กันตรวดีไทม์ สื่อท้องถิ่นของรัฐกะเรนนี ระบุว่ากองทัพพม่าเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีโดยหันมาใช้สงครามโดรน ไม่เพียงสร้างความได้เปรียบทางการทหารเหนือกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร แต่ยังมุ่งร้ายเพื่อข่มขู่และสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน โดยผู้บังคับการโดรนของกองกำลังกะเรนนี KNDF ภายใต้โค้ดเนม “3D” ประเมินว่ากองทัพพม่าจะใช้โดรนมากขึ้นอีกเพื่อขยายพื้นที่ยึดครองเพิ่ม หลังประกาศจัดเลือกตั้งปลายปีนี้

กองทัพพม่าฝึกใช้โดรนโจมตี ที่มา: ISP Myanmar/Telegram/SAC-STR
กันตรวดีไทม์ สื่อท้องถิ่นของรัฐกะเรนนี ประเทศพม่า ดินแดนที่อยู่ทางทิศตะวันตกของ จ.แม่ฮ่องสอน เผยแพร่รายงานเมื่อ 15 ก.ย. นี้ว่า กองทัพพม่าเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีโดยหันมาใช้โดรน ไม่เพียงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการทหารเหนือกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร แต่ยังมุ่งร้ายเพื่อข่มขู่และสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ทั้งนี้จากการเปิดเผยของกองกำลังฝ่ายต่อต้านในรัฐกะเรนนี
ก่อนหน้านี้ กองทัพพม่ามักใช้การยิงปืนใหญ่แบบไม่เลือกเป้าหมายเข้าไปยังพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างความหวาดกลัวในชุมชนท้องถิ่น แต่ระยะหลังได้หันมาใช้โดรนและระเบิดจากโดรนมากขึ้น เพราะสามารถเล็งเป้าได้แม่นยำกว่า
กองกำลังฝ่ายต่อต้านที่เคยควบคุมเมืองปาย หรือโมบแย (Mobye) อำเภอผายขุ่น ดินแดนในรัฐฉานตอนใต้ติดต่อกับรัฐกะเรนนี กล่าวว่า พบพัฒนาการอย่างมีนัยยะสำคัญของสงครามโดรน หลังจากที่กองทัพพม่าเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เพื่อยึดคืนเมืองปาย ซึ่งตกเป็นพื้นที่เป็นพื้นที่กองทัพพม่าใช้โดรนโจมตีอย่างหนักทั้งเป้าหมายทางทหารและพื้นที่พลเรือนรอบๆ
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ปีนี้ กองทัพพม่าใช้โดรนกามิกาเซ โจมตีหมู่บ้านในอำเภอดีมอโซ รัฐกะเรนนี และต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม ชายผู้พลัดถิ่นจากสงคราม ถูกโดรนทิ้งระเบิดสังหารในอำเภอพรูโซ รัฐกะเรนนี
กองทัพพม่าได้ใช้ทั้งอากาศยาน โดรน และปืนใหญ่เพื่อปราบปรามการต่อต้านรัฐบาลทหาร ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนทั่วไปก็ตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ต่างจากนักรบแนวหน้า
เมื่อกองทัพพม่าเข้าสู่สงครามโดรน

พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เดินทางไปเยือนบริษัท Zhongyue Aviation UAV Firefighting-Drone Co Ltd ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภาพเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2567 ที่มา: ภาพเผยแพร่ของสื่อรัฐบาลทหารพม่า
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของ “การปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ” ที่เกิดการต่อต้านรัฐประหารของกองทัพพม่าอย่างกว้างขวางก็คือ “ปฏิบัติการ 1027” ที่เริ่มในเดือนตุลาคม 2566 โดยพันธมิตรสามภราดรภาพ (Three Brotherhood Alliance) นำโดยกองกำลังพันธมิตรชาติประชาธิปไตยเมียนมา (MNDAA) หรือกองกำลังจีนโกก้าง ซึ่งในปฏิบัติการ 1027 กองกำลังโกก้าง MNDAA ใช้โดรนทิ้งวัตถุระเบิดและระเบิดมือกว่า 25,000 ลูก สร้างความสูญเสียหนักแก่กองทัพ ซึ่ง พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่าเองก็ออกมายอมรับ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าการทำสงครามด้วยโดรนเปลี่ยนโฉมหน้าสนามรบสมัยใหม่อย่างไร หลังจากนั้น กองทัพพม่าเริ่มสร้างกองกำลังโดรนของตัวเองขึ้นมา ตามรายงานของ BBC ภาคภาษาพม่า
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ปี 2567 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้เดินทางไปเมืองคุนหมิง ประเทศจีน และเมืองอื่นๆ เพื่อดูการใช้งานโดรนเกษตร โดรนก่อสร้าง และโดรนลาดตระเวน ตามรายงานของสื่อภายใต้รัฐบาลทหารพม่า
ผู้บังคับการหน่วยโดรนของกองกำลังป้องกันแห่งชาติกะเรนนี (KNDF) ที่ใช้ชื่อรหัสว่า “3D” ยอมรับว่าเทคโนโลยีโดรนของกองทัพพม่าตอนนี้ล้ำหน้ากว่าของฝ่ายต้าน
“ก่อนหน้านี้กองทัพก็ใช้โดรนอยู่บ้าง แต่ไม่มาก และไม่ชำนาญเท่าพวกเรา แต่เวลาผ่านไปเขาก็พัฒนาและแข็งแกร่งขึ้น ความสามารถในการจัดหาโดรนก็มากกว่าเราเยอะ จนทำให้บางครั้งกองกำลังฝ่ายต่อต้านต้องถอนตัวจากเมืองหรือหมู่บ้านที่ยึดไว้ได้ เพราะไม่สามารถรับมือกับการโจมตีทางอากาศจากโดรนกองทัพพม่าได้” เขากล่าวกับกันตรวดีไทม์
โดรนโจมตีพลเรือน
นักรบฝ่ายต่อต้านที่อยู่แนวหน้าสังเกตได้ถึงการเพิ่มขึ้นของการใช้โดรนและขีดความสามารถของกองทัพพม่าอย่างชัดเจนระหว่างการโจมตีที่เมืองปาย
ตั้งแต่ 4 สิงหาคม เป็นต้นมา ทหารกองทัพพม่า สังกัดกองพันทหารราบเบาที่ 102 ที่ประจำการในอำเภอดีมอโซ รัฐกะเรนนี ได้เพิ่มเที่ยวบินลาดตระเวนของโดรนทั้งในเขตปฏิบัติการทางทหาร พื้นที่พลเรือน และจุดซ่อนตัวของกองกำลังฝ่ายต่อต้าน นักวิเคราะห์ทางทหารเตือนว่ากำลังพลฝ่ายต่อต้านที่อยู่ใกล้แนวรบยิ่งมีความเสี่ยงถูกโดรนโจมตีมากขึ้น
ผู้บังคับการหน่วยโดรน “3D” ระบุว่ากองทัพพม่าบางครั้งใช้โดรนที่ติดระบบเล็งเป้าแม่นยำในการสอดแนมพื้นที่พลเรือน ซึ่งหมายความว่าพลเมืองสามารถถูกโจมตีได้ตลอดเวลา “ระหว่างการสู้รบใกล้หมู่บ้านเสาง์ปอง และตัวอำเภอผายขุ่น ในรัฐฉานตอนใต้ กองทัพพม่าใช้โดรนโจมตีชาวบ้านผู้อพยพพลัดถิ่นจนทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้คนทั้งหลายต้องตระหนักว่าโดรนของกองทัพพม่าสามารถโจมตีได้ทุกเวลา”
เขาเสริมว่าโดยเฉพาะเวลาที่กองทัพพม่าเพลี่ยงพล้ำทางการทหาร มักตอบโต้ด้วยการโจมตีชุมชนใกล้เคียงด้วยโดรน
ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า ขณะนี้มีโดรนลาดตระเวนของกองทัพพม่าบินอยู่ทุกวันเหนือหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากเมืองดีมอโซ เพียงไม่กี่กิโลเมตร ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวและอพยพหนีล่วงหน้า
ประเภทของโดรนที่กองทัพพม่าใช้
กองทัพพม่าเรียนรู้การใช้โดรนอย่างมีประสิทธิภาพจากฝ่ายต้าน ก่อนที่จะหันมาใช้โดรนจีนและรัสเซียเป็นหลัก นักรบฝ่ายต้านระบุถึงประเภทโดรนที่กองทัพใช้ในสมรภูมิรัฐกะเรนนีสามารถแบ่งออกได้ดังนี้:
(1) โดรนมัลติ-โรเตอร์ มักเป็นโดรนแบบคอปเตอร์ใบพัด 6 ใบ สามารถบินสูงได้หลายกิโลเมตร บรรทุกระเบิดได้อย่างน้อย 5 กิโลกรัม
(2) โดรนปีกตรึงแบบ VTOL ไฮบริด ลักษณะคล้ายเครื่องร่อนขนาดเล็ก บินได้ 30–60 กิโลเมตร บรรทุกได้สูงสุด 15 กิโลกรัม
(3) โดรนพลีชีพ (Suicide drone) หรือโดรนกามิกาเซ ติดระเบิดแรงสูง ใช้พุ่งชนเป้าหมายโดยตรง กองทัพเคยใช้โจมตีเป้าพลเรือนในอำเภอดีมอโซมาแล้ว 2 ครั้ง
“3D” อธิบายว่า “โดรนพวกนี้เวลาบินเสียงไม่ดังมาก แต่ก็ยังพอได้ยินเสียง ทำให้ยังมีเวลาเอาตัวหลบ กองทัพพม่าจะล็อกเป้า ใส่โหมดอัตโนมัติ แล้วปล่อยบิน หากเป้าเคลื่อนตัวได้ทัน ก็มีโอกาสรอดสูงกว่า”
แนวโน้มข้างหน้า
กองทัพพม่าวางแผนจัดการเลือกตั้งภายใต้พื้นที่ๆ ควบคุมได้ภายในสิ้นปีนี้ และกำลังพยายามขยายพื้นที่ควบคุม ซึ่งฝ่ายต่อต้านเชื่อว่าจะทำให้มีการใช้โดรนมากขึ้นอีก
ผู้บังคับการหน่วยโดรนของ KNDF ผู้นี้แนะนำให้ประชาชนรีบอยู่ในที่กำบังหรือหาที่หลบภัยทันทีเมื่อได้ยินเสียงโดรน และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด
เฉพาะปีนี้มีผู้อพยพในรัฐกะเรนนีเพิ่ม 30,000 ราย
ขณะเดียวกัน อู บันยา รองเลขาธิการคนที่ 2 ของสภาบริหารชั่วคราวรัฐกะเรนนี (IEC) ซึ่งเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลของฝ่ายต่อต้านในรัฐกะเรนนี ระบุว่า มีผู้อพยพพลัดถิ่นภายใน (IDPs) เพิ่มขึ้นราว 30,000 คนที่ต้องพลัดถิ่น โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลักคือ เขตตะวันออกของอำเภอผายขุ่น ซึ่งอยู่ในพื้นที่รัฐฉานเขตติดต่อกับรัฐกะเรนนี ส่วนพื้นที่รัฐกะเรนนีได้แก่ เขตตะวันตกของอำเภอลอยก่อ พื้นที่เหมืองที่บ้านหม่อชี และบ้านนันแมข่ง
ตัวแทนกลุ่มบรรเทาทุกข์ CTER รัฐกะเรนนี ระบุว่าการพลัดถิ่นระลอกใหม่เป็นผลโดยตรงจากการรุกคืบของกองทัพพม่า “เมื่อต้นปี 2568 กองทัพพม่าสามารถยึดเมืองปาย ในรัฐฉานตอนใต้คืนมาได้ และรุกเข้ามาในรัฐกะเรนนี ถึงอำเภอดีมอโซ ทำให้จำนวนผู้พลัดถิ่นเพิ่มขึ้นอีก เพราะหมู่บ้านที่เคยมีทยอยกลับไปอยู่ที่บ้านต้องอพยพหนีอีกครั้ง”
ปัจจุบันผู้พลัดถิ่นกระจัดกระจายอยู่ทั่วรัฐกะเรนนี และในช่วงฤดูฝน ความต้องการที่พักพิงกลายเป็นปัญหาที่เร่งด่วนที่สุด มีความต้องการด้านมนุษยธรรมที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นมานานหลายปีและไม่สามารถกลับบ้านได้ กำลังเผชิญสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เราต้องการความช่วยเหลือหลายด้านจริง ๆ ตอนนี้สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือข้าวสาร ถ้าไม่มีการบริจาคข้าว ผู้คนแทบไม่มีทางเลือก นอกจากออกไปหางานรายวันเพื่อให้มีกินเพียงวันต่อวัน” หญิงผู้พลัดถิ่นจากอำเภอดีมอโซ ฝั่งตะวันตกกล่าว
ตามข้อมูลของรัฐบาลเฉพาะกาลของรัฐกะเรนนี IEC ระบุว่าตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 จนถึงปัจจุบันมีผู้พลัดถิ่นในรัฐกะเรนนีราว 250,000 คน กระจายอยู่ใน 450 ศูนย์พักพิง
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
