสงครามระหว่างกัน

ยิ่งเขตแดนทางทะเลยิ่งไม่สมควรจะไปกล่าวโทษใครเลย ในเมื่อประเทศไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับปี 2544 ฝ่ายเดียวไปแล้วก็เท่ากับเป็นการทำลายกรอบการเจรจาแบบทวิภาคีที่มีอยู่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับเป็นการสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายกัมพูชานำเรื่องไปสู่เวทีสากลอาศัยกลไกสหประชาชาติภายใต้สนธิสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลเข้ามาแก้ไขปัญหา สิ่งที่ประเทศไทยพอทำได้เพื่อรักษาชื่อเสียงและเกียรติภูมิหรืออย่างน้อยเพื่อเป็นการแสดงออกให้ชาวโลกเชื่ออย่างที่ประกาศจริงๆก็ทำได้แต่เพียงเดินตามแนวยุทธศาสตร์ที่กัมพูชาวางเอาไว้เท่านั้นเอง

กว่าขวบปีแห่งความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เกิดความสูญเสียมากมายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังหาทางออกที่ดีในการแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็น่าจะถึงเวลาอันสมควรที่รัฐบาลไทยและบรรดากลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาควรจะต้องมาทบทวนแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ในการสร้างความสัมพันธ์กับกัมพูชาได้แล้วกระมังว่า ความคิดที่ว่าประเทศไทยเหนือกว่าเพื่อนบ้านในทุกมิติแท้จริงแล้วสามารถดึงมันออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพียงใด หรือว่ามันจะกลายเป็นกับดักทางยุทธศาสตร์ทำให้ประเทศนี้พบแต่ความอับจนหนทางไปเสียทั้งหมด

 

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง