'ปกรณ์ นิลประพันธ์' รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยแนวทางลดรายจ่ายประจำภาครัฐ ทั้งการปรับระบบรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นประกันสุขภาพ และโครงการเกษียณก่อนกำหนดที่มุ่งเป้าตำแหน่งที่เทคโนโลยีทดแทนได้

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผย ณ ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาแนวทางเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายในปีงบประมาณ 2570 ระบุว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาไว้แล้ว เนื่องจากรายจ่ายประจำของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนและช่วยเหลือประชาชนลดน้อยลง
นายปกรณ์ระบุว่าโครงการนี้จะดำเนินการควบคู่กับการปรับลดอัตราตำแหน่งในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น โดยยกตัวอย่างตำแหน่งที่อาจถูกลดจำนวน เช่น พนักงานพิมพ์และงานธุรการ เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถเข้ามาทดแทนงานประจำวันเหล่านี้ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน และจะเริ่มต้นจากข้าราชการพลเรือนก่อน หากได้ผลดีจึงจะขยายไปยังหน่วยงานอื่น เช่น ท้องถิ่นและองค์การมหาชน
สำหรับเกณฑ์อายุ นายปกรณ์ระบุว่าเดิมกำหนดให้มีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปี หรืออายุ 55 ปีขึ้นไป แต่เมื่อพิจารณาจากศักยภาพในการปรับทักษะใหม่ เห็นว่าคนอายุ 40 ปีจะสามารถรีสกิลตัวเองได้ดีกว่า จึงไม่ควรปิดกั้นว่าจะต้องมีอายุเท่าใด โดยยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับ แต่จะใช้สิ่งจูงใจและการอัพสกิลรีสกิลเป็นแนวทางหลัก พร้อมเปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กรมบัญชีกลาง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ในส่วนของสวัสดิการรักษาพยาบาล นายปกรณ์เปิดเผยว่ารัฐบาลเตรียมเปลี่ยนจากระบบสวัสดิการปัจจุบันมาใช้ระบบประกันสุขภาพแทน เนื่องจากสามารถควบคุมวงเงินงบประมาณได้ชัดเจนในแต่ละปี พร้อมมองว่าจะเป็นการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายในประเทศและเกื้อหนุนเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็น Medical Hub ได้ในอนาคต โดยระบบใหม่นี้จะเริ่มใช้กับข้าราชการที่บรรจุใหม่ก่อน ส่วนข้าราชการเดิมจะมีสิทธิเลือกได้ ขณะที่สิทธิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวข้าราชการยังคงไว้ตามเดิม เนื่องจากยังไม่ได้มีการหารือรายละเอียดในประเด็นนี้
ที่มาเรียบเรียงจาก: ข่าวสด | กรุงเทพธุรกิจ
