Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กองทัพบกแถลงเมื่อเร็วๆนี้ว่า มีกำลังพลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในยุทธการศตวรรษเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาทั้งสิ้น 848 นาย โดยแบ่งเป็น กำลังพลเสียชีวิต 27 นาย พิการทุพพลภาพ 10 นาย บาดเจ็บสาหัส 69 นาย บาดเจ็บมาก 148 นาย และบาดเจ็บเล็กน้อย 594 นาย กองทัพได้ดำเนินการเสนอขอรับเงินเยียวยาและเงินกองทัพตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคมปีที่แล้วครบทุกกลุ่ม และสามารถดำเนินการไปแล้วประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ 

เมื่อ 12 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินเยียวยาให้แก่กำลังพลที่ได้รับผลกระทบแล้ว 91 นาย 452 ล้านบาท เฉพาะในส่วนของกองทัพบก จำนวน 83 นาย วงเงินรวม 419.85 ล้านบาท ปัจจุบันสำนักปลัดบัญชีกองทัพบกอยู่ระหว่างดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณร่วมกับสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่าจะได้รับภายในเดือนมิถุนายน 

นอกจากนี้ กองทัพบกยังได้ดำเนินการดูแลครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิต การบรรจุทายาททดแทนเข้ารับราชการ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวของผู้เสียสละ ในส่วนของยุทธการยุทธบดินทร์ในห้วงเดือนกรกฎาคม 2568 มีกำลังพลเสียชีวิตที่เข้าหลักเกณฑ์ จำนวน 15 นาย ขณะนี้ได้ดำเนินการบรรจุทายาทเข้าปฏิบัติงานแล้ว 13 นาย โดยออกคำสั่งเรียบร้อยแล้ว และมี 1 นายขออนุมัติตัวบุคคลไว้ เนื่องจากทายาทยังอยู่ระหว่างการศึกษา 

ส่วนยุทธการศตวรรษในห้วงเดือนธันวาคม 2568 มีกำลังพลเสียชีวิตเข้าหลักเกณฑ์ จำนวน 26 นาย ปัจจุบันอนุมัติบรรจุแล้ว 10 นาย โดยออกคำสั่งแล้ว 7 นาย และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 3 นาย ขณะเดียวกันมีผู้ขออนุมัติตัวบุคคลไว้ก่อน จำนวน 11 นาย เนื่องจากทายาทยังอยู่ระหว่างการศึกษา และมีจำนวน 5 นาย ที่ไปรับสิทธิ์ของหน่วยงานอื่น สละสิทธิ์หรือไม่เข้าหลักเกณฑ์

ถ้อยแถลงดังกล่าวฟังดูดีทำให้รู้สึกว่าบรรดาทหารที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบได้รับการดูแลเป็นอย่างดีแม้ว่าจะช้าไปบ้างแต่กองทัพจะไม่ทอดทิ้งพวกเขาอย่างแน่นอน แต่ความคืบหน้าในการเยียวยาทำนองนี้ก็เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวก่อนหน้านี้ว่าครอบครัววีรบุรุษผู้กล้าบางคนยังไม่ได้รับเงินชดเชยจำนวน 10 ล้านบาทตามที่รัฐบาลสัญญาเอาไว้และไม่กล้าทวงเนื่องจากเป็นครอบครัวยากจนมีฐานะต่ำต้อย ชวนให้คิดต่อไปได้ว่า แท้จริงแล้วทหารกล้าเหล่านั้นได้รับการตอบแทนที่เหมาะสมแล้วหรือยังและมีระบบหรือแนวทางในการตอบแทนผู้เสียสละเหล่านั้นควรเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตามนอกจากความสูญเสียที่เกิดกับกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้แล้ว กองทัพไทยก็ไม่ได้เผชิญกับสงครามบ่อยครั้งนักก่อนหน้าที่จะมีเหตุปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้นจึงไม่ปรากฎหลักเกณฑ์และแนวทางในการชดเชยความเสียหายชัดเจนนัก วงเงินชดเชยความสูญเสียหลังเหตุปะทะกับกัมพูชาจำนวนหลายล้านบาทต่อคนจึงเป็นแนวทางพิเศษที่รัฐบาลอนุมัติด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่าอย่างอื่น แต่ก็เป็นการสมควรที่สาธารณะจะได้พิจารณาหลักเกณฑ์และแนวทางสำหรับเรื่องนี้ดังต่อไปนี้  

ประการแรก เกณฑ์เยียวยาเป็นธรรมและสอดคล้องกับระดับความสูญเสียหรือไม่ จากการแถลงของกองทัพบกดูเหมือนกองทัพจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาผู้ที่สมควรได้รับการเยียวเอาไว้หลายกรณี กล่าวคือ เสียชีวิต, พิการทุพพลภาพ, บาดเจ็บสาหัส, บาดเจ็บมากและบาดเจ็บเล็กน้อย แม้ว่ากองทัพจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่ตามหลักการทางการแพทย์ เช่น พิการทุพพลภาพ ให้หมายถึง สูญเสียสมรรภาพทางกายอย่างถาวรจนไม่สามารถรับราชการทหารต่อไปได้ แต่ก็ต้องมีคำถามต่อไปอีกว่า เกณฑ์การจัดระดับบาดเจ็บโปร่งใสหรือไม่ ผู้ได้รับผลกระทบสามารถอุทธรณ์ผลการประเมินได้หรือไม่ กำลังพลจากทุกเหล่าทัพและทุกชั้นยศได้รับสิทธิเท่ากันหรือไม่ ทหารเกณฑ์ และทหารอาชีพ ได้รับการปฏิบัติแตกต่างกันเกินสมควรหรือไม่ คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรื่องที่สังคมภายนอกกองทัพรับรู้กันอยู่บ่อยๆคือ หัวหน้ายศใหญ่ได้มาก ลูกน้องโดยเฉพาะพลทหารได้น้อย ซึ่งเป็นประเด็นที่กลายเป็นปัญหาบั่นทอนขวัญกำลังใจกำลังพลอยู่เสมอ

ประการที่สอง เงินเยียวยาเหมาะสมกับความสูญเสียหรือไม่ การพิจารณาแค่วงเงินรวมที่รัฐบาลจัดสรรให้อาจจะไม่เพียงพอหรือเป็นธรรม ถ้าหากพิจารณาในรายละเอียดบางประการเช่น ครอบครัวนายทหารชั้นผู้น้อยเสียเสาหลักไปแล้ว เงินชดเชยจะเพียงพอใช้ได้กี่วัน หากเป็นผู้พิการที่ต้องรับการดูแลตลอดชีวิต เงินก้อนนั้นจะพอหรือไม่ มีเงินรายเดือนหรือพึ่งพาแต่เงินก้อนครั้งเดียว เงินเฟ้อและค่าครองชีพถูกนำมาคิดคำนวนแล้วหรือยัง บางทีกองทัพอาจจะต้องพิจารณาระบบเลี้ยงชีพแบบพิเศษสำหรับผู้ที่พิการจากการรบแทนการจ่ายเงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว เพราะคนที่เสียขา สูญเสียสายตา หรือมีภาวะผิดปกติทางจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนรุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder –PTSD) นั้นเขาอาจจะต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต

ประการที่สาม การฟื้นฟูผู้พิการและอาชีพหลังการรบ จากการแถลงของกองทัพจำนวนผู้พิการจากการปะทะล่าสุด 10 นายอาจดูไม่มาก แต่เป็นกลุ่มที่รัฐต้องรับผิดชอบยาวนานที่สุด มีอุปกรณ์เช่น แขนขาเทียมหรือเทคโนโลยีช่วยเหลือใดๆที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าต้องมีการรักษาระยะยาวจะทำอย่างไร พวกเขามีโอกาสกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งใหม่หรือการฝึกอาชีพใหม่หรือไม่ หลายประเทศใช้แนวคิด เปลี่ยนจากนักรบเป็นผู้เชี่ยวชาญ ครูฝึก หรือเจ้าหน้าที่พลเรือนในระบบความมั่นคง แทนที่จะปล่อยให้ออกจากราชการแบบไร้อนาคต 

ประการที่สี่ การดูแลครอบครัวทหารที่เสียสละชีวิตด้วยการบรรจุทายาทหรือญาติพี่น้องเข้ารับราชการเป็นนโยบายที่สมควรได้รับการทบทวนอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเกิดประเด็นเรื่องความเหมาะสมกับภารกิจ กองทัพสมัยใหม่ต้องการบุคลากรที่เหมาะกับภารกิจที่มีความซับซ้อนมากขึ้นโดยเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องไซเบอร์ โดรน ปัญญาประดิษฐ์ ภาษาและการข่าว การบรรจุทายาทแบบอัตโนมัตินั้นแม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากอาจสร้างจารีตในการเข้าสู่ระบบราชการทหารไม่ต้องแข่งขันตามความสามารถ ซึ่งขัดกับแนวทางการสร้างทหารอาชีพที่เน้นความรู้ความสามารถ ความเสียสละของบุพการีผู้กล้าไม่ควรถูกแปลงเป็นข้อยกเว้นต่อมาตรฐานวิชาชีพขององค์กร

นอกจากนี้แล้วการตอบแทนวีรบุรุษด้วยวิธีนี้อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดระบบอุปถัมภ์สมัยใหม่ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นระบบอุปถัมภ์เชิงสถาบัน การช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียสละเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ควรทำให้ตำแหน่งในกองทัพถูกมองว่าเป็นสิทธิที่ถ่ายทอดทางครอบครัวได้ เพราะผลลัพธ์อาจไม่เป็นธรรมกับตัวทายาทเอง ทายาทของผู้เสียชีวิตบางคนอาจไม่เหมาะกับชีวิตทหาร พวกเขาอาจจะมีความฝันอย่างอื่น การถูกแรงกดดันทางเศรษฐกิจบีบให้เขารู้สึกว่าต้องตอบแทนการเสียสละของบุพการีดูจะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง 

แทนที่จะให้สิทธิบรรจุทายาทให้เป็นการประกันโอกาสในอาชีพหรือการศึกษาน่าจะดีกว่า เช่น ทุนการศึกษาถึงปริญญาตรี/โท ทุนวิชาชีพ โควตาสอบแข่งขันภาครัฐ (แต่ยังต้องสอบ) เงินสนับสนุนรายเดือนหรือสิทธิรักษาพยาบาลครอบครัว รัฐควรรับผิดชอบต่ออนาคตของครอบครัวกำลังพล แต่ไม่แทรกแซงหลักคุณธรรมในการรับราชการ (meritocracy) ของกองทัพ ครอบครัวผู้เสียสละควรได้รับหลักประกันชีวิตที่มั่นคง แต่ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยการสืบทอดตำแหน่งราชการ กองทัพยุคใหม่ต้องคัดเลือกคนจากความรู้ความสามารถ ขณะที่รัฐสามารถตอบแทนความเสียสละผ่านทุนการศึกษา สวัสดิการ และโอกาสในชีวิตที่กว้างกว่าการส่งลูกหลานเข้าระบบทหาร

ประการสุดท้ายซึ่งสำคัญ ความสูญเสียจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งสองครั้งนั้นเกิดกับทหารชั้นประทวนทั้งหมด ยศสูงสุดคือจ่าสิบเอก อายุน้อยที่สุดคือ 20 ปี นอกเหนือไปจากการหาเงินมาชดเชยความสูญเสียนั้นแล้ว กองทัพมีความจำเป็นที่จะต้องถอดบทเรียนเชิงนโยบายต่อการใช้กำลังในอนาคตว่า ระบบป้องกันกำลังพลเพียงพอหรือไม่ ยุทโธปกรณ์เหมาะสมหรือไม่ ความช่วยเหลือการแพทย์มีปัญหาหรือไม่ โรงพยาบาลสนามมีเพียงพอหรือไม่ 

กล่าวโดยสรุป ถ้าหากกองทัพไทยประสงค์จะพากำลังพลเข้าสู่สงครามบ่อยๆ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องคิดวางแผนการเยียวยาเอาไว้อย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบในระยะยาว ไม่ควรคิดหวังพึงพิงงบประมาณที่รัฐบาลจะออกให้เป็นคราวๆไป เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องวางแผนในการรักษาชีวิตร่างกายกำลังพลให้มากที่สุด อาชีพทหารเป็นอาชีพที่เสี่ยงภัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องคิดจะป้องกันหรือลดความสูญเสียหรือเอาแต่เชียร์ให้รบกันอย่างบ้าระห่ำเพื่อความสะใจของใครบางคนโดยไม่คำนึงความรู้สึกของทหารและครอบครัวของพวกเขาเอาเสียเลย

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง