Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ไทยประสิทธิภาพรัฐต่ำ อุปสรรคความสามารถแข่งขัน การขยายอายุเกษียณข้าราชการไม่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ฐานะการคลังอาจไม่สามารถรองรับได้

9 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า มีแนวโน้มอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องหากไม่มีการปฏิรูปประสิทธิภาพภาครัฐให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบกับ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการเพื่อปฏิรูปกิจการภาครัฐ ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยล่าสุดปี พ.ศ. 2568 โดย International Institute for Management Development – IMD พบว่า ประสิทธิภาพภาครัฐปรับตัวลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยร่วงลงมาจากอันดับ 25 ในปี พ.ศ. 2567 มาอยู่ที่อันดับ 30 ในปีนี้  นอกจากนี้ยังมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการมาก ในการดำเนินธุรกิจก็ต้องมีการขอใบอนุญาตมากมาย มีขั้นตอนมาก บางกฎหมายก็ล้าสมัยและซ้ำซ้อน มีการใช้ดุลยพินิจโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐสูงเป็นช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชันได้เสมอ

ขอเสนอข้อเสนอ 6 ข้อเพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้ดีขึ้น ดังนี้ 1. ลดขั้นตอน ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ออกแบบบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 2. ปรับระบบภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นสูง ลดขั้นตอนการอนุมัติต่างๆที่ไม่จำเป็นลง มีระบบรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง 3. กระจายอำนาจการบริหาร กระจายอำนาจทางการคลังและการงบประมาณ 4. Digital Government Platform: รวมบริการภาครัฐไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น e-Government, e-Payment, e-Procurement การใช้ระบบธุรกรรมออนไลน์ ระบบอิเลคทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ ใช้เทคโนโลยีเอไอในการให้บริการมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความโปร่งใสโดยใช้ นโยบาย Open Government เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงง่าย ลดโอกาสทุจริต ใช้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติและช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย  5. ใช้  Big Data และ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการประชาชน 6. ลดระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการ เปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถ มีจริยธรรมก้าวมาสู่ตำแหน่งสำคัญ แก้ปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง มีการประเมินผลงานตามระบบคุณธรรม

ส่วนข้อเสนอให้ขยายอายุเกษียณราชการทั้งระบบนั้นไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาสังคมสูงวัย กำลังแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัยนั้นเกิดขึ้นนอกระบบราชการ ขณะที่ ระบบราชการมีคนหนุ่มสาวรอเข้าระบบราชการนับแสนคน ไม่สามารถรับการบรรจุเป็นข้าราชการได้เพราะรอตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุ เมื่อขยายอายุเกษียณออกไปอีกจะทำให้ปัญหาคนหนุ่มสาวที่อยากรับราชการไม่สามารถเข้าสู่ระบบราชการได้เพิ่มขึ้นไปอีก หมายความว่า แรงงานที่ต้องการเข้ารับราชการนั้นมีมากกว่าตำแหน่งที่ว่าง สะท้อนกำลังแรงงาน “ข้าราชการ” ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด หากจะขาดแคลนก็จะมีเฉพาะงานบางอย่างเท่านั้น ซึ่งควรจะมีการขยายอายุเกษียณเป็นรายกรณีเป็นรายปีไป หรือ ผู้ที่เกษียณที่มีความสามารถและยังสามารถทำงานได้ หน่วยงานก็สามารถตั้งเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้บริหารได้อยู่แล้ว การขยายอายุเกษียณทั้งระบบจะทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระทางงบประมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก และโดยฐานะทางการคลังขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากระบบเงินเดือนของข้าราชการนั้น เงินเดือนจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้เกษียณ เมื่อขยายอายุเกษียณ รัฐก็จะต้องจ่ายเงินเดือนข้าราชการเพิ่มขึ้น ผลิตภาพของทั้งระบบราชการก็ไม่เพิ่มขึ้น ผลิตภาพของแรงงานโดยเฉลี่ยจะลดลงเมื่ออายุเกิน 55-60 ปี และ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็ด้อยลงอีกด้วย  

เมื่อเปรียบเทียบกับการขยายอายุเกษียณในระบบของเอกชนหรือแรงงานในระบบประกันสังคมจะมีความแตกต่างกัน เพราะกรณีของเอกชนและแรงงานในระบบประกันสังคมจะตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยและลดภาระการจ่ายเงินบำนาญชราภาพของกองทุนประกันสังคม ขณะที่ อายุเกษียณของภาคเอกชนในบางธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นลดลงมาเหลือ 45 ปี เพื่อสะท้อนผลิตภาพแรงงานตามพลวัตเศรษฐกิจสังคม ย่อมหมายความว่า จะมี แรงงานในภาคเอกชนที่ออกจากระบบบการจ้างงานแบบเป็นทางการเร็วขึ้น โดยที่ไม่มีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพราะแรงงานมนุษย์จะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมากขึ้น โจทย์ที่สำคัญกว่า คือ การแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ซึ่งต้องมีการออกแบบระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ ให้แรงงานมนุษย์สามารถมีปัจจัยในการดำรงชีพได้แม้นทำงานน้อยลง ลดช่วงเวลาในการทำงานลงโดยผลตอบแทนจากการทำงานต้องไม่ลดลงหรือต้องเพิ่มขึ้น เพราะผลิตภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี  

เศรษฐกิจไทยควรลดการพึ่งพาทางเทคโนโลยีจากต่างชาติเพื่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว เราจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองจากผู้ใช้และผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติ มาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมบ้าง ในหนังสือ The Politics of Innovation โดย Mark Zachary Taylor มองว่า ปัจจัยที่ใช้ขับเคลื่อนชาติ "นวัตกรรม" ได้อย่างแท้จริงคือแนวคิด "ความไม่มั่นคงเชิงสร้างสรรค์" (Creative Insecurity) ตีคู่ไปกับ "การทำลายล้างที่สร้างสรรค์" (Creative Destruction) มันคือ กลไกพลิกเกม ที่สามารถรับมือความท้าทาย แรงเสียดทานทางการเมือง ภายในประเทศได้ทุกรูปแบบ ความไม่มั่นคงที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การรับรู้ถึงภัยคุกคามระยะสั้น แต่คือ การประเมินภัยคุกคามภายนอกที่ร้ายแรงและต่อเนื่อง ซึ่งบีบให้ชนชั้นนำต้องบรรลุฉันทามติทางการเมืองอย่างฉับพลัน เพื่อทุ่มทรัพยากรและปลดล็อก "เสาหลักนวัตกรรม" การสร้างนวัตกรรมจึงไม่ได้เกิดจากความอยากทำ แต่เกิดจาก ความจำเป็นในการอยู่รอด ตัวอย่างของ ญี่ปุ่นในอดีต เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และ จีน  แสดงให้เห็นว่า ประเทศเหล่านี้ได้เปลี่ยน "ความเปราะบางทางยุทธศาสตร์" ให้กลายเป็นเครื่องกำเนิดนวัตกรรมระดับโลก ใช้ อำนาจทางการเมือง ในการสร้างอำนาจทางเทคโนโลยีแห่งชาติได้อย่างเฉียบขาดในสมรภูมิโลกยุคดิจิทัล ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เรียกสิ่งนี้ว่า “อธิปไตยทางนวัตกรรม”

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า สหรัฐอเมริกา Shutdown ยืดเยื้อจะกดดันค่าเงินดอลลาร์ เศรษฐกิจสหรัฐฯและความเชื่อมั่นผู้บริโภค สร้างความไม่ชัดเจนต่อทิศทางเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ย คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลกระทบจากการ Shutdown อย่างไรก็ตาม US Government Shutdown ได้ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมการบินแล้ว มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว รวมทั้งทำให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ชะลอตัวลง หากการ Shutdown ไม่ยืดเยื้อถึงช่วงปลายปี คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจโลกจำกัด และ สามารถพลิกฟื้นกลับมาหลังที่ทำการของรัฐบาลสหรัฐฯบางส่วนที่ปิดไปก่อนหน้านี้สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปรกติ  

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง