Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สงครามยูเครนกำลังนำไปสู่ "การปฏิวัติสงครามหุ่นยนต์" มีการใช้หุ่นยนต์และโดรนในการรบภาคพื้นดินมากขึ้น จนอาจจะกลายเป็นการเปลี่ยนรูปแบบสงครามในยุคอนาคตที่มนุษย์ไม่ต้องลงไปอยู่ในสนามรบเอง นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าคล้ายกับการปฏิวัติเทคโนโลยีในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้คือรถถังหรือดินปืน แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องที่ว่าจะใช้เอไอในสงครามดีหรือไม่

 

18 พ.ค. 2569 ผู้บัญชาการทหารของยูเครนได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Politico โดยบอกว่า ระบบหุ่นยนต์กำลังเปลี่ยนโฉมสนามรบ อาจจะนำไปสู่สงครามรูปแบบใหม่ในยุคอนาคตได้ จากการที่ยูเครนเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีโดรนระดับสูงเพิ่มมากขึ้น

โดยที่ก่อนหน้านี้มีการวางกำลังโดรนทางอากาศ ห่างจากแนวหน้า 50 กม. เพื่อเป็นกับดักสังหารทหารรัสเซีย มีการวางโดรนที่น่านน้ำของเคียฟที่สามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกองเรือทะเลดำของรัสเซียได้ และในตอนนี้ก็เริ่มมีการใช้โดรนในการรบทางบกด้วย โดยที่ยูเครนใช้ระบบหุ่นยนต์ในการโจมตีและยึดป้อมปราการของฝ่ายรัสเซีย มีการใช้กำลังผสมของโดรนทางบกร่วมไปกับทหารที่เป็นคน

โฆษณา - Advertising

เรื่องนี้ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าสงครามกำลังเปลี่ยนรูปโฉมไปแล้ว แบบเดียวกับที่มีการเริ่มใช้ดินปืนในสมัยยุคกลาง หรือการพัฒนารถถังขึ้นมาในสงครามโลกครั้งที่ 1

ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนได้ย้ำว่า หุ่นยนต์ที่ใช้คนบังคับทางไกล มีความสามารถในการยึดฐานที่มั่นจากรัสเซียและบีบให้ทหารฝ่ายรัสเซียต้องยอมแพ้ได้

"นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสงคราม ที่มีการยึดฐานที่มั่นของข้าศึกมาได้โดยอาศัยเครื่องมือที่ไม่ได้มีคนขับอยู่ภายใน พวกมันคือระบบหุ่นยนต์ทางบกและโดรน" เซเลนสกีกล่าว

มิโกลา ซินเควิช ผู้บัญชาการหน่วยระบบหุ่นยนต์ทางบกของกองพลน้อยจู่โจมที่สามของกองทัพยูเครนกล่าวว่า มีการนำโดรนและหุ่นยนต์มาใช้ในการรบเพราะต้องการช่วยรักษาชีวิตของทหาร ซินเควิชบอกอีกว่าโดรนยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ส่งพัสดุที่สำคัญ การช่วยลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บ การลาดตระเวนพื้นที่เปิดโล่ง การทำลายปราการของข้าศึก ปฏิบัติการบ่อนทำลายจากแนวหลังของข้าศึก การวางกับดักระเบิด ทั้งหมดนี้ใช้โดรนทำได้

ในขณะที่รัสเซียใช้วิธีการส่งทหารในแนวหน้าบุกโจมตีแบบเสี่ยงตายสูง ทำให้มีการสูญเสียทหารราบจำนวนมาก แต่ยูเครนก็รับมือยุทธวิธีนี้โดยพยายามรักษากำลังพลเอาไว้ เพราะพวกเขามีความยากลำบากในการเกณฑ์กำลังทหาร ยูเครนจึงได้หันมาคิดวิธีการที่จะทำลายข้าศึกที่โจมตีเข้ามาจำนวนมากในขณะที่ลดความเสียหายตัวเองได้

ด้วยสาเหตุนี้เอง ซินเควิขบอกว่า พวกเขาพยายามทำให้ทหารฝ่ายตัวเองไม่ไปอยู่ในที่รับกระสุนโดยตรง เป้าหมายในปี 2026 ของกองทัพยูเครนคือการเปลี่ยนกำลังรบในพื้นที่ยากลำบากตามแนวหน้า 30% ให้กลายเป็นเครื่องมือเทคโนโลยีอย่างหุ่นยนต์

มีการยกตัวอย่างยุทธวิธีในปี 2025 ช่วงต้นที่ยูเครนเริ่มใช้หุ่นยนต์ ในการรบที่ภูมิภาคคาร์คีฟ มีใช้ "หุ่นยนต์และโดรนพลีชีพ" ในการเป็นผู้เปิดฉากโจมตี โดยกลุ่มแรกสามารถทลายทางเข้าของฐานที่มั่นฝ่ายรัสเซียได้ มีการส่งกลุ่มที่สองโจมตีต่อ แต่ฝ่ายรัสเซียก็ยกป้ายขอยอมแพ้ จากนั้นพวกเขาก็ใช้โดรนทางอากาศในการนำทหารรัสเซีย 2 นายไปที่ฐานที่มั่นของยูเครนที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อควบคุมตัวทหารทั้งสองเป็นเชลย ทำให้ทหารยูเครนสามารถเข้าไปยึดฐานที่มั่นรัสเซียได้โดยไม่ต้องยิงปืนด้วยมือตัวเองเลยสักนัด

รัสเซียเริ่มใช้กำลังรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022 ก่อให้เกิดสงครามยูเครนขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน อิฮอร์ เฟเดอร์โก ซีอีโอของสภาอุตสาหกรรมกลาโหมยูเครนกล่าวว่า สงครามนี้ได้ทำให้ยูเครนต้องแข่งขันด้านเทคโนโลยีอาวุธกับรัสเซีย ซึ่งในตอนนี้ดูเหมือนว่ายูเครนจะพัฒนาไปไกลกว่า เนื่องจากการใช้หุ่นยนต์ของยูเครนทำให้มีปัจจัยได้เปรียบในสนามรบ

ฝ่ายรัสเซียก็มีการใช้โดรนทางบกในการส่งเสบียงให้ทหาร เคลื่อนย้ายคนเจ็บ และบางครั้งก็ใช้โจมตีศัตรูเช่นกัน

หุ่นยนต์ที่ใช้ทางบกนี้มีข้อได้เปรียบมากกว่าหุ่นยนต์ทางอากาศตรงที่พวกมันสามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า คงทนกว่า อีกทั้งยังใช้สู้รบทางบกด้วยเกราะที่หนากว่าและมีอาวุธที่หนักกว่าทางอากาศได้

หรือจะเป็นการพลิกรูปแบบสงครามยุคอนาคต

โรเบิร์ต โทลลาสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสู้รบทางบกของสถาบันคลังสมองอังกฤษ Royal United Services Institute (RUSI) กล่าวว่า พัฒนาการด้านโดรนในยูเครนจะทำให้เกิดการถกเถียงกันว่าการใช้หุ่นยนต์เหล่านี้จะกลายเป็นรูปแบบสงครามยุคอนาคตหรือไม่

โทลลาสต์ มองว่าโดรนทางบกอาจจะใช้งานได้หลายรูปแบบเว้นแต่การป้องกันอาณาเขต เพราะมันเหมือนกับเป็นการนำรถถังมาใช้โดยไม่มีทหารราบคอยหนุนหลัง แต่ก็มีนักวิเคราะห์อีกหลายกลุ่มที่มองว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นการพลิกรูปแบบสงครามในอนาคตอย่างแน่นอน

จากการวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยนโยบายกิจการระหว่างประเทศ Carnegie Endowment for International Peace (CEIP) ระบุว่า ในตอนนี้เมื่อพิจารณาจากปริมาณที่ใช้งานโดรน ความเร็วในการพัฒนาโดรน และระดับการเปลี่ยนแปลงมาใช้โดรนของฝ่ายยูเครนแล้ว ก็นับว่าเป็นการ "พลิกโฉมวิธีการสู้รบในสงครามไปแล้ว" โดยมีการเปลี่ยนแปลงด้านวิธีการจัดการกำลังพล การจัดสรรและวางกำลังทหาร เรื่องนี้จะเป็นตัวชี้วัดสงครามต่อๆ ไปในอนาคตด้วย

มิโกลา บีไลสคอฟ นักวิเคราะห์ด้านการทหารยูเครนจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการวิจัยยุทธศาสตร์ กล่าวเปรียบเทียบว่า การใช้หุ่นยนต์ในสงครามครั้งนี้คล้ายกับยุคสมัยที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กับ 2 ที่เริ่มมีปืนกล, รถถัง, เครื่องบิน กลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการรบในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 โดยที่ บีไลสคอฟ มองว่าการใช้โดรนกับหุ่นยนต์มากขึ้นอาจจะลดความสำคัญของการใช้มนุษย์ในสงครามลง

อย่างไรก็ตามสถาบันฮัดสันจากวอชิงตันก็เตือนว่าอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าหุ่นยนต์ใช้ได้ดีในทุกสถานการณ์ เพราะมีบางสถานการณ์ที่หุ่นยนต์ยังคงทำงานได้ไม่ดีนักเช่นพื้นที่ขรุขระและตกเป็นเป้าหมายโจมตีการโดรนทางอากาศได้ง่าย

นอกจากนี้ยูเครนยังมีการพัฒนาต้นแบบเอไอที่อาจจะนำมาใช้กับโดรนโดยอาศัยการป้อนข้อมูลจากสนามรบจริงให้กับเอไอ ทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมาว่าควรใช้เอไอกับสงครามในอนาคตหรือไม่ ซึ่งซินเควิชกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า มันยังเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง แต่ตัวเขาเองก็อยากเห็นกระบวนการบางอย่างเป็นอัตโนมัติ แต่ก็ไม่อยากให้อัตโนมัติไปเสียทั้งหมด เขามองว่าการตัดสินใจสุดท้ายยังควรกระทำโดยมนุษย์อยู่ดีเพราะไม่มั่นใจว่าเอไอจะแยกแยะมิตรกับศัตรูออกจากกันได้

นักวิเคราะห์หลายคนก็มองว่า ควรจะต้องเน้นตั้งคำถามว่าจะอนุญาตให้มีระบบอัตโนมัติได้มากน้อยแค่ไหนโดยไม่ถูกครอบงำจากการพัฒนาเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม โทบี วอลช์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเอไอจากมหาวิทยาลัยแห่งนิวเซาธ์เวลส์บอกว่าเรื่องการใช้โดรนและเอไอกับสงครามนี้อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป เพราะสำหรับเขาแล้วมันนับเป็น "การปฏิวัติครั้งที่ 3 ของการสงคราม" หลังจากที่มีดินปืนและรถถัง

การถกเถียงในเรื่องของการใช้โดรนหรือเอไอในการสงครามนั้นามีมานานแล้ว นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ เริ่มใช้เครื่องบินไร้คนบังคับหรือ UAV ในสงครามอัฟกานิสถานเมื่อช่วงต้นยุค 2000s โดยที่ในปี 2002 สหรัฐฯ ได้ใช้โดรนชื่อ MQ-1 Predator ในการโจมตีเป้าหมายในอัฟกานิสถาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามที่สามารถโจมตีเป้าหมายโดยที่ผู้บังคับเครื่องมือไม่ต้องอยู่ในเขตสู้รบเองก็ได้

ในยุคต่อๆ มาก็เริ่มมีการใช้เครื่องมือควบคุมระยะไกลในการสู้รบมากขึ้นตลอดช่วงยุค 2000s-2010s โดยเฉพาะสงครามในปากีสถาน, เยเมน และโซมาเลีย

การปรับมาใช้หุ่นยนต์ของกองทัพยูเครน

ยูเครนก็เคยกังขาในเรื่องการใช้หุ่นยนต์เหมือนกัน แต่หลังจากที่ทดลองใช้กับพื้นที่หลายรูปแบบในสภาพแวดล้อมต่างกัน ก็ทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ดี ทำให้ยูเครนมีข้อได้เปรียบในการทะลวงแนวหน้าเข้าไปตั้ง "พื้นที่สังหาร" ซึ่งสามารถโจมตีทหารและการขนส่งลำเลียงของฝ่ายข้าศึกได้ในระยะที่ห่างจากแนวหน้า

นับตั้งแต่ต้นปี 2025 กระทรวงกลาโหมของยูเครนก็ได้อนุมัติให้มีการใช้งานหุ่นยนต์ใหม่ราว 40 ชุด และเมื่อถึงสิ้นปี 2025 ก็มีการจัดหาหุ่นยนต์ให้กับกองทัพยูเครนรวมแล้วประมาณ 15,000 ชุด

และเมื่อไม่นานนี้เอง มิไคโล เฟโดรอฟ  รัฐมนตรีกลาโหมของยูเครนก็เปิดเผยว่าพวกเขามีเป้าหมายต้องการใช้ระบบหุ่นยนต์ในการขนส่งลำเลียง 100% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 พวกเขาได้ทำสัญญาจัดหาระบบหุ่นยนต์ทางบก 25,000 ชุดเพื่อส่งไปยังแนวหน้า

ยูเครนมีบริษัท Tencore ที่พัฒนาระบบหุ่นยนต์ทางบกชื่อ TerMIT ซึ่งสามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 400 กก. มีความเร็วสูงสุด 15 กม./ชม. และมีพิสัยปฏิบัติการสูงสุด 40 กม. ทำให้มีการใช้ TerMIT กับงานต่างๆ ในสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นการลำเลียงพัสดุ การขนย้ายผู้บาดเจ็บ และเมื่อมีการติดอาวุธปืนกลกับเครื่องยิงลูกระเบิดลงไปแล้วก็สามารถนำไปใช้สู้รบได้ด้วย TerMIT นี้อยู่ภายใต้การควบคุมของ กองพลน้อยจู่โจมที่สาม ซึ่งทำงานร่วมกับหุ่นยนต์จำพวกอื่นๆ อีกมากกว่า 50 จำพวก

นอกจากนี้ ประโยชน์ของหุ่นยนต์คือมันทำลายได้ยาก และแม้แต่ถูกทำลายแล้วก็มีโอกาสนำชิ้นส่วนมาใช้ใหม่ได้ อีกทั้งยังมีแบตเตอร์รี่ที่ใช้งานได้นาน อาศัยการดูแลบำรุงไม่มาก แค่ต้องคอยชาร์จแบตเตอรี่ทุกๆ สองวัน

มัคซิม วาซิลเชนโก ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Tencore กล่าวว่า TerMIT เป็นหุ่นยนต์ที่ไม่ซับซ้อนแต่ก็สามารถนำมาใช้งานหลายอย่างได้ นอกจากที่กล่าวมาแล้วก็ยังสามารถใช้ตั้งป้อมปราการและวางทุ่นระเบิดได้ด้วย เพราะมันถูกทำลายได้ยากและนำชิ้นส่วนของตัวที่ถูกทำลายกลับมาใช้ใหม่ได้ วาซิลเชนโกบอกว่า "TerMIT ชุดหนึ่งสามารถวางทุ่นระเบิดทำลายรถถังได้ 1,500 ทุ่นก่อนที่จะถูกทำลายโดยรัสเซียที่มีการใช้โดรน FPV จำนวนมาก

อย่างไรก็ตามยูเครนก็ยังประสบปัญหาการจัดหาหุ่นยนต์มาให้เพียงพอต่อความต้องการ ถึงแม้ว่าผู้ผลิตในยูเครนจะสามารถผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการได้ แต่ระบบการจัดซื้อจัดหาที่ใช้เวลานานก็เป็นปัญหา และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือการที่กองทัพยูเครนจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานหุ่นยนต์เหล่านี้ได้อย่างชำนาญด้วย

ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลยูเครนจะตระหนักถึงปัญหานี้ ทำให้เฟโดรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมประกาศว่าจะเร่งจัดหาโดรนและหุ่นยนต์ให้เร็วขึ้น รวมถึงเพิ่มงบประมาณการจัดหาในปี 2026 นี้ รวมถึงวางแผนทำสัญญาจัดหาสำหรับปีหน้าเอาไว้ตั้งแต่ภายในปลายปีนี้ รวมถึงมีการตัดหุ่นยนต์ออกจากสินค้าที่จะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ด้วย

อีกทั้งพันธมิตรจากยุโรปก็ยังได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือยูเครนในเรื่องนี้ ทั้งการจัดหาเงินทุนโครงการ SAFE เพื่อให้ยูเครนใช้ซื้ออาวุธ รวมถึงมีบริษัทผลิตหุ่นยนต์จากประเทศอื่นๆ ของยุโรปที่ต้องการทำสัญญาหุ้นส่วนกับบริษัทหุ่นยนต์ของยูเครน โดยที่บริษัทผลิตหุ่นยนต์ Devdroid กำลังมีแผนการที่จะเปิดการผลิตในยุโรป เป็นการผนวกรวมเข้ากับตลาดอาวุธของอียู ทำให้บริษัทยูเครนหาเงินทุนได้มากขึ้น ซึ่งทั้งยุโรปและยูเครนต่างก็มีเป้าหมายต้องการลดการสูญเสียชีวิตของมนุษย์ในสนามรบให้มากที่สุด

 

 

เรียบเรียงจาก

Inside Ukraine's robot war revolution, Politico, 22-04-2026

https://www.politico.eu/article/inside-ukraine-robot-war-revolution/

‘Robots don’t bleed’: Ukraine sends machines into the battlefield in place of human soldiers, CNN, 20-24-2026

https://edition.cnn.com/2026/04/20/europe/robots-ukraine-battlefield-drones-intl-cmd

What do Ukraine’s robot soldiers mean for the future of warfare?, Aljazeera, 01-05-2026

https://www.aljazeera.com/news/2026/5/1/what-do-ukraines-robot-soldiers-mean-for-the-future-of-warfare

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising